รู้จักจุดเริ่มต้น ‘สถานชีวาภิบาล’ ดูแลสงฆ์อาพาธ ผู้ป่วยระยะท้าย ด้วยพลังส่วนร่วมชุมชน โรงพยาบาล โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วน ช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน ย้ำ ปมปัญหา คดีวัดดัง เป็นโอกาสให้พระ ชาวพุทธ ทบทวนตัวเอง
หนึ่งในประเด็นสำคัญสำหรับคดีการตรวจสอบ อดีตพระอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี เกิดขึ้นท่ามกลางข้อสงสัยและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อการเปิดรับเงินบริจาค เพื่อนำเงินใช้รักษาผู้ป่วยเอดส์ และการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในสถานชีวาภิบาล ที่พบว่า มากเกินความจำเป็น และถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ?
ต้องยอมรับว่า กรณีที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ ส่งผลให้ สถานชีวาภิบาล ในวัดแห่งอื่น ๆ ถูกตั้งคำถามไม่น้อย แต่บางฝ่ายก็มองว่า ไม่อยากให้เหมารวม เพราะสถานชีวาภิบาลในวัด ที่ปฎิบัติ และยึดบนหลักการสำคัญของการชีวาภิบาล ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ด้วยพลังส่วนร่วมของชุมชน โรงพยาบาล โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง ก็ยังมีอยู่
หนึ่งในนั้น คือ ชุมชนกรุณาห้วยยอดโมเดล จ.ตรัง ที่ The Active ชวนทำความรู้จักจุดเริ่มต้นของสถานชีวาภิบาลดูแลสงฆ์อาพาธ และผู้ป่วยระยะท้ายในชุมชน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง ท่ามกลางพลังการมีส่วนร่วมของหลายภาคส่วน
ก่อกำเนิด ‘ชุมชนกรุณาห้วยยอดโมเดล’
พระอธิการกฎษดา ขนฺติกโร เจ้าอาวาสวัดห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ผู้ก่อตั้ง ชุมชนกรุณาห้วยยอดโมเดล ให้คำอธิบายถึงบทบาทที่เกิดขึ้น โดยเล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากวัดห้วยยอด มีโอกาสเข้าไปทำงานร่วมกับโรงพยาบาลห้วยยอด จ.ตรัง ซึ่งดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง ในปี 2559 ได้เปิดอาคารพักฟื้น สำหรับดูแลกลุ่มระยะสุดท้าย โดยดูแลแบบองค์รวมเป็นเรื่องกาย จิตวิญญาณ และในมิติที่ทางพระสงฆ์สามารถที่จะไปร่วมสนับสนุนได้ คือทำเรื่องจิตวิญญาณสำหรับระยะท้ายของผู้ป่วย ซึ่งบางคนอยากจะทำบุญครั้งสุดท้ายในชีวิตก่อนจากไป ทางโรงพยาบาลก็นิมนต์ให้ไปร่วมกิจกรรมนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดการพัฒนาโครงการ ทำงานร่วมกับชุมชนมาต่อเนื่อง

กระทั่ง ปี 2560 ได้มีโอกาสไปร่วมงาน สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้ประกาศใช้ ธรรมนูญสุขภาพคณะสงฆ์แห่งชาติ ทางวัดห้วยยอดก็เล็งเห็นว่า ธรรมนูญสุขภาพคณะสงฆ์แห่งชาติ เป็นความสำคัญที่จะกลับมาดูแลสุขภาพพระสงฆ์กันเองที่วัด เลยเกิดแนวคิดสร้างศูนย์พักฟื้นสงฆ์อาพาธขึ้น
จากนั้นใน ปี 2564 ทางวัดมีความพร้อม ที่จะสร้างศูนย์ดูแลพระสงฆ์อาพาธขึ้น โดยเริ่มสร้างอาคารพักฟื้นขึ้นเป็น สังฆะศาลา ดูแลสงฆ์อาพาธวัดห้วยยอด และเริ่มดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน
วางรูปแบบการจัดการทรัพยากร และงบประมาณอย่างไร ?
สำหรับภารกิจการทำงานดูแลพระภิกษุอาพาธนั้น ทางวัดห้วยยอด ได้มีโครงการร่วมกับโรงพยาบาลห้วยยอด จัดส่งทีมแพทย์เข้ามาดูแลพระภิกษุอาพาธ ขณะที่ทางวัดเองก็มีโอกาสไปดูแลกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนด้วย จึงบูรณาการการทำงานร่วมกัน ระหว่างจิตอาสา กับทางโรงพยาบาล โดยมีทางวัดห้วยยอด เข้าไปดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

“พระภิกษุที่จะมารักษาที่วัดห้วยยอด ต้องให้ทางโรงพยาบาลห้วยยอดเป็นผู้ส่งตัวมา ต้องพูดคุยถึงเรื่องระเบียบ การบริหารการดูแลพระภิกษุ ซึ่งทางโรงพยาบาลก็จะสนับสนุนทีมแพทย์ ดูแลพระภิกษุอาพาธ ทางวัดเองก็มีกองทุนดูแลพระภิกษุอาพาธ ซึ่งเป็นกองทุนเล็ก ๆ ที่ชุมชนจัดตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือสนับสนุน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอุปกรณ์ที่ต้องดูแลพระภิกษุอาพาธ ตรงนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่เปิดเป็นคลินิกพระคุณเจ้า”
พระอธิการกฎษดา ขนฺติกโร
พระอธิการกฎษดา บอกด้วยว่า ในปี 2565-2566 เมื่อเริ่มมีนโยบายชีวาภิบาล ก็จะเน้นไปที่กลุ่มพระภิกษุอาพาธระยะสุดท้าย ทางโรงพยาบาลห้วยยอด ซึ่งมีศูนย์ชีวาภิบาล ก็มาชวนให้ทางวัดห้วยยอดเข้าร่วมสถานชีวาภิบาล โดยจัดตั้งเป็น กุฎิชีวาภิบาล ดูแลกลุ่มพระภิกษุอาพาธในระยะสุดท้ายที่กุฎิชีวาภิบาล ซึ่งต้องย้ำว่า ค่าใช้จ่ายทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลห้วยยอด
“พระภิกษุที่มาพักที่สังฆะศาลา ไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล ได้รับสิทธิ์ตามสิทธิ์ของผู้ป่วยทั่วไป ที่ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลห้วยยอด แต่พอเป็นพระภิกษุสงฆ์ก็เปลี่ยนมารักษาที่สังฆะศาลาแทน ซึ่งการมารักษาที่สังฆะศาลา เป็นการเอื้อต่อพระภิกษุสงฆ์ในการรักษาพระธรรมวินัย อยู่ภายใต้กรอบพระธรรมวินัย”
พระอธิการกฎษดา ขนฺติกโร
ส่วนร่วมชุมชน โรงพยาบาล โรงเรียน ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในชุมชน
เจ้าอาวาสวัดห้วยยอด บอกอีกว่า ในปี 2560 มีหลายหน่วยงานที่ทำงานเรื่องสุขภาพในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้าน ผู้ป่วยติดเตียง ทางวัดเองมองว่า วัดก็อาจจะมีส่วนร่วมดูแลกลุ่มผู้ป่วยได้ ก็เลยออกแบบเป็นโครงการขึ้นมา ชื่อว่า เยี่ยมบ้าน 8 วัน 8 ชุมชน ในเขตเทศบาล โรงพยาบาลห้วยยอดก็อยู่ในเขตเทศบาลตำบลห้วยยอด ซึ่งตำบลห้วยยอดก็จะมี 8 ชุมชน เพราะฉะนั้นก็ออกแบบกิจกรรมเพื่อลงไปบูรณาการร่วมกัน ระหว่างเทศบาลตำบลห้วยยอด อบต.ห้วยยอด โรงพยาบาลห้วยยอด รพ.สต.ห้วยยอด รวมไปถึงโรงเรียนที่อยู่ในเขตเทศบาลห้วยยอด 5 โรงเรียน

ทั้งนี้ได้เข้าไปโรงเรียนต่าง ๆ นำเสนอโครงการ เรื่องการนำเด็กและเยาวชนมาทำกิจกรรมร่วมกันกับวัด เข้าไปในพื้นที่เพื่อไปเยี่ยมผู้ป่วย เพื่อให้กำลังใจผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ป่วยติดเตียง และยังให้เด็กได้เรียนรู้กระบวนการการดูแลกลุ่มผู้ป่วยในชุมชน เป็นการเตรียมความพร้อมให้เขาได้ดูแลคนในครอบครัวของเขาเอง นี่คือเป้าหมายหลัก ที่นำเด็กและเยาวชนมาร่วมกิจกรรม
“คือพอไปเยี่ยมผู้ป่วยในชุมชนหน้าวัด ก็จะให้โรงเรียนทั้ง 5 แห่ง จัดส่งนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายชุมชนหน้าวัด มาอาสาลงไปเยี่ยมผู้ป่วยในชุมชน ให้เกิดการเรียนรู้ ทั้งกับ อสม.รู้จักกับคุณหมอ พยาบาล ที่อยู่ในพื้นที่ ได้สามารถมีความเชื่อมโยงกับเด็ก เด็กในชุมชน เองเรียนรู้ว่าในพื้นที่ของมี อสม.อยู่ชื่ออะไรบ้าง ในกรณีที่เจอผู้ป่วย เจอญาติที่ไม่สบายสามารถที่จะช่วยเหลืออย่างไร อันนี้เป็นการเรียนรู้ ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้กับเรา เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน เรียนรู้ความสัมพันธ์กับชุมชน คาดหวังว่าเด็กจะเติบโตไปโดยมีความพร้อมดูแลคนในครอบครัวในขณะที่ป่วยไข้ เด็ก ๆ หลายคนที่เข้าไปร่วมกิจกรรมกับเรา มีเด็กบางคนร้องไห้ นึกถึงตา นึกถึงยายของตนเอง ทำให้เด็กเด็กได้กลับมาตระหนักรู้ว่าการดูแลคนในครอบครัวนั้นเป็นเรื่องสำคัญ”
พระอธิการกฎษดา ขนฺติกโร
ไม่มีเลขบัญชี! รับบริจาค เครื่องมือทางการแพทย์ อาหาร ยา เท่าที่จำเป็น
เจ้าอาวาสวัดห้วยยอด ยังย้ำว่า ที่วัดมี ชมรมชายผ้าเหลืองเพื่อผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพิ่งก่อตั้งในปี 2560 ซึ่งได้รับรองเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ ในการที่ดูแลกลุ่มเป้าหมาย ก็คือกลุ่มระยะสุดท้าย กลุ่มผู้ป่วยติดเตียงที่อาศัยอยู่ในชุมชน พบว่า ไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงในเรื่องของกายภาพไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุปกรณ์


วัดห้วยยอดก็อยากจะเข้าไปสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลในช่วงท้ายของชีวิตที่เหมาะสม เลยจัดตั้งเป็นศูนย์อุปกรณ์การแพทย์ชุมชนขึ้น ตั้งขึ้นที่สังฆะศาลา วัดห้วยยอด เป็นการรับบริจาคอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นต่อกลุ่มผู้ป่วย ซึ่งในการรับบริจาคเป็นสิ่งของ คืออุปกรณ์การแพทย์ได้รับบริจาคเฉพาะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ตามจำนวนที่เพียงพอและเหมาะสมเท่านั้น จะไม่รับบริจาคเกินความจำเป็น
ส่วนการเบิกอุปกรณ์รักษาพยาบาลของผู้ป่วยในชุมชนตำบลห้วยยอด สามารถมาขอเบิกกับทางวัดได้เลย เช่น ถังออกซิเจน ผ้าอ้อมสำเร็จรูป อาหารทางการแพทย์ วัดสนับสนุนให้กับผู้ป่วยได้ แต่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับความช่วยเหลือ ก็สนับสนุนตามกำลังที่สามารถเอื้อประโยชน์ได้ ของที่ได้มาทุกอย่างรับบริจาคมา โดยร่วมกับโรงพยาบาลห้วยยอด ช่วยปรับปรุงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ชำรุดแล้ว นำมาใช้ใหม่ ซึ่งทำกันมาตั้งแต่ปี 2560
“ต้องย้ำตรงนี้ว่า วัดรับบริจาคเป็นอุปกรณ์การแพทย์ ขณะที่บางครั้งอาจจะมีคณะที่เห็นความสำคัญอยากช่วยเหลือ แต่อาจไม่สามารถซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ เองได้ จึงถวายเป็นเงินให้ทางวัดมาบริหารจัดการนำไปซื้อของ เพื่อนำมาให้ครอบครัวผู้ป่วย ซึ่งเราก็จะมีการรายงานผลให้กับกลุ่มผู้บริจาคว่า ได้ซื้ออะไรให้กับกลุ่มครอบครัวผู้ป่วย ย้ำว่า ทางวัดไม่มีบัญชีธนาคารหน้า มีแต่หน้าเพจ Facebook ทั่วไป จะไม่เห็นการรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นแนวทางดำเนินการ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เราก็จะเน้นเป็นสิ่งของบริจาคทั้งหมดเลย ที่นำไปช่วยเหลือผู้ป่วย”
พระอธิการกฎษดา ขนฺติกโร
นอกจากนี้ ยังริเริ่ม โครงการบิณฑบาตยาและหัตถการทางการแพทย์ในชุมชน เพื่อเป็นการให้ชุมชนได้เรียนรู้เรื่องการช่วยเหลือผู้ป่วยในชุมชนเอง โดยมีวัดห้วยยอดเป็นศูนย์กลาง เชื่อมต่อข้อมูล เช่นผู้ป่วยอยากจะทำบุญในวันเกิด หรือว่าอยากจะไปทำบุญที่ไหนอยากทำบุญกับผู้ป่วยอยู่ที่ไหนก็มาประสานกับวัดห้วยยอด และก็แนะนำบ้านผู้ป่วยให้ญาติโยมไปบริจาค หรือไปช่วยเหลือที่ชุมชนที่บ้านผู้ป่วยได้เลย หรือจะฝากให้ทางวัดดำเนินการให้ได้ เป็นความสมัครใจของผู้ช่วยเหลือเอง

มองปมปัญหาในวัดดัง เป็นโอกาสให้พระสงฆ์ ชาวพุทธ ได้ทบทวนตัวเอง
สำหรับกรณีการตรวจสอบพระวัดดังในขณะนี้นั้น พระอธิการกฎษดา มองว่า การกระทำย่อมมีผลของมันเสมอ นี่เป็นช่วงจังหวะที่ดี ที่ชาวพุทธเองได้มาตระหนักบทบาทหน้าที่ของตัวเอง แม้แต่พระสงฆ์เองก็ได้กลับมาตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของพระสงฆ์ ในขณะที่ชาวบ้านที่เป็นพุทธบริษัทเอง ก็ได้มาตระหนักถึงความเป็นชาวพุทธ ว่า สาระสำคัญสูงสุดของการเป็นชาวพุทธนั้นคืออะไร
“สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่การบริจาค เพราะเป็นชาวพุทธไม่ได้มุ่งเน้นที่การบริจาคอย่างเดียว แต่การบริจาคในทางพุทธศาสนานี้ เป็นไปเพื่อการละอัตตาตัวตน เพราะฉะนั้นการบริจาคแล้วไม่เป็นไปตามที่เราปรารถนา หลายท่านอาจจะผิดหวังกับการบริจาค หลายท่านอาจจะผิดหวังกับการทำบุญ นั่นหมายความว่าชาวพุทธเองยังไม่เข้าใจสาระสำคัญของการบริจาค ถ้าเราเข้าใจสาระสำคัญของการบริจาคเราก็จะเข้าใจความเป็นชาวพุทธ”
พระอธิการกฎษดา ขนฺติกโร
เจ้าอาวาสวัดห้วยยอด ยังย้ำเตือนว่า พระสงฆ์ต้องมาปรับบทบาทหน้าที่ของตนเอง แล้วก็กำหนดเป้าหมายและทิศทางให้สอดคล้องกับความเป็นพุทธศาสนาให้มากขึ้น ต้องกลับมาตระหนักถึงหลักคำสอนที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวเอาไว้เบื้องต้น ต้องกลับมาตั้งสติ ว่าสิ่งที่ควรทำ สิ่งไหนที่ไม่ควรทำ หรือว่าทำไปแล้วเป็นประโยชน์ สิ่งไหนที่ทำไปแล้วเป็นโทษอันนี้ก็ต้องกลับมาตระหนัก