สื่อสารตัวเลขผู้ติดเชื้อ HIV ต้องไม่สร้างความตระหนก ย้ำใช้ข้อมูลเชิงลึก สู่นโยบายเชิงรุก

‘พญ.นิตยา’ ชวนทำความเข้าใจสถานการณ์ HIV ชี้ ต้องแยก ‘ติดเชื้อใหม่’ กับ ‘เพิ่งวินิจฉัย’ ลดความคลาดเคลื่อนเชิงนโยบาย เผย ปัญหาคาดประมาณ-บริการรัฐไม่ตอบโจทย์ สะท้อนถึงระบบบริการสุขภาพทางเพศ ยังไม่เป็นมิตรต่อเยาวชน ห่วง งบฯ ต่างประเทศหนุนองค์กรประชาสังคมถูกตัด ทำคนหลุดระบบคัดกรอง ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 20–30% 

จากกรณีรายงานภาวะสังคมของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ระบุว่า สถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ในประเทศไทยปี 2568 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นราว 13,000 คน โดยเกือบ 1 ใน 3 เป็นกลุ่มอายุ 15–24 ปี และเกือบทั้งหมดติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน สะท้อนความท้าทายด้านพฤติกรรมเสี่ยงและช่องว่างการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศของเยาวชนในปัจจุบันนั้น

วันนี้ (24 ก.พ. 69) พญ.นิตยา ภานุภาค ผู้อำนวยการบริหาร สถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้าน HIV (IHRI) ให้ความเห็นต่อข้อมูลดังกล่าวกับ The Active ว่า แนวโน้มการติดเชื้อที่พบมากในกลุ่มเยาวชนไม่ใช่ปรากฏการณ์เฉพาะของไทย แต่สอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วโลก เนื่องจากช่องทางการติดต่อหลักของ HIV ยังคงเป็นการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งสัมพันธ์กับช่วงวัยที่มีความถี่ของกิจกรรมทางเพศและเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมเพิ่มขึ้น

ชี้ “ตัวเลขติดเชื้อใหม่” ต้องแยกจาก “เพิ่งวินิจฉัย”

พญ.นิตยา ระบุว่า การรายงานตัวเลข “ผู้ติดเชื้อรายใหม่” จำเป็นต้องมีความชัดเจนว่าเป็นการติดเชื้อใหม่จริงในปีนั้น หรือเป็นผู้ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัย เนื่องจากผู้ติดเชื้อบางรายอาจรับเชื้อมาหลายปีแล้วแต่เพิ่งตรวจพบ ซึ่งหากไม่แยกข้อมูลดังกล่าว จะทำให้การวิเคราะห์สถานการณ์และการกำหนดมาตรการเชิงนโยบายคลาดเคลื่อน

พญ.นิตยา ภานุภาค ผู้อำนวยการบริหาร สถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้าน HIV (IHRI)

ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาการคาดประมาณสถานการณ์ HIV ของไทยเป็นประเด็นเรื้อรัง เนื่องจากประเทศยังไม่มีระบบที่สามารถระบุจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่จริงได้อย่างแม่นยำ จึงต้องใช้แบบจำลองการคาดการณ์ ซึ่งอาจต่ำกว่าความเป็นจริงและทำให้ตัวเลขที่ประกาศออกมาดู “พุ่งเกินคาด” ได้

“หากจะบอกว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นเกินคาด 1.5 เท่า ต้องตอบให้ได้ว่าคาดการณ์จากฐานข้อมูลอะไร และตัวเลขที่พบเป็นการติดเชื้อใหม่จริง หรือเพียงผู้ที่เพิ่งรู้ผลตรวจในปีนี้”

พญ.นิตยา ภานุภาค

เตือนสื่อสารข้อมูลต้องชี้เป้าปัญหา ไม่ใช่สร้างความตื่นตระหนก

พญ.นิตยา ยังเห็นว่า การเผยแพร่ตัวเลขโดยไม่มีการวิเคราะห์เชิงลึก อาจนำไปสู่การสื่อสารที่ตื้นและไม่ก่อให้เกิดแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม เช่น การรณรงค์แบบเหมารวมให้ “งดเพศสัมพันธ์” หรือ “ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง” โดยไม่ชี้ว่ากลุ่มเสี่ยงอยู่ในพื้นที่ใด มีพฤติกรรมแบบใด และควรออกแบบมาตรการเฉพาะกลุ่มอย่างไร

พร้อมเสนอว่า หากข้อมูลชี้ว่าเยาวชนติดเชื้อเพิ่มขึ้นจริง ควรระบุให้ชัดเจนถึงลักษณะของกลุ่มเสี่ยง เช่น เยาวชนในพื้นที่ใด กลุ่มพฤติกรรมใด หรือเป็นผู้ที่ไม่เคยเข้าถึงการตรวจ HIV มาก่อน เพื่อให้มาตรการป้องกันมีความแม่นยำและตอบโจทย์ปัญหาจริง

ระบบบริการสุขภาพทางเพศ “ยังไม่เอื้อต่อเยาวชน”

ในมิติระบบบริการ พญ.นิตยา ระบุว่า แม้จะทราบมานานกว่า 10 ปีว่า เยาวชนเป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก แต่ระบบบริการสุขภาพทางเพศของรัฐยังไม่เอื้อต่อการเข้าถึงของเยาวชนอย่างแท้จริง เนื่องจากยังไม่ได้ออกแบบบริการให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่ม

ทั้งนี้เยาวชนไม่ใช่กลุ่มเดียวกันทั้งหมด แต่มีความหลากหลายทั้งด้านเพศสภาพ เพศวิถี และบริบทชีวิต เช่น เยาวชนหญิงอาจต้องการบริการคุมกำเนิดที่เป็นมิตร เยาวชนชายอาจต้องการการให้คำปรึกษาเรื่องพฤติกรรมเสี่ยง ขณะที่เยาวชนเพศหลากหลาย หรือข้ามเพศอาจต้องการบริการเฉพาะด้าน เช่น การให้คำปรึกษาเรื่องฮอร์โมนหรือการยืนยันเพศสภาพ ซึ่งระบบบริการต้องออกแบบอย่างจำเพาะ ไม่ใช่ใช้รูปแบบเดียวกับผู้ใหญ่

บริการที่เป็นมิตร ทำให้เยาวชนเข้าถึงมากขึ้น

จากประสบการณ์ของคลินิกภาคประชาสังคม พบว่า ผู้ใช้บริการด้านสุขภาพทางเพศอายุต่ำกว่า 25 ปีมีสัดส่วนมากกว่าครึ่ง สะท้อนว่าหากบริการถูกออกแบบโดยรับฟังเสียงของเยาวชน มีความเป็นส่วนตัว ไม่ตัดสิน และตอบสนองความต้องการจริง เยาวชนจะกล้าเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การทำให้บริการ “เป็นมิตรกับเยาวชน” ไม่ใช่เพียงตกแต่งสถานที่ให้ดูน่ารักหรือทันสมัย แต่ต้องครอบคลุมทั้งรูปแบบการสื่อสาร การให้คำปรึกษา และบริการที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของเยาวชน รวมถึงการทำงานร่วมกับผู้ปกครองในบางกรณี เพื่อสร้างความเข้าใจและลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ

ห่วงผลกระทบงบประมาณลด ทำคนหายจากระบบป้องกัน HIV

อีกประเด็นสำคัญ คือ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยเฉพาะการลดลงของเงินสนับสนุนจากต่างประเทศในโครงการด้าน HIV หรือ USAID ส่งผลให้องค์กรภาคประชาสังคมต้องเผชิญความยากลำบากในการดำเนินงาน ขณะที่ภาครัฐยังไม่มีมาตรการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ 

พญ.นิตยา ระบุด้วยว่า ในบางบริการเฉพาะกลุ่ม เช่น บริการสำหรับเยาวชนเพศหลากหลายที่ต้องใช้ทรัพยากรเฉพาะ เมื่อแหล่งทุนลดลง เฉพาะที่ พริบตา แทนเจอรีน สหคลินิก ซึ่งอยู่ภายใต้ สถาบัน IHRI จำนวนผู้มารับบริการลดลงราว 20–30% ซึ่งหมายถึงคนกลุ่มหนึ่งหายไปจากระบบตรวจคัดกรองและป้องกัน HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 

ทั้งยังเสนอว่า รัฐควรพิจารณาจัดตั้งกองทุนหรือกลไกสนับสนุนเพื่ออุดช่องว่างงบประมาณ และเชื่อมโยงการทำงานกับองค์กรภาคประชาสังคมที่มีความเชี่ยวชาญด้านบริการสุขภาพทางเพศสำหรับเยาวชน เพื่อให้การป้องกัน HIV มีความต่อเนื่องและครอบคลุมมากขึ้น

ย้ำต้องใช้ข้อมูลเชิงลึก ขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก

ผู้เชี่ยวชาญ สรุปว่า การรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อในกลุ่มเยาวชนควรมาพร้อมข้อมูลเชิงลึกและข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการเผยแพร่ตัวเลขเพื่อสร้างความตระหนัก แต่ต้องนำไปสู่การปรับระบบบริการสุขภาพทางเพศให้ยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง เปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมออกแบบบริการ และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างรัฐกับภาคประชาสังคมอย่างจริงจัง

“หากข่าวเพียงบอกว่าวัยรุ่นติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ไม่ชี้ว่าจะต้องปรับบริการอย่างไร หรือควรลงทุนตรงไหน ข่าวนั้นก็ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่แท้จริง”

พญ.นิตยา ภานุภาค

พร้อมย้ำว่า การรับมือ HIV ในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำ บริการที่เข้าใจเยาวชน และความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active