ห่วงเด็ก 2 ล้านคน สูดฝุ่นพิษภาคเหนือ ตอกย้ำ ‘วิกฤตสิทธิเด็ก’ จี้รัฐเร่งเดินหน้า ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’

Save the Children Thailand ชี้ สถานการณ์ฝุ่นยืดเยื้อ เด็กหยุดกิจกรรมกลางแจ้ง ต้องใช้ชีวิตในพื้นที่ปิดเป็นเวลานาน กระทบต่อสุขภาพกาย ใจ พัฒนาการในระยะยาว เตรียมจับมือหลายหน่วยงาน บรรจุเนื้อหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในหลักสูตร เสริมทักษะรับมือ

วันนี้ (15 เม.ย. 69) Save the Children Thailand เรียกร้องให้เร่งเดินหน้า พระราชบัญญัติอากาศสะอาด ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว หลังเด็กกว่า 2 ล้านคนในภาคเหนือกำลังเผชิญฝุ่น PM2.5 ในระดับอันตรายต่อเนื่อง โดยชี้ว่านี่ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นวิกฤตสิทธิเด็ก ขณะที่กฎหมายได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา ส่งผลให้เด็กยังคงต้องหายใจอากาศเป็นพิษในทุกวัน

สถานการณ์ฝุ่นในปีนี้รุนแรงขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม และยืดเยื้อต่อเนื่องหลายสัปดาห์ เด็กจำนวนมากต้องหยุดกิจกรรมกลางแจ้ง เรียนออนไลน์ หรือใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ปิดเป็นเวลานาน ส่งผลต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และพัฒนาการในระยะยาว

จากการทำงานในพื้นที่ของ Save the Children Thailand ใน จ.เชียงใหม่ เด็กหลายคนสะท้อนต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น

“ไม่ชอบที่ต้องอยู่แต่ในบ้าน เพื่อน ๆ ก็ไม่ได้ออกมาเล่นข้างนอกด้วยกัน ไม่อยากให้อากาศมีแต่ฝุ่นแบบนี้ สงสารปอด”

น้องกานดา วัย 7 ปี

“รู้สึกอึดอัดที่ต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา อยากให้ทุกคนช่วยคิดถึงเด็ก ๆ”

น้องปวี วัย 7 ปี

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กมีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นพบอาการเจ็บป่วย เช่น ไอ จาม ภูมิแพ้ และในบางกรณีมีเลือดกำเดาไหลจากการสัมผัสฝุ่นอย่างต่อเนื่อง

ในระยะยาวงานวิจัย ชี้ให้เห็นว่า การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษทางอากาศเป็นเวลานานอาจส่งผลให้ปอดของเด็กพัฒนาได้ไม่เต็มที่และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเรื้อรัง รวมถึงอาจกระทบต่อการเรียนรู้และพัฒนาการโดยรวม

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงการที่เด็กจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการมีสุขภาพที่ดี การพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ และการเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

กีโยม ราชู ผู้อำนวยการบริหาร Save the Children Thailand บอกว่า ทุกวันที่กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ คือความเสี่ยงต่อสุขภาพ การเรียนรู้และอนาคตของเด็กที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับหลายฝ่าย ผลกระทบอาจเป็นเพียงตัวเลขของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ แต่สำหรับ นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเขาในทุกวัน

กีโยม ราชู ผู้อำนวยการบริหาร Save the Children Thailand

“ปัญหานี้เรารอไม่ได้ นี่คือวิกฤตที่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก เราจึงขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อให้กฎหมายอากาศสะอาดสามารถมีผลบังคับใช้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะเด็กไม่ควรต้องรอให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปมากกว่านี้”

กีโยม ราชู

Save the Children Thailand ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขต่อผู้กำหนดนโยบาย รวมถึงการร่วมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทในระดับพื้นที่และระดับประเทศ

นอกจากนี้ Save the Children Thailand ยังเตรียมดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานด้านการศึกษาและภาคประชาสังคมในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาฝุ่น PM 2.5 ลงในกระบวนการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความรู้และทักษะในการรับมือกับปัญหาในระยะยาว

ขณะที่ ธนพล เขียวละม้าย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ Save the Children Thailand ย้ำว่า ภาครัฐมีความจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาเด็กและประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน รวมถึงการพัฒนาแผนป้องกันภัยและระบบการดำเนินงานเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (Anticipatory Actions) เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้ล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอให้มีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยก่อน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active