กรมสุขภาพจิต เผยข้อมูลผู้เข้าบำบัดในชุมชน ปี 2568 กว่า 2.2 หมื่นคน แต่จบโปรแกรมกว่า 3 พันคน หวังเร่งยกระดับจาก CBTx สู่ CBRX เน้นฟื้นฟูระยะยาวในครอบครัว-ชุมชน ค้นหา ‘กลุ่มสีเขียว’ ให้ทันก่อนลุกลามเป็นความเสี่ยง ขณะที่ สสส. แนะเร่งผสานการทำงาน สาธารณสุข-ฝ่ายปกครอง-ตำรวจ-ภาคประชาชน ชูแนวคิด ‘ผู้เสพคือผู้ป่วย’ แยกกลุ่มดูแล ควบคู่บังคับใช้กฎหมายกับผู้ค้า
จากกรณีการก่อเหตุเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ยาเสพติดในหลายพื้นที่ ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของมาตรการ “ชุมชนล้อมรักษ์” หรือ “CBTx”
วันนี้ (13 ก.พ. 69) นพ.ศุภเสก วิโรจนาภา รองผู้อำนวยการสำนักวิชาการ กรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า ในปี 2568 มีผู้เข้าสู่กระบวนการบำบัดในระบบชุมชน 22,239 คน แต่บำบัดครบโปรแกรมเพียง 2,985 คน หรือประมาณ 10% ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐานสากลที่อยู่ในช่วง 10-30%
กรมสุขภาพจิตได้ทำวิจัยต่อเนื่อง 3 ปี (2566-2568) และพบว่าชุมชนที่ทำครบ “3 สร้าง 4 พัฒนา” จะเพิ่มอัตราความสำเร็จได้ชัดเจน ประกอบด้วย
มาตรการป้องกันและดูแล
- พัฒนาเยาวชนให้รอบรู้เรื่องยาเสพติดผ่าน พชอ. และสาธารณสุข
- ปักหมุดพื้นที่เสี่ยงและลดแหล่งมั่วสุม
- ส่งต่อสถานพยาบาลทันทีเมื่อเกินศักยภาพชุมชน
มาตรการต่อเนื่อง
- ทำสัญญาครอบครัว
- สร้างเครือข่ายจิตอาสา
- พัฒนาอาชีพ
- ฟื้นฟูจิตใจผ่านผู้นำศาสนาและชุมชน

โครงการนำร่องปี 2567 ใน 12 จังหวัด 57 ชุมชน พบว่าภายใน 3 เดือนมีผู้เลิกยาได้ 1 ใน 3 สูงกว่าระบบเดิมที่ 8-10% จึงตั้งเป้าขยายอีก 640 ชุมชนครอบคลุม 76 จังหวัดในปีงบประมาณ 2569
กรมสุขภาพจิต ปรับชื่อจาก CBTx (Community-Based Treatment) เป็น CBRX (Community-Based Recovery Extended) หรือ “ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง” เพื่อสะท้อนบทบาทชุมชนในการฟื้นฟูระยะยาว ตามแนวทาง UNODC ที่เน้น “Recovery Community” มากกว่าการรักษาเพียงอย่างเดียว
กุญแจสำคัญ ค้นหา “กลุ่มสีเขียว” ให้ทัน
นพ.ศุภเสก ยังชี้ว่า ผู้ก่อเหตุรุนแรงมักอยู่ในกลุ่ม “สีแดง” (มีอาการทางจิตและเสี่ยงอันตราย) แต่ก่อนถึงจุดนั้นจะผ่านระยะ
- สีเขียว : เพิ่งเริ่มใช้ ยังไม่มีอาการทางจิต
- สีเหลือง : เริ่มติด
- สีส้ม : เริ่มมีอาการทางจิต
กระบวนการเปลี่ยนผ่านแต่ละระยะใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป หมายความว่าชุมชนมีเวลาหลายปีในการเข้าช่วย แต่ปัญหาคือกลุ่มสีเขียวตรวจพบยาก เพราะยังใช้ชีวิตได้ปกติและครอบครัวไม่เปิดเผยข้อมูล
“ถ้าเราค้นหากลุ่มสีเขียวเจอและดูแลทัน ก็จะไม่ปล่อยให้ไต่ระดับไปถึงสีแดง”
นพ.ศุภเสก วิโรจนาภา
ในพื้นที่ที่ทำต่อเนื่อง 4-5 ปี พบสัดส่วนผู้ป่วยสีแดงลดเหลือเพียง 1% ขณะที่กลุ่มสีเขียวเพิ่มเป็นกว่า 90% อุปสรรคสำคัญคือทัศนคติชุมชนที่มักหวาดกลัวและผลักผู้ใช้ยาออกจากพื้นที่ ทั้งที่ความจริงคนส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น CBRX จึงเน้นอบรม “ผู้เล่นทั้งระบบ” พร้อมกัน ทั้งฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ตำรวจ อสม. และผู้นำชุมชน เพื่อทำงานเป็นทีม
เดินหน้า 5 จังหวัดต้นแบบ ผสานการทำงานทุกมิติ
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า สสส. ขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายภาคประชาสังคมและวิชาการ โดยเน้นพัฒนา 5 จังหวัดต้นแบบ ประสานกลไกผู้ว่าฯ ตำรวจ สาธารณสุข และประชาชน เพื่อสังเคราะห์บทเรียนและขยายผล
การทำงานของ สสส. เป็น “กลไกเสริม” ทำงานคู่ขนานกับฝ่ายราชการ หลังรองนายกฯ สั่งการให้ผู้ว่าฯ ขับเคลื่อนงานบำบัดยาเสพติดอย่างจริงจัง
นพ.พงศ์เทพ อธิบายว่า ก่อนการยุบสภา รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนงานป้องกันและบำบัดยาเสพติดในระดับจังหวัดอย่างจริงจัง พร้อมจัดสรรงบประมาณสนับสนุน
ดังนั้น การทำงานของ สสส. จะเป็น “กลไกเสริม” ทำงานคู่ขนานกับฝ่ายราชการ โดยฝ่ายนโยบายและการสั่งการระดับประเทศอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร ขณะที่ สสส. รับบทสนับสนุนเชิงวิชาการ การถอดบทเรียน และการพัฒนาต้นแบบในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การทำงานของ สสส. ยังอยู่ในลักษณะพื้นที่นำร่อง ไม่สามารถขยายครอบคลุมทั้งประเทศได้ทันที ต่างจากกลไกราชการที่สามารถสั่งการในภาพรวมได้ทั่วประเทศ
“ผู้เสพคือผู้ป่วย” ต้องแยกกลุ่มดูแล
นพ.พงศ์เทพ ยังย้ำหลักคิด “ผู้เสพคือผู้ป่วย” และต้องจำแนกกลุ่ม
- กลุ่มอาการรุนแรง/ทางจิต : รักษาโดยจิตแพทย์
- กลุ่มเริ่มต้น/ไม่รุนแรง : ชุมชนบำบัดฟื้นฟู
- กลุ่มผ่านการรักษาแล้ว : ส่งกลับดูแลต่อเนื่องในชุมชน
ขณะเดียวกันต้องบังคับใช้กฎหมายกับผู้ค้าเพื่อไม่ให้มีผู้เสพรายใหม่ “ยาเสพติดเหมือนโรคระบาด ยิ่งมีผู้เสพมากยิ่งแพร่ได้มาก ถ้าจำกัดจำนวนได้ ผู้เสพรายใหม่ก็ลดลง”
ยอมรับ “ช่องว่าง” ดูแลไม่ครบ 100%
นพ.พงศ์เทพ ยอมรับด้วยว่า แม้ดำเนินโครงการชุมชนล้อมรักษ์ แต่อาจดูแลไม่ครบ 100% เหมือนการรักษาโรคที่ไม่หายทั้งหมด บางรายหลุดจากระบบเพราะข้อจำกัดการติดตาม ไม่ยินยอมบำบัด หรือครอบครัวไม่เปิดเผยข้อมูล
“ไม่ควรมองความสำเร็จแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ควรควบคุมให้สถานการณ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนปัญหาลดขนาด ขณะเดียวกันเหตุการณ์ที่พะตง เป็นบทเรียนว่าอย่ามองปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องของครอบครัวคนอื่น เพราะมันอาจเกิดกับใครก็ได้ นี่คือปัญหาของชุมชนและสังคมโดยรวม”
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์
