ภาคประชาสังคม ย้ำ กม. PRTR รักษา “สิทธิในการรับรู้” ของประชาชน กระบวนการศึกษาในชั้น กมธ. เสร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ ด้าน ผู้แทน คพ. เห็นด้วยกับหลักการ แต่ห่วงผู้ประกอบการแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น
แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand – FFT) จัดเวทีรับฟังเสียงสาธารณะ กฎหมายไหนต้องไปต่อ เสียงประชาชน ถึงรัฐสภาชุดใหม่ ในกรอบ 60 วัน
อัมรินทร์ สายจันทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) หยิบยก ร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือ กฎหมาย PRTR ที่ยอมรับว่า ณ วันนี้ควรเดินไปได้ไกล และอาจจะผ่านออกมาเป็นกฎหมายแล้วด้วยซ้ำ แต่จากการยุบสภา ทำให้กระบวนการพิจารณากฎหมายสรุปหยุดลง เป็นที่มาของการมาร่วมพูดคุยและช่วยกันเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ยืนยันร่างกฎหมายฉบับนี้

โดยสาระสำคัญของ กฎหมาย PRTR คือ เป็นกฎหมายที่จะทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลการปล่อยมลพิษ โดยอุตสาหกรรมจะต้องทำการรายงานและเปิดเผย ซึ่งกฎหมายในปัจจุบันของไทยมีการระบุให้ผู้ประกอบการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษหลายฉบับ แต่กฎหมายเหล่านั้นไม่ได้มีระบบที่จะทำให้ข้อมูลนั้นเปิดเผยออกมาให้ประชาชนเข้าถึงได้ เช่น หากเราอยากรู้ว่ารอบบ้านมีโรงงานไหนปล่อยสารมลพิษอะไรบ้าง ยังไม่มีกฎหมายที่มาสร้างระบบโดยตรง ซึ่ง กฎหมาย PRTR จะครอบคลุมและไม่ได้จำกัดเฉพาะของเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง ทางน้ำ ทางอากาศ แต่จะครอบคลุ่มทุกสารมลพิษที่จะถูกปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิด หลัก ๆ จะพูดถึงเรื่องภาคอุตสาหกรรม มลพิษทางอากาศ น้ำเสีย ของเสีย หรือมีการขนย้ายออกไปกำจัดภายนอก
กฎหมายจะกำหนดให้สารชนิดใดต้องรายงานบ้าง จะครอบคลุม 100 กว่าชนิดสารเคมีตามมาตรฐานสากล ส่วนแรกจะรายงานเป็น Point Source จากแหล่งกำเนิดที่สามารถระบุได้อย่างเจาะจง อีกส่วนคือ การประเมินของแหล่งกำเนิดมลพิษที่ไม่แน่นอน หรือ Nonpoint source เช่น ระบบขนส่งมวลชน รถยนต์ที่ปล่อยไอเสีย เป็นการประเมินจากจำนวนรถที่จดทะเบียนในแต่ละปี
“PRTR ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ไม่ได้เป็นสิ่งใหม่บนโลกนี้ จริง ๆ แล้วมันมีพัฒนาการมาอย่างยาวนานในต่างประเทศ กว่า 50 ประเทศ ก็มีระบบ PRTR แล้ว ประชาชนของเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลมลพิษอะไรมาจากที่ไหนบ้าง ประเทศไทยเองก็มีความพยายามมาอย่างต่อเนื่อง ภาคประชาสังคมก็ขับเคลื่อนกันมากว่า 2 ทศวรรษ”
“ทางหน่วยงานเองก็มีการขับเคลื่อนในลักษณะ Pilot Project หรือ รูปแบบโครงการ ค่อย ๆ พัฒนา แต่สุดท้ายจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีเป็นกฎหมายระดับ พ.ร.บ. ออกมา ก็เป็นอุปสรรคที่ทำให้แต่ละหน่วยงานเข้าถึงข้อมูลไม่เท่ากัน ข้อมูลส่วนใหญ่อาจจะอยู่ในมือกรมโรงงานฯ สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ว่ากรมควบคุมลพิษ ที่อยู่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลตรงนั้นได้ เป็นเหตุผลที่เราพยายามจะผลักดันให้ต้องมีกฎหมายกลางขึ้นมา เพื่อให้มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง”
อัมรินทร์ สายจันทร์
ผู้ช่วยผู้จัดการ EnLAW เปิดเผยด้วยว่า ในปี 2564 เคยมีการเสนอกฎหมายแต่ถูกปัดตกโดยอ้างเหตุผลเรื่องเป็นกฎหมายการเงิน แต่ว่าสุดท้ายประชาชนมีการเข้าชื่อจนได้ 12,000 รายชื่อ เสนอเข้าไป โดยยกตัวอย่าง สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศแรกที่มีกฎหมาย PRTR ทำให้เกิดฐานข้อมูลเป็นระบบ ที่สามารถระบุพิกัด และดูการปล่อยสารมลพิษได้ว่ามากน้อยแค่ไหน ชนิดใด รวมไปถึงผลกระทบที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง และยังนำไปสู่การการประเมินด้วยว่าพื้นที่นั้น ๆ กำลังรับภาระของเรื่องมลพิษมากเกินไปหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐ ในการจัดการและจัดงบประมาณ และช่วยให้สามารถประเมินสถานการณ์ว่ารุนแรงแค่ไหน มีจุดไหนจะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

ขณะที่ภาคเอกชน กฎหมายจะไปส่งเสริม ทำให้รู้ตัวว่าปล่อยอะไรออกมามากน้อยแค่ไหน เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในด้านการแข่งขันว่าธุรกิจมีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม หรือนำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยมลพิษ
อัมรินทร์ ยังชี้ว่า กฎหมาย PRTR รัฐบาลควรจะต้องให้ความสำคัญและยืนยันร่างฯ เพราะรัฐบาลประกาศว่าจะเร่งให้ประเทศไทยได้เข้าสู่การเป็นสมาชิกของ องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่เขาส่งเสริมเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกต้องมีระบบ PRTR ในกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยองค์ประกอบ 5 ส่วนสำคัญ ที่สอดคล้องร่างกฎหมาย คือ
- ระบุชัดเจนว่า มีสารเคมีอะไรสารมลพิษอะไรบ้างที่จะต้องรายงาน สถานประกอบการใดบ้างที่มีหน้าที่ต้องรายงาน
- ครอบคลุมทุกด้านสิ่งแวดล้อม น้ำ อากาศ ดิน หรือ การเคลื่อนย้ายเอ่อของเสีย
- การระบุแหล่งกำเนิดทั้งแบบ Point Source และ NonPoint Source
- กำหนดให้มีการรายงานเป็นประจำทุกปี
- ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เป็น “สิทธิในการรับรู้” Right to know เข้าถึงง่ายโดยสะดวก
อมรินทร์ ยังระบุว่า จากปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น เมื่อยังไม่มีกฎหมาย PRTR ทำให้ไม่มีข้อมูลที่จะนำมาใช้แก้ปัญหา หรือกำหนดทิศทางการพัฒนา การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมต่อ แม้ว่า PTRR จะไม่ใช่ข้อมูลเรียลไทม์ ที่ดูได้ทันทีว่าเมื่อเกิดเหตุแล้ว มีการปล่อยสารมลพิษออกมาเท่าไหร่ แต่จะเป็นข้อมูลรายปี ข้อมูลเชิงปริมาณ แต่ด้วยประโยชน์ของการเก็บรวบรวมอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี จะเป็นฐานข้อมูลให้รู้ได้ว่าเมื่อเกิดเหตุแล้ว สามารถรู้ได้ว่าปล่อยสารอะไรออกมาบ้างในช่วงที่ผ่านมา
“เป็นชุดข้อมูลที่จะประเมินความเสี่ยง ในการวางแผนรับมือกับอุบัติภัยว่าควรจะมีมาตรการอย่างไร PRTR จะเสริมกับกฎหมายหลายตัว ช่วยรับมือภัยพิบัติด้านอุตสาหกรรมด้านมลพิษ มีการกำหนดโทษไว้ โดยเฉพาะกรณีหากไม่ส่งข้อมูลรายงานตามที่กฎหมายกำหนด หรือ รายงานข้อมูลเท็จ”
“เราก็ใช้เวลาประมาณ 2 ปี ในการรวบรวมให้ได้เกิน 10,000 รายชื่อ แล้วก็เอาไปยื่นนะ แล้วก็รอมาอีก 4 ปีกว่า ก่อนที่ PRTR ถูกบรรจุเข้าไปในวาระ 1 สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ได้รับการเห็นชอบอย่างท่วมท้น 400 กว่าคนที่รับรองในหลักการ แล้วก็นำมาสู่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างโดยเร่งพิจารณาให้เสร็จช่วง พ.ย. 2569 รอเสนอบรรจุในวาระ 2 วาระ 3 แต่ว่าด้วยอุบัติเหตุทางการเมืองก็เกิดการยุบสภาเสียก่อน”
อัมรินทร์ สายจันทร์
อัมรินทร์ ย้ำว่า 12,000 รายชื่อ และอีกหลายภาคส่วนที่ให้การสนับสนุน ต่างรอให้กฎหมายตัวนี้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ไม่มีความจำเป็นที่จะย้อนกลับไปเริ่มต้นในวาระ 1 ใหม่ หรือ ปล่อยให้ประชาชนต้องไปเริ่มเข้าชื่อกันใหม่ ที่จะทำให้เสียโอกาสและทรัพยากรหลายส่วน
ขณะที่ เชาวลิต แจ้งอักษร ผู้อำนวยการส่วนพัฒนากฎหมาย กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) บอกว่า ทุกวันนี้ประชาชนมีความคาดหวังกับกรมควบคุมมลพิษ ว่าจะเป็นหน่วยงานที่มีดาบ หรืออำนวจในการจัดการปัญหาได้ทุกอย่าง แต่ในความจริงไม่เป็นเช่นนั้น แม้ว่าจะมี พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 แต่ในกรจัดการจะเน้นเรื่องวิชาการเป็นหลัก และยังขาดอำนาจหน้าที่ในการเข้าไปจัดการ ในกฎหมาย PRTR เป็นหนึ่งในร่าง พ.ร.บ.ที่กรมควบคุมมลพิษเข้าไปเป็นตัวแทน ร่วมยกร่างในชั้นกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎร

เชาวลิต ยอมรับว่า PRTR เป็นกฎหมายที่หลายคนจะเข้าใจยาก เพราะเป็นเรื่องชุดข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยสารเคมีและการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิด ซึ่ง คพ. ไม่ได้มีกฎหมายที่ควบคุมดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ในอนาคตเราได้นำ PRTR ไปใส่ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่คณะรัฐมนตรี ส่วนร่างกฎหมาย PRTR คพ.รับหลักการที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ แต่สิ่งที่กังวลคือ การกำหนดประเภทที่จะต้องมารายงาน อาจเป็นภาระผู้ประกอบการ ทั้งในส่วนโรงงานอุตสาหกรรมต้องมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการ สถานประกอบกิจการ ก็ต้องรายงานเช่นเดียวกัน ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะกำหนดให้สถานประกอบการที่ประกอบกิจการในลักษณะที่อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพไปจดทะเบียน SMEs ก็ต้องรายงานเช่นกัน ซึ่งประชาชนที่อาจจะไม่มีความรู้ว่าจะรายงานอย่างไร ต้องศึกษากันต่อในอนาคตว่าการรายงานลักษณะนี้จะทำอย่างไร ใครต้องรายงานบ้าง
ตัวแทนกรีนพีซ ประเทศไทย จึงตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมาย PRTR ไม่ควรถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันทางการค้า โดยยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งมีระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ยังสามารถบังคับใช้กฎหมายลักษณะนี้ได้ ในบริบทของประเทศไทย เราอาจไม่ได้อยู่ในระดับการแข่งขันที่ต้องกังวลว่าการเปิดเผยข้อมูลจะกระทบต่อธุรกิจถึงขั้นรุนแรง จึงมองว่าไม่น่าจะเป็นข้อจำกัดสำคัญพร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจของกฎหมาย PRTR สิ่งสำคัญคือข้อมูลต้องเป็น open data ที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง เพราะที่ผ่านมา แม้หน่วยงานรัฐจะมีข้อมูลอยู่ แต่ประชาชนมักไม่สามารถเข้าถึงได้ หากกฎหมายนี้สามารถทำให้ข้อมูลถูกเปิดเผยอย่างแท้จริง ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก
ผู้อำนวยการส่วนพัฒนากฎหมาย คพ. จึงชี้แจงว่า ประเด็นการเปิดเผยข้อมูลยังต้องกำหนดรายละเอียดในกฎหมายลำดับรอง โดยยืนยันว่าร่างกฎหมายได้วางหลักการไว้แล้ว ในร่างกฎหมายมีการกำหนดกรอบไว้ชัดเจนเกี่ยวกับประเภทของสารเคมีที่ต้องเปิดเผย แต่รายละเอียดจะต้องไปกำหนดเพิ่มเติมในกฎหมายลำดับรอง ซึ่งจะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม พร้อมย้ำว่า หลักการสำคัญคือการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย และการเปิดเผยข้อมูลสามารถดำเนินการได้
“ต้องยอมรับว่าการออกกฎหมายที่มีผลบังคับใช้กับทุกฝ่าย จำเป็นต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม ในหลักการของร่างกฎหมาย ได้เปิดช่องให้สามารถเปิดเผยข้อมูลได้อยู่แล้ว”
เชาวลิต แจ้งอักษร
ขณะที่ เสียงจากประชาชน สะท้อนมุมมองว่า กฎหมาย PRTR เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และตั้งคำถามถึงความล่าช้า เท่าที่ฟัง ยังไม่เห็นว่ากฎหมายนี้จะทำให้ฝ่ายใดเสียประโยชน์ จึงอยากทราบว่าทำไมประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายนี้ ทั้งที่ภาคธุรกิจเองก็ดูเหมือนจะยอมรับได้ พร้อมเสนอแนวคิดเรื่องการดำเนินงานแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจเริ่มจากพื้นที่หรือกลุ่มที่มีความพร้อมก่อน แล้วค่อยขยายไปส่วนอื่น ๆ รวมถึงอยากทราบว่าประชาชนสามารถมีส่วนช่วยผลักดันเรื่องนี้ได้อย่างไร นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามต่อหน่วยงานรัฐถึงแนวทางสร้างแรงสนับสนุนภายใน อยากเห็นว่ามีจุดไหนที่สามารถเริ่มต้นได้ทันที ผลักดันให้กฎหมายออกมาได้จริง
ผู้ช่วยผู้จัดการ EnLAW อธิบายทั้งในมิติ “เนื้อหา” และ “การเมือง” ว่า ความท้าทายของกฎหมาย PRTR มีทั้งเรื่องศักยภาพหน่วยงานและทิศทางนโยบายรัฐ ในเชิงเนื้อหา ยอมรับว่าบางหน่วยงาน โดยเฉพาะท้องถิ่น อาจกังวลเรื่องศักยภาพในการจัดทำรายงาน แต่ในร่างกฎหมายก็ได้ออกแบบกลไกให้สามารถดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยระบุว่า ในระยะเริ่มต้น อาจเน้นไปที่แหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่ ซึ่งมีศักยภาพในการรายงานข้อมูล
“โรงงานหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่เป็นกลุ่มที่สามารถเริ่มต้นได้ก่อน ส่วนรายเล็กอาจยังไม่อยู่ในขอบเขตช่วงแรก และสามารถพัฒนาระบบต่อไปในอนาคต ซึ่งต่างประเทศก็ใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน”
อัมรินทร์ สายจันทร์
ในมิติทางการเมือง อัมรินทร์ มองว่าปัจจัยสำคัญคือ “การขับเคลื่อนของรัฐบาล” ที่ผ่านมา มีกฎหมาย PRTR อยู่ 2 ฉบับ คือ ฉบับภาคประชาชนที่มีผู้เข้าชื่อกว่า 12,000 รายชื่อ และฉบับของพรรคการเมือง ซึ่งผ่านวาระแรกและตั้งกรรมาธิการร่วมแล้ว แต่ยังไม่มีฉบับที่เสนอโดยรัฐบาลโดยตรง พร้อมทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริง ก็สามารถผลักดันกฎหมายให้เดินหน้าต่อได้ หากรัฐบาลต้องการผลักดันเรื่องสิทธิของประชาชนและการจัดการมลพิษอย่างยั่งยืน ก็สามารถยืนยันร่างกฎหมายที่มีอยู่แล้วให้เดินหน้าต่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่
นอกจากฎหมาย PRTR ยังมีการการพูดคุยถึงกฎหมายอีกหลายฉบับ ที่มีความสำคัญและต้องการผลักดันให้เดินหน้าต่อ ประกอบด้วย
- ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …
- ร่าง พ.ร.บ.พื้นที่ชุ่มน้ำ
- ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …
- ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. …
