สธ. ส่งทีมคัดกรองสุขภาพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสัมผัสสารเคมีจากน้ำท่วม น้ำซึม บริเวณบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม จ.ปราจีนบุรี 613 คน พบอาการผิดปกติ 116 คน ส่วนใหญ่มีอาการทางผิวหนัง ตุ่มน้ำใส พร้อมเปิดศูนย์ EOC วางระบบเฝ้าระวังสุขภาพ เตรียมติดตามกลุ่มเสี่ยงอย่างน้อย 2 ปี
วันนี้ (27 ต.ค. 2569) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรคได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) กรณีอุทกภัยและเหตุน้ำซึมจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม จ.ปราจีนบุรี เพื่อเตรียมความพร้อมและวางระบบเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนทั้งเชิงรุกและเชิงรับในระยะยาว
การดำเนินงานจะประสานความร่วมมือกับหน่วยบริการปฐมภูมิ โรงพยาบาลศรีมโหสถ, โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โดยมีแผนติดตามสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี พร้อมเตรียมทีมแพทย์ ระบบตรวจวินิจฉัย และการส่งต่อผู้ป่วย เพื่อให้สามารถดูแลผู้ที่มีอาการผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว
ขณะที่ นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า จากการส่งทีมปฏิบัติการลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อคัดกรองสุขภาพและประเมินความเสี่ยงเชิงรุกของประชาชนในรัศมี 2–7 กิโลเมตร จากแหล่งที่สงสัยว่ามีการปนเปื้อน ระหว่างวันที่ 6–16 ตุลาคม 2569 พร้อมเก็บตัวอย่างเลือดและปัสสาวะเพื่อตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนในร่างกาย

ผลคัดกรองสุขภาพประชาชน 613 คน พบว่า
- 497 คน ไม่มีอาการผิดปกติ
- 116 คน มีอาการผิดปกติ โดยส่วนใหญ่มีอาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นคัน ผื่นแดง และตุ่มน้ำใส ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการสัมผัสน้ำเป็นเวลานาน
กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำและตะกอนดินที่อาจปนเปื้อนสารเคมี หากจำเป็นต้องลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบูตและอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม รวมถึงปิดบาดแผลให้มิดชิด หลังสัมผัสน้ำควรรีบล้างร่างกายด้วยน้ำสะอาดและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที


นอกจากนี้ ขอให้งดบริโภคสัตว์น้ำและผลผลิตทางการเกษตรจากพื้นที่ที่อาจปนเปื้อน จนกว่าจะมีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และห้ามนำน้ำที่สงสัยว่าปนเปื้อนมาใช้อาบหรือปรุงอาหาร
หากมีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะแสบตา เวียนศีรษะ หรือคลื่นไส้ ควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำหรือสารเคมี เพื่อให้ได้รับการประเมินและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
กรมการแพทย์เตือนเลี่ยงใช้น้ำสงสัยปนเปื้อนอะลูมิเนียม ย้ำ ต้มน้ำไม่ช่วยกำจัด
ขณะที่ นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ อธิบดีกรมการแพทย์ เตือนประชาชนใน จ.ปราจีนบุรี หลังมีรายงานตรวจพบอะลูมิเนียมในแม่น้ำปราจีนบุรี แนะติดตามประกาศคุณภาพน้ำจากหน่วยงานในพื้นที่ และหลีกเลี่ยงนำน้ำที่สงสัยปนเปื้อนมาใช้ดื่ม ประกอบอาหาร ล้างผักผลไม้ หรือแปรงฟัน จนกว่าจะยืนยันว่าปลอดภัย เนื่องจากการต้มน้ำไม่สามารถกำจัดอะลูมิเนียมและโลหะหนักที่ละลายในน้ำได้ ทั้งนี้ การตรวจพบสารในน้ำไม่ได้หมายความว่าผู้สัมผัสจะเกิดพิษทุกราย ต้องพิจารณาปริมาณและระยะเวลาที่ได้รับสาร รวมถึงสุขภาพของแต่ละบุคคล
นพ.ปิยวัฒน์ เลาวหุตานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ระบุว่า อะลูมิเนียมที่เข้าสู่ร่างกายส่วนใหญ่จะถูกขับออกทางไต ผู้ป่วยโรคไตจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดการสะสมหากได้รับสารในปริมาณสูงต่อเนื่อง และส่งผลต่อระบบประสาท กระดูก และกล้ามเนื้อ หากดื่มหรือสัมผัสน้ำที่สงสัยปนเปื้อนแล้วมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย หรือระคายเคืองผิวหนัง ควรปรึกษาแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำ หากมีอาการรุนแรง เช่น ซึม สับสน ชัก หรือหายใจลำบาก ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที พร้อมหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำและตะกอนดินในพื้นที่แจ้งเตือน และไม่ซื้อผลิตภัณฑ์อ้างว่าช่วยขับสารพิษมาใช้เอง
