เผย ลูกน้อยติดเชื้อในกระแสเลือดชนิดรุนแรง จนลามเข้าเยื้อหุ้มสมอง ตั้งแต่เกิดมาได้ 3 เดือน จนต้องผ่าตัดสมอง ส่งผลจนโต ทำพัฒนาการช้า ออทิสติก แม่รับสภาพยอมลาออกจากครู มาดูแลลูกเต็มเวลา ขณะที่ กุมารแพทย์ ชี้ เด็กใต้เสี่ยง IPD แม้เคสน้อย จี้ รัฐให้วัคซีนถ้วนหน้า ล่าสุด รมว.สธ. ยัน เตรียมงบฯ 225 ล. สำหรับวัคซีน PCV ไว้แล้ว พร้อมจัดซื้อ ฉีดให้เด็กทั่วประเทศ ไม่ต้องนำร่อง
ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ภาครัฐบรรจุวัคซีนป้องกัน โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง (IPD) หรือ วัคซีน PCV เป็นสิทธิพื้นฐานสำหรับเด็กไทยทั่วประเทศ
The Active ลงพื้นที่ติดตามเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งในพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ที่ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญสะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บป่วยที่อาจป้องกันได้ด้วยวัคซีน
มารีเยาะห์ มะประสิทธิ อดีตข้าราชการครูใน อ.จะนะ จ.สงขลา เปิดใจกับ The Active โดยสารภาพตามตรง ไม่เคยคิดว่าชีวิตลูกชายจะเปลี่ยนไปตลอดกาลในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน ลูกชายของเธอเกิดมาสมบูรณ์แข็งแรง น้ำหนักแรกคลอด 2,850 กรัม เติบโตตามวัย ไม่มีโรคประจำตัวหรือความผิดปกติทางพันธุกรรมใด ๆ จนกระทั่งเมื่ออายุเพียง 3 เดือน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
เธอเล่าว่า คืนหนึ่งเด็กน้อยเริ่มมีไข้และซึมลง ครอบครัวรีบพาไปโรงพยาบาล แพทย์ห้องฉุกเฉินประเมินอาการ เช็ดตัวลดไข้ และให้กลับบ้านสังเกตอาการ แต่เช้าวันถัดมา เด็กทรุดลงอย่างรวดเร็ว ซึมมากขึ้น ไม่ยอมดูดนม มีไข้สูงต่อเนื่อง ครอบครัวจึงรีบพากลับโรงพยาบาลจะนะอีกครั้ง แพทย์ตัดสินใจรับไว้นอนรักษา แต่ร่างกายของเด็กบวมมากจนหาเส้นเลือดดำแทบไม่ได้ ทำได้เพียงให้ยาลดไข้และเฝ้าดูอาการ

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะแม่กำลังให้นม ลูกชายเกิดอาการชักเกร็งและหมดสติทันที ทีมแพทย์และพยาบาลต้องทำการปั๊มหัวใจนานกว่า 30 นาที จึงสามารถกู้ชีพได้สำเร็จ การตรวจเลือดพบการติดเชื้อในกระแสเลือดชนิดรุนแรง และเมื่อส่งต่อมายังโรงพยาบาลศูนย์สงขลา การเจาะน้ำไขสันหลังยืนยันสิ่งที่แพทย์หวั่นเกรง นั่นคือ เชื้อได้ลุกลามเข้าสู่เยื่อหุ้มสมองแล้ว
การรักษาที่ตามมาเป็นการต่อสู้หลายแนวรบพร้อมกัน เด็กมีไข้สูงต่อเนื่อง ปอดติดเชื้อ ไตทำงานผิดปกติ ร่างกายบวมจากการคั่งของเหลว แพทย์ให้ยาปฏิชีวนะอย่างเข้มข้นนานกว่า 7 วัน แต่เชื้อไม่ตอบสนอง การสแกน CT สมองพบหนองและน้ำคั่งในปริมาณมาก เชื้อโรคสะสมทำลายเยื่อหุ้มสมองอย่างต่อเนื่อง
เมื่อยาถึงขีดจำกัด แพทย์จึงเสนอทางเลือกสุดท้าย นั่นคือการผ่าตัดสมองเพื่อระบายหนองออก พร้อมแจ้งความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมาว่า แม้การผ่าตัดจะช่วยพ้นวิกฤตได้แน่นอน แต่ผลลัพธ์หลังการผ่าตัดอาจอยู่ในช่วงใดก็ได้ ตั้งแต่หายได้ใกล้เคียงปกติ ไปจนถึงพิการถาวร
“ตอนนั้นลังเลมาก เพราะลูกอายุแค่ 3 เดือน แต่เห็นว่าเขาไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างเลย มีแค่เสียงร้องเบาๆ จึงตัดสินใจยินยอมให้ผ่า ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร แม่ก็พร้อมยอมรับ ขอแค่ลูกมีชีวิตอยู่”
มารีเยาะห์ เล่าทั้งน้ำตา
เด็กน้อยรอดชีวิตจากการผ่าตัด แต่ผลกระทบต่อพัฒนาการปรากฏให้เห็นชัดเจน เขาไม่ตอบสนองต่อสายตา ยกแขนขาไม่ได้ ไม่พูด ไม่คลาน ไม่สามารถนั่งได้เอง ต้องทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องเกือบ 2 ปีจนพัฒนาการร่างกายค่อย ๆ ฟื้นตัว สามารถเดินและพูดได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อสมองยังคงอยู่ เขามีพัฒนาการล่าช้า สมาธิสั้น ควบคุมตัวเองได้ยาก และมีลักษณะของออทิสติก ทั้งการสื่อสารช้า คำศัพท์น้อย ไม่เข้าใจอารมณ์ผู้อื่น ยึดติดกับสิ่งเดิม อ่านเขียนไม่ได้ ต้องอาศัยการท่องจำจากเสียงเป็นหลัก ปัจจุบันเขาอายุ 5 ขวบแล้ว แต่ยังต้องเข้ารับการติดตามอาการและกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่อง ต้องรับประทานยาควบคุมสมาธิเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการควบคุมร่างกายที่ยังบกพร่อง ถึงขั้นเคยปั่นจักรยานตกจากชั้นสองและตกบันได
ค่ารักษาพยาบาลตลอดช่วงวิกฤตรวมกว่า 170,000 บาท ซึ่งครอบครัวรอดพ้นภาระนี้ได้เพราะสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง แต่ค่ากิจกรรมบำบัดในภาคเอกชนชั่วโมงละ 500 บาทนั้นเกินกำลัง มารีเยาะห์จึงต้องลาออกจากราชการเพื่อดูแลลูกเต็มเวลา

เมื่อย้อนมองกลับไป แพทย์บอกว่าการติดเชื้ออาจเกิดจากพี่ชายที่ไปโรงเรียนหรือการสัมผัสคนภายนอกบ้าน ซึ่งเป็นความเสี่ยงทั่วไปในทารกที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง สิ่งที่แม่เสียใจที่สุดคือลูกได้รับวัคซีนพื้นฐานครบตามสมุดสีชมพู แต่ไม่ได้รับวัคซีน PCV เพราะราคาหลายพันบาทต่อโดสนั้นสูงเกินไป และครอบครัวยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญในขณะนั้น จนกระทั่งวันที่แพทย์รับเคสถามเป็นอย่างแรกว่า “เด็กได้รับวัคซีน IPD หรือไม่” นั่นแหละที่ทุกอย่างสายไปแล้ว
“แม่อยากให้เด็กไทยทุกคนได้รับวัคซีนตัวนี้ เพราะเราไม่รู้ว่าจะติดเชื้อเมื่อไหร่ ถ้าวันนั้นลูกได้ฉีดวัคซีน 3 เข็ม ทุกอย่างอาจไม่เป็นแบบนี้ อยากให้ครอบครัวอื่น ๆ เฝ้าสังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิด และร่วมกันผลักดันให้วัคซีนนี้เป็นสิทธิพื้นฐานของเด็กไทยทุกคน”
มารีเยาะห์ ฝากทิ้งท้าย
ภาระโรคจริงสูงกว่าตัวเลข ไม่ควรรอ “นำร่อง”
นอกจากครอบครัวนี้แล้ว ยังมีอีกหลายครอบครัวที่เผชิญฝันร้าย ในสายตาของ ศ.พญ.กมลวิช เลาประสพวัฒนา อาจารย์สาขากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลซึ่งเป็นศูนย์รับส่งต่อผู้ป่วยเด็กจากหลายจังหวัดในภาคใต้ เธอพบเคสหนักเหล่านี้อยู่เสมอ

“มีเด็กอายุเพียง 7 เดือน ไม่ได้ฉีดวัคซีน มาด้วยอาการชักและซึม สุดท้ายพิการ สูญเสียการได้ยิน และมีปัญหาการพูด ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก”
ศ.พญ.กมลวิช เลาประสพวัฒนา
พร้อมยกอีกกรณีของเด็กอายุ 3 ปี ที่ปอดอักเสบรุนแรงจนต้องผ่าตัดและสูญเสียเนื้อปอดบางส่วน ซึ่งแพทย์เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเชื้อนิวโมคอคคัสเช่นกัน
ศ.พญ.กมลวิช ยังชี้ว่า ตัวเลขผู้ป่วย IPD ที่ปรากฏในสถิติของไทยอาจต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเด็กจำนวนมากได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อนเข้ารับการตรวจ ทำให้เพาะเชื้อไม่ขึ้นแม้มีการติดเชื้อจริง แม้อัตราป่วยที่รายงานในเขตสุขภาพที่ 12 จะอยู่ที่ประมาณ 4 ต่อแสนประชากร แต่ภาระโรคที่แท้จริงอาจสูงกว่านั้นหลายเท่า ในแต่ละปียังพบเด็กนอนโรงพยาบาลด้วยปอดบวมเป็นร้อยราย และราว 20% คาดว่าเกี่ยวข้องกับเชื้อนิวโมคอคคัส

ต่อประเด็นมติของบอร์ด สปสช. ที่ให้นำร่องการฉีดวัคซีนเฉพาะพื้นที่เสี่ยงนั้น ศ.พญ.กมลวิช แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วย
“วัคซีนตัวนี้ทั่วโลกใช้มานาน 20-30 ปีแล้ว และพิสูจน์แล้วว่าป้องกันโรครุนแรงได้จริง เราไม่จำเป็นต้องนำร่องอีก เพราะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มีอยู่แล้ว ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่ยังไม่บรรจุวัคซีนชนิดนี้ในระบบสาธารณสุข ทำให้เด็กไทยกำลังสูญเสียโอกาสในการป้องกันโรคร้ายแรงที่ป้องกันได้”
ศ.พญ.กมลวิช เลาประสพวัฒนา
ในแง่ความคุ้มค่า กุมารแพทย์ ชี้ว่า หากรัฐจัดซื้อในปริมาณมากผ่านระบบบัตรทอง ราคาต่อเข็มจะลดลงจากหลักพันบาทในภาคเอกชนเหลือเพียงหลักร้อยบาท และใช้เพียง 2-3 เข็มในช่วงปีแรกของชีวิต ซึ่งคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาและดูแลผู้ป่วยพิการในระยะยาว ระบบสาธารณสุขไทยก็มีความพร้อมอยู่แล้ว ทั้งในระดับโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชน และสถานีอนามัย เพราะวัคซีนชนิดนี้ไม่มีความซับซ้อนในการจัดเก็บและการให้บริการ
“ทุกครั้งที่เห็นเด็กป่วยหนัก หมอก็คิดถึงวัคซีนทันที เพราะหากได้รับตั้งแต่แรก อาการอาจไม่รุนแรงขนาดนี้ การลงทุนป้องกันด้วยวัคซีนไม่กี่ร้อยบาทต่อคน จะช่วยลดภาระของครอบครัวและงบประมาณรัฐในระยะยาวได้อย่างมาก”
ศ.พญ.กมลวิช เลาประสพวัฒนา
กรมควบคุมโรค ย้ำชัด โรคกระจายทั่วประเทศ ไม่ควรนำร่องเฉพาะพื้นที่
สำหรับจุดยืนของวงการแพทย์สอดคล้องกับข้อมูลที่กรมควบคุมโรคนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดย พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและโฆษกกรมควบคุมโรค ในฐานะผู้แทนกรม ได้รายงานต่อที่ประชุมซึ่งมีผู้แทนจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และ สปสช. เข้าร่วมด้วย
ข้อมูลจากการเฝ้าระวังโรคในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาระบุว่า ระหว่างปี 2566-2568 มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีป่วยด้วยปอดอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัสประมาณ 33,000-40,000 รายต่อปี หลายจังหวัดมีอุบัติการณ์สูงเกินเกณฑ์มาตรฐานในระดับสีส้มและสีแดง และที่สำคัญ การแพร่ระบาดของโรคไม่ได้จำกัดอยู่แค่บางพื้นที่ แต่กระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
“การแก้ไขปัญหาจึงไม่สามารถใช้วิธีนำร่องเฉพาะพื้นที่ได้ แต่ควรดำเนินการในระดับประเทศ”
พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์
กรมควบคุมโรค ยังอ้างถึงโครงการนำร่องที่จังหวัดมหาสารคามก่อนยุคโควิด-19 ซึ่งสามารถบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนเข็มแรกได้สูงถึง 96% และได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเกือบ 100% เป็นหลักฐานว่าระบบมีความพร้อม ราคาวัคซีนที่กรมจัดซื้อในการนำร่องอยู่ที่ประมาณ 250 บาทต่อโดส และหากต่อรองในระดับประเทศอาจลดลงเหลือราว 200 บาทต่อโดส ซึ่งสามารถฉีด 3 โดสตามกำหนดที่อายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 12 เดือนได้ภายในงบประมาณที่มี
พร้อมยืนยันว่า วัคซีน IPD ควรได้รับการบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ให้เด็กทั่วประเทศโดยเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องศึกษาวิจัยในพื้นที่นำร่องเพิ่มเติมอีก
สธ.-สปสช. เดินหน้า งบฯ 225 ล. ขานรับข้อเสนอกรมควบคุมโรค
ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 69 พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวง ได้เชิญ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. มาหารือเรื่องการบริหารจัดการงบฯ กองทุนบัตรทองและประเด็นวัคซีน IPD ที่กำลังเป็นกระแสสังคม
หลังการหารือ รมว.สธ. เปิดเผยว่า งบประมาณ 225 ล้านบาทสำหรับวัคซีน IPD ถูกจัดสรรไว้แล้ว พร้อมดำเนินการจัดซื้อและฉีดให้เด็กได้ทั่วประเทศ โดยกรมควบคุมโรคมีข้อมูลวิจัยระบุว่ากว่า 70 จังหวัดมีความเสี่ยงสูง
เมื่อถามว่าจะฉีดเฉพาะพื้นที่นำร่องหรือทั่วประเทศ รมว.สธ. ระบุว่า หากยึดตามข้อมูลการประเมินความเสี่ยงของกรมควบคุมโรค ก็สามารถฉีดได้ทั่วประเทศ
ด้าน นพ.จเด็จ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ สปสช. ได้สืบราคาเบื้องต้นแล้ว มีบริษัทสนใจเสนอราคาประมาณ 5 บริษัท และจะให้ยื่นราคาอย่างเป็นทางการภายใน 1-2 วัน จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และโรงพยาบาลราชวิถีดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างต่อไป โดย อภ. จะเป็นผู้ต่อรองราคากับบริษัทผู้ผลิต คาดว่าหากดำเนินการรวดเร็ว กระบวนการจัดซื้อจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน
สำหรับงบประมาณ 225 ล้านบาท ถูกคำนวณสำหรับเด็กกว่า 300,000 คน โดยคาดว่าราคาวัคซีนจะอยู่ที่โดสละกว่า 100 บาท ซึ่งสูงกว่าราคายูนิเซฟที่ประมาณ 90-100 บาทเล็กน้อย เนื่องจากไทยไม่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับราคาพิเศษจากยูนิเซฟ หากท้ายที่สุดพบว่าจำนวนเด็กที่ควรได้รับวัคซีนสูงกว่า 300,000 คน เช่น อาจถึง 500,000 คน ก็จะต้องจัดหางบประมาณเพิ่มเติม
ประเด็นสำคัญที่ นพ.จเด็จ ย้ำคือ การตัดสินใจว่าจะฉีดเฉพาะพื้นที่นำร่องหรือทั่วประเทศนั้น ขึ้นอยู่กับข้อเสนอของกรมควบคุมโรคโดยตรง หากกรมประเมินว่ามีความเสี่ยงทั่วประเทศและเสนอแนวทางมา สปสช. ก็สามารถเดินหน้าได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องนำเรื่องกลับเข้าบอร์ด สปสช. เพื่อแก้ไขมติอีก
