Rocket Media Lab เปิดข้อมูลงบฯไฟป่าเหนือ เงินลงกิจกรรมซ้ำ ขณะเจ้าหน้าที่ไม่พอคุมไฟ ด้านประธานสภาลมหายใจฯ ชี้ “อากาศ-เชื้อเพลิง-โครงสร้างรัฐ” ซ้อนทับ ทำให้ไฟป่าหนัก เกิดพื้นที่สุญญากาศกว่า 85% เสนอเลิก Zero Burning หันมาสร้างความร่วมมือแทน ชี้ต้องแก้เชิงรุก พ.ร.บ.อากาศสะอาดคือทางออก
วันนี้ (18 เม.ย.69) กรมควบคุมมลพิษแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 สูงหลายพื้นที่ในภาคเหนือ โดยภาพรวมปริมาณ PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ วันที่ 18 เมษายน 2569 ณ เวลา 07.00 น. เกินค่ามาตรฐาน 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน แพร่ พะเยา พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน สุโขทัย แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ และกำแพงเพชร อยู่ในระดับสีแดง/มีผลกระทบต่อสุขภาพ ตาก นครสวรรค์ พิจิตร อุทัยธานี และเพชรบูรณ์ อยู่ในระดับสีส้ม/เริ่มมีผลกระทบ ต่อสุขภาพ โดยตรวจวัดได้ระหว่าง 53.0- 264.6 มคก./ลบ.ม.
ในขณะที่ Rocket Media Lab เปิดงบประมาณแก้ปัญหาหมอกควัน ไฟป่ากว่า 350 ล้านบาทในภาคเหนือเนื่องจากในปีนี้ที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาหมอกควันและไฟป่าอีกครั้ง จนทำให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก
การจัดสรรงบประมาณปี 2569 เพื่อรับมือปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ มีวงเงินรวม 351,469,200 บาท โดยกระจายผ่าน 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7.31 ล้านบาท กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช 266.22 ล้านบาท และกรมป่าไม้ 77.94 ล้านบาท
ในจำนวนนี้ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเผชิญวิกฤตคุณภาพอากาศรุนแรง ได้รับงบสูงสุด 73.42 ล้านบาท จากสำนักปลัดฯ 600,000 บาท จากกรมป่าไม้ กว่า 9 ล้านบาท และจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช อีกกว่า 63 ล้านบาท คิดเป็น 20.89% ของงบทั้งหมดในภาค
ขณะที่งบในระดับท้องถิ่น พบว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งงบด้านการจัดการไฟป่าไว้ 9.99 ล้านบาท โดยเน้นการจัดซื้ออุปกรณ์ เช่น โดรน รถปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับ เครื่องพ่นน้ำ ระบบรายงาน PM2.5 และกล้องถ่ายภาพความร้อน
ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อื่น ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ 191 แห่ง จากทั้งหมด 211 แห่ง ตั้งงบรวม 18.43 ล้านบาท สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้อง (ไม่รวมงบวัสดุและครุภัณฑ์)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Rocket Media Lab ชี้ว่า งบส่วนใหญ่ของ อปท. ยังคงกระจุกอยู่ใน “โครงการลักษณะซ้ำ” เช่น การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ การฉีดน้ำลดฝุ่นในช่วงวิกฤต และกิจกรรมสร้างความตระหนัก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายด้านการจัดงาน อาหาร เครื่องดื่ม และอุปกรณ์จัดกิจกรรม
ขณะที่โครงการเชิงปฏิบัติ เช่น การทำแนวกันไฟ พบเพียง 41 โครงการ ใน 16 อปท. รวมงบประมาณ 1.73 ล้านบาท รวมถึงงบฝึกอบรมอาสาสมัครและโครงการลดการเผาในภาคเกษตร
นอกจากนี้ บางพื้นที่ยังมีการใช้งบจัดซื้ออุปกรณ์ดับไฟในวงเงินจำกัด เช่น เครื่องเป่าลมหลักพันบาท ไปจนถึงโดรนราคากว่า 3 แสนบาท
สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า เหตุใดงบประมาณของจังหวัดที่เผชิญวิกฤต PM2.5 หนักที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ จึงยังเน้นไปที่การรณรงค์และกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่ในภาคสนาม เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครยังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร
ข้อสังเกตนี้ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณ อำนาจการจัดการ และกฎหมายจากส่วนกลาง ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการรับมือไฟป่าในระดับท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้าน ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่ ได้บอกกับ The Active ว่า สถานการณ์ไฟป่าที่รุนแรงในปีนี้มีปัจจัยซ้อนทับกันหลายด้าน ทั้งสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและปริมาณเชื้อเพลิงที่สะสมมาจากปีก่อนหน้าซึ่งมีฝนตกชุกทำให้ใบไม้ไม่ไหม้ ปริมาณเชื้อเพลิงในปีนี้จึงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ขณะที่การเตรียมความพร้อมของรัฐบาลกลับมีปัญหาเนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านและรวมศูนย์อำนาจ ทำให้การจัดสรรงบประมาณและแผนงานสะดุดลง
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ “พื้นที่สุญญากาศ” ซึ่งชัชวาลย์ระบุว่า หน่วยควบคุมไฟป่าของไทยมีกำลังจำกัดมาก สามารถดูแลพื้นที่ได้เพียง 10-15% ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น ส่งผลให้พื้นที่อีกกว่า 85% กลายเป็นช่องว่างที่ไม่มีเจ้าภาพดูแลอย่างทั่วถึง และงบประมาณเข้าไม่ถึง
ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาได้ชัดเจนคือ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา ที่มีเนื้อที่ป่ากว่า 300,000 ไร่ แต่กลับมีเจ้าหน้าที่เพียง 5 คน หรือ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ที่มีพื้นที่พอๆ กันแต่มีเจ้าหน้าที่เพียง 15 คนเท่านั้น เมื่อเกิดไฟในพื้นที่ที่ไม่มีเจ้าภาพจัดการ จึงทำให้สถานการณ์บานปลาย
ควรเลิกมาตรการ “Zero Burning” ที่สร้างความขัดแย้ง ชัชวาลย์ยังได้ฝากถึงรัฐบาลว่า นโยบาย “ห้ามเผาเด็ดขาด” (Zero Burning) และมาตรการ “จับ-ปรับ” บนพื้นฐานความขัดแย้งเรื่องที่ทำกินในเขตป่า ยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง ชาวบ้านในพื้นที่มักถูกประณามหรือจับกุมทั้งที่ไม่มีส่วนร่วมในการจัดการป่ามาตั้งแต่ต้น รัฐจึงควรเปลี่ยนจากมาตรการบังคับเป็นการสร้าง “ความร่วมมือ” ระหว่างเจ้าหน้าที่ ชุมชน และท้องถิ่น (อปท.) โดยสนับสนุนงบประมาณและวางแผนร่วมกันให้ครอบคลุมพื้นที่ 100%
“ทางออกที่ยั่งยืนยังคงเป็น พ.ร.บ.อากาศสะอาด และการแก้กฎหมายเชิงรุก สำหรับการลงพื้นที่ของนักการเมือง เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบ “วิธีของนักการเมือง” ซึ่งไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์เบาบางลงอย่างแท้จริงหากไม่แก้ที่โครงสร้าง”
ประธานคณะกรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่เห็นว่า ทางออกที่ยั่งยืนคือ
1.ต้องเปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงรุก: ปัจจุบันรัฐใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งต้อง “เห็นไฟก่อนถึงใช้เงินได้”
2.ผลักดัน พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด: เพื่อให้มีกฎหมายที่ดูแลปัญหาทั้งระบบตลอดทั้งปี มีหน่วยงานกำกับดูแลที่ชัดเจน
3.ปลดล็อกกฎหมายป่าไม้ เพื่อให้ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการไฟป่าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
สาเหตุที่เราไม่สามารถเตรียมความพร้อมได้ เพราะเราทำงานภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็น กฎหมายเชิงรับ คือเห็นไฟแล้วจึงจะสามารถใช้งบประมาณ ใช้เครื่องจักรได้ มันเลยทำให้กระบวนการเตรียมความพร้อมเชิงรุกไม่เกิด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมายใหม่ที่เป็นเชิงรุก คือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ดูแลทั้งปี ดูแลแหล่งกำเนิดทั้งระบบ และมีหน่วยงานกำกับดูแลตลอดเวลา อยากให้รัฐบาลหยิบยกฉบับที่ ส.ส. พิจารณามาแล้ว 3 วาระ ขึ้นมาพิจารณาต่อ
“เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปลี่ยนจากความขัดแย้งมาเป็นความร่วมมือ และสรุปบทเรียนร่วมกันว่า Zero Burning มันไม่ได้ผล เพื่อหาทางออกที่ลดทั้งไฟและฝุ่นควันได้อย่างยั่งยืน”
