“แก่เมื่อทำอะไรไม่ได้ หากยังทำได้ แปลว่า…ไม่แก่” มองความจริงเมื่อไทยกำลังกลายเป็นสังคมสูงวัยสุดยอด สู่การออกแบบนโยบาย ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย ที่มากกว่าวัดความแก่แค่เพียงตัวเลขอายุ ย้ำ นโยบายรัฐ ต้องไปให้ไกลกว่าการมองเป็นเพียงภาระ แล้วหาสวัสดิการมาช่วยเหลือ แต่ต้องเปลี่ยนเป็นนโยบายที่ส่งเสริมสุขภาพ การกระจายอำนาจ ให้ชุมชน ท้องถิ่น ดูแลประชาชนอย่างมีคุณภาพ ตรงตามบริบท
กระแสก่อนการเลือกตั้ง 69 กำลังเข้มข้น หลายเวที หลายวงเสวนา และหลายหน้าสื่อหยิบยกเรื่องนโยบายมาพูดคุยกันอย่างเร่าร้อน ซัดกันหมัดต่อหมัด แต่ยังมีอีกวงสนทนา ที่หยิบยกนโยบายมาพูดกันด้วยวิถีทางที่ต่างออกไป
เรากำลังพูดถึง วงสนทนา Policy Forum : สังคมสูงวัย ซึ่งถูกจัดขึ้นในบรรยากาศแบบสบาย ๆ ในห้องประชุมริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาคารรัฐสภา โดยมีตัวแทนจากภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้กำหนดนโยบาย มาพูดคุยกัน ซึ่งถือเป็นกระบวนการหนึ่งภายในงาน Policy Watch Connect 2026 เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา

วงพูดคุยเล็ก ๆ นี้ ไม่ใช่การดีเบตก่อนการเลือกตั้ง แต่คือการล้อมวงพูดคุยสนทนา หยิบยกข้อมูล ปัญหา และข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับวิกฤตสังคมสูงที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เพื่อเป็นเสนอสู่พรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยเสียง จะมาจากทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
เกิดน้อย-แก่มาก : ความเหลื่อมล้ำที่ไม่มีใครอยากพูด
รศ.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบัน วิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยข้อมูลวิจัยสำคัญว่า ตอนนี้แทบทุกประเทศในโลกกำลังเผชิญวิกฤตประชากรเด็กเกิดน้อยเหมือนกันหมด แต่น่าห่วงตรงที่ ไทยเผชิญกับปัญหาคนเกิดน้อยอย่างรวดเร็วมาก รวดเร็วอย่างไร ชวนดูสถิติต่อไปนี้
ในปี 2567 เป็นปีแรกในรอบ 75 ปี ที่ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่น้อยกว่า 5 แสนคนต่อปี
ถัดมาในปี 2568 มีจำนวนเด็กเกิดใหม่เพียง 4 แสนคนต่อปี

แสดงให้เห็นว่าเพียง 1 ปีเท่านั้น ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ลดลงถึง 1 แสนคน และทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีเด็กเกิดน้อยเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเกาหลีใต้ (แน่นอนว่าประเทศไทยแซงหน้าสิงคโปร์ไปแล้ว)
ข้อมูลยังชี้ให้เห็นอีกว่า ประเทศไทยมีจำนวน คนเกิดน้อยกว่าคนตาย มาแล้ว 5 ปี (เด็กน้อย คนแก่มาก) และปีล่าสุด (2568) มีเด็กเกิดน้อยกว่าตายประมาณ 1.4 แสนคน และคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรไทยในอนาคตจะมีแค่ 61.9 ล้านคน เท่านั้น
จากตัวเลขประชากรดังกล่าว พบว่า เกือบ 4 ล้านคนที่หายไป คือจำนวนของเด็ก (3.8 ล้านคน) วัยแรงงาน (3.4 ล้านคน) ในขณะที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 3.6 ล้านคน และคาดการณ์ว่าในปี 2577 เราจะเป็นสังคมสูงวัยสุดยอด โดยมีผู้สูงอายุ 17.2 ล้านคน

ทั้งหมดเป็นข้อมูลตั้งต้นที่สอดคล้องกับบทสนทนาของผู้คนในสังคมไทยในช่วงหลายปีมานี้ ที่ตั้งคำถามเรื่อง การมีลูก
มีข้อมูลสำคัญที่ชี้ว่า คนไทยไม่อยากมีลูกด้วยสาเหตุเรื่อง ความเหลื่อมล้ำ เป็นหลัก เพราะคนรู้สึกว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองและลูกหลานไปอย่างยาวนานตั้งแต่เกิดจนกระทั่งแก่ชราตราบที่ยังมีชีวิต เพราะการขาดสวัสดิการและการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น การเข้าถึงการศึกษา ต้องเป็นแรงงานนอกระบบ การมีประกันสังคมคุ้มครอง บำนาญ สิทธิชราภาพ และหลักประกันต่าง ๆ
คนไทยต้องทำงานนานขึ้น อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ปัญหานี้ สะท้อนมาที่ระบบสวัสดิการไทยในปัจจุบัน รศ.เฉลิมพล มองว่า สวัสดิการไทยยังพึ่งพางบประมาณการคลังจากรัฐที่มาจากการเก็บภาษีอยู่มาก ในขณะที่ระบบแบบร่วมจ่าย หรือการสมทบมีค่อนข้างน้อย ซึ่งระบบนี้จะเป็นปัญหาในอนาคต เมื่อประชากรวัยแรงงานจะลดลง (จากอัตราการเกิดน้อย) ทำให้การคลังภาครัฐอาจไม่สนับสนุนได้อีกต่อไป
การแก้ไขปัญหาในช่วงที่ประชากรขาดดุลรายได้เช่นนี้ คือ ประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเองโดย การทำงานนานขึ้น

ทำให้ต่อจากนี้ คนไทยต้องทำงานนานขึ้น อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
จากสถิติพบว่า คนอายุ 55-64 ปี ค่อย ๆ หลุดออกจากตลาดแรงงานรวมแล้วสูงถึง 30% ทั้งที่ยังมีศักยภาพทำงานได้อยู่ เพราะฉะนั้นการเกษียณที่อายุ 60 ปีอาจไม่ใช่ระบบที่เหมาะสมอีกต่อไป แต่จะทำอย่างไรให้คนกลุ่มดังกล่ายยังคงอยู่ในตลาดแรงงานต่อไปได้
รศ.เฉลิมพล จึงเสนอว่า ต่อจากนี้การทำงานนานขึ้นจะไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่คนไทยต้องเผชิญ จึงมีข้อเสนอให้รัฐออกแบบ ecosystem ที่เหมาะสมกับสถานการณ์นี้ โดยมีแนวทางสำคัญ 2 ประการ ได้แก่
- สร้าง new normal ใหม่ ปรับความีคาดหวังของสังคม และคนไทย
- สร้างเศรษฐกิจสูงวัย (silver economy) ออกแบบการจ้างงานให้แก่ผู้สูงวัยที่ีมีความพร้อมทำงานต่อ
ในเมื่อคนไทยต้องทำงานนานขึ้นแน่ ๆ แล้ว การออกแบบนโยบายก็ต้องมีรายละเอียดที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละกลุ่ม โดยแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
- คนแก่ที่อยากทำงาน
- คนแก่ที่ต้องทำงาน (จำเป็นต้องหางานเพื่อปากท้อง)
- คนที่ควรทำงาน หากออกแบบนโยบายที่มีเป้าหมายชัดแล้วก็จะตอบโจทย์กับคนทุกกลุ่มได้มากขึ้น
แก่เมื่อทำอะไรไม่ได้ หากยังทำได้แปลว่าไม่แก่
สอดคล้องกับมุมมองจาก รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ หัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ให้ข้อมูลว่า ผู้สูงวัยในวันนี้แตกต่างจากอดีตมาก เมื่อก่อนคนอายุหลัง 60 ปี เริ่มมีโรคภัยไข้เจ็บ สมรรถนะสมองและร่างกายถดถอย และเป็นผู้เปราะบาง แต่ทุกวันนี้ ผู้สูงวัยดูแลตัวเองได้ดีขึ้น ยังแข็งแรง

งานศึกษาพบว่า หากมีสิ่งแวดล้อมที่ดี นโยบายที่เหมาะสม จะสามารถดันศักยภาพของผู้สูงอายุกลุ่มก่อนเปราะบางให้แข็งแรงขึ้นได้ และประคองให้อยู่ในระยะที่ดีได้ยาวนานขึ้น
จากข้อมูลพบว่า ผู้สูงอายุที่เปราะบาง (frail) (เส้นสีแดง) มีเพียง 10-20% เท่านั้น ในขณะที่ผู้สูงอายุก่อนเปราะบาง (เส้นสีเหลือง) มีถึง 50% และ ผู้สูงอายุที่แข็งแรง (เส้นสีเขียว) มีมากกว่า
แต่สังคมไทยยังสามารถออกแบบให้ดีกว่านี้ได้ หากรัฐสร้างการดูแลที่ดี ทั้งร่างกายจิตใจ ผ่านการส่งเสริมให้ดูแลตัวเองได้ดี มีสิ่งแวดล้อม การสะสมการเจ็บป่วยของคนจะลดลง ผู้สูงอายุก่อนเปราะบาง ก็อาจขยับไปถึงการเป็นสูงวัยแข็งแรงได้ และช่วยประคองให้ไม่ร่วงหล่นสู่การเป็นสูงวัยเปราะบางเร็วเกินไปด้วย
ประเด็นศักยภาพผู้สูงอายุยังมีอีกมุมมองจาก นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ที่เสริมข้อมูลว่า แท้จริงแล้วหากพูดเรื่องความแก่ชรา แม้จะรู้ดีว่าศักยภาพลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุ แต่ยังมีอีกสิ่งที่ต้องพิจารณา คือ Intrinsic Capacity (ศักยภาพภายใน) ซึ่งอาจไม่ได้เกี่ยวกับอายุตามตัวเลขโดยตรงแต่คือต้นทุนทางสุขภาพที่เราสะสมมาตลอดชีวิต หมายว่า “หากยังสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้อยู่ แปลว่ายังไม่แก่” (คนเราจะแก่ ก็ต่อเมื่อทำอะไรไม่ได้แล้ว)

ดังนั้น หากพูดถึงการออกนโยบาย ต้องคำนึงถึงความหลากหลายของผู้สูงอายุด้วย ไม่สามารถขีดเส้นวัดความแก่ได้จากตัวเลขอายุเพียงอย่างเดียว
“ดูเหมือนว่า นโยบายที่รัฐออกมา อาจไม่ใช่แค่การมองคนแก่เป็นภาระแล้วหาสวัสดิการช่วยเหลืออีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการมีนโยบายที่ส่งเสริมให้คนแข็งแรงได้นานมากที่สุดต่างหาก”
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์
อีกคนที่ร่วมแชร์ประสบการณ์ คือ วรรณา จารุสมบูรณ์ ประธานกลุ่ม Peaceful Death เธอย้ำว่าในฐานะคนวัย 60 ป้ายแดง ที่ยังแอคทีฟ ตอนนี้มีเพื่อนในวัยเดียวกันอยู่ในฟิตเนสเยอะมาก สะท้อนถึงการพยายามประคองร่างกายตัวเอง และยังอยากทำประโยชน์ เช่น งานจิตอาสา อยู่อีกมาก แต่สังคมแทบไม่มีช่องทาง หรือแม้กระทั่งลูกหลานไม่อนุญาตให้ไปทำ เพราะการใช้พื้นที่สาธารณะของคนแก่ไม่มีความปลอดภัย ซึ่งแตกต่างกันไปอีกทั้งในชนบทและในเมือง

หลายครั้งที่การออกแบบนโยบายการดูแลจากส่วนกลางไม่เหมาะสมต่อบริบทพื้นที่ คนในชุมชนต่างหากที่รู้ปัญหาดีที่สุด การกระจายอำนาจ จะทำให้ชุมชนตัดสินใจได้เองนั้นจะทำให้ประชาชนได้รับการดูแลที่ดีมีคุณภาพตรงตามบริบท และชีวิตที่ดีขึ้นได้
แก่ได้ ตายดี – เมื่อความสัมพันธ์ที่ดี จะประคองชีวิตให้ยืนยาว
การเตรียมก่อนแก่ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพร่างกาย แต่รวมไปถึงจิตใจ ผศ.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล จากสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ยกตัวอย่างถึงงานวิจัยที่ยาวนานที่สุดในโลก ที่เก็บข้อมูลยาวนานถึง 85 ปี อย่าง โครงการ The Harvard Study of Adult Development เพื่อหาคำตอบว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีสุขภาพดีและมีความสุขอย่างแท้จริงตลอดช่วงชีวิต
แน่นอนว่า คำตอบที่ได้ ไม่ใช่การมีเงิน หรือมีชื่อเสียง แต่คือ ความสัมพันธ์ที่ดี (Good Relationships) ที่เป็นปัจจัยอันดับหนึ่งที่ทำให้มนุษย์มีความสุขและมีสุขภาพแข็งแรงที่สุด

เพราะความสัมพันธ์ คือ ความปลอดภัยทางอารมณ์ และความพึงพอใจในชีวิตที่สั่งสม หล่อเลี้ยงมาตั้งแต่วัยเด็ก จนถึงกระทั่งวัยทำงาน แต่ตอนนี้สังคมยังกลับละเลยเรื่องนี้ คนจำนวนไม่น้อยอยู่ใน ภาวะฝืนทำงาน (Presenteeism) ซึ่งกำลังเป็นเหมือนระเบิดเวลา เกาะกิน ทำให้สุขภาวะของคนคนเสื่อมโทรม ถดถอย ยากจะแก้ไขได้ทันเวลา
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมสูงวัยที่ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ หรือสภาวะร่างกายแบบไหนก็ต้องเผชิญ ไม่เช่นนั้นแล้วจะอยู่ในจนไม่สามารถแม้แต่จะอยู่ดี และแก่ดีได้เลย
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า ปัญหาสังคมสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องความแก่ชราทางกาย และจำนวนประชากรสูงวัยที่ล้นเมือง การที่รัฐจะมองปัญหา และแก้ปัญหาด้วยการให้รัฐสวัสดิการช่วยเหลือปลายทางดังที่ทำมาตลอดเท่านั้น อาจเป็นการออกแบบนโยบายที่ไม่รอบด้านพอ

เพราะรากฐานของปัญหาทั้งหมดทั้งปวง คือ การดูแลองค์ประกอบมวลรวมทั้งชีวิตของมนุษย์ ทั้งสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต วัฒนธรรมทางสังคม สิ่งแวดล้อม และพื้นที่สาธารณะที่เป็นมิตรและปลอดภัย เพราะทั้งหมดนี้ ไม่ใช่การออกแบบนโยบายเพื่อคนสูงวัยในวันนี้เท่านั้น แต่กำลังเป็นการเดินเกมยาวเพื่อดูแลประชาชนไทย เพื่อเตรียมพร้อมรับสังคมสูงวัยตั้งแต่ในวัยเด็กและวัยทำงาน
เพื่อให้คนไทยทุกคนได้ อยู่ดี แก่ดี และตายดี และมีความสุข ตลอดช่วงเวลาจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
