คลินิกฯ ฟ้าสีรุ้ง ระบุ ผู้ใช้บริการเพิ่มต่อเนื่อง สัญญาณดีการป้องกันโรค เสนอ รัฐหนุนเข้าถึงบริการเชิงระบบ แทนการสื่อสารเฉพาะสถิติ สร้างความกลัว เร่งผลักดันหน่วยบริการเป็นมิตรแก่เยาวชน ให้คำปรึกษา ไม่ตีตรา มองบริการสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติ ใกล้ตัว ขณะที่ กรมควบคุมโรค เผยแนวโน้มผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ลดลง แต่เยาวชน 15-24 ปี ยังเป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก
วันนี้ (27 ก.พ. 69) เก้า ปานเพ็ชร์ ผู้อำนวยการสำนักระบบบริการสุขภาพ คลินิกเทคนิคการแพทย์ฟ้าสีรุ้ง เปิดเผยสถานการณ์การให้บริการด้านสุขภาพทางเพศ ว่าปัจจุบันมีผู้เข้ารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีผู้มาใช้บริการเฉลี่ยหลักร้อยคนต่อวัน จากเดิมในช่วงเริ่มต้นที่มีน้อยมาก
คลินิกฯ เปิดให้บริการสัปดาห์ละ 5 วัน โดยโครงสร้างผู้รับบริการแบ่งเป็น รายใหม่ ประมาณ 20% ส่วนที่เหลือเป็นผู้รับบริการประจำที่มาตรวจสุขภาพ รับยาป้องกันเอชไอวี (PrEP) หรือติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าการรับรู้เรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเยาวชนยังคงเข้าถึงบริการในสัดส่วนต่ำ โดยมีเพียงราว 10% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด
เยาวชนเข้าถึงบริการน้อย แม้มีความรู้ แต่ขาดการตัดสินใจใช้บริการ
เก้า ยังระบุว่า แม้เยาวชนในปัจจุบันมีข้อมูลความรู้เรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ค่อนข้างมาก แต่การเข้าถึงบริการจริงยังมีข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะทัศนคติที่มองว่าสถานพยาบาลเป็นพื้นที่สำหรับคนป่วย ทำให้ไม่กล้าเข้ามาใช้บริการเชิงป้องกัน
อีกทั้งความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือป้องกัน เช่น ถุงยางอนามัย หรือบริการตรวจคัดกรองได้อย่างสะดวกและเป็นมิตรกับเยาวชน ก็อาจทำให้การป้องกันไม่เกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ เยาวชนบางส่วนยังมองว่า หากยังไม่มีอาการผิดปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องมาตรวจ ส่งผลให้การตัดสินใจเข้ารับบริการมักเกิดขึ้น หลังมีอาการแล้ว มากกว่าการป้องกันล่วงหน้า
ตรวจเมื่อมีอาการ เสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
จากประสบการณ์การให้บริการของคลินิกฯ ฟ้าสีรุ้ง ยังพบว่าเยาวชนจำนวนหนึ่งจะเริ่มเข้ามารับบริการเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น มีแผล ตุ่ม ปัสสาวะแสบขัด หรือสงสัยว่าติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ไม่เฉพาะเอชไอวี
ลักษณะดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมการรับรู้ความเสี่ยงที่อิงจากอาการที่แสดง มากกว่าการประเมินความเสี่ยงเชิงพฤติกรรม โดยเยาวชนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าการมีคู่นอนเพียงคนเดียว หรืออยู่กับคู่ตลอดเวลา หมายถึงความปลอดภัย ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจมีความเสี่ยงสะสมจากพฤติกรรมก่อนหน้า
ความเชื่อ-ทัศนคติ กำแพงการเข้าถึงบริการ
ผอ.สำนักระบบบริการสุขภาพฯ ยังชี้ว่า อุปสรรคหลักของการเข้าถึงบริการในกลุ่มเยาวชนไม่ใช่การขาดความรู้ แต่เป็น ความเชื่อ และทัศนคติ ที่สั่งสมจากสังคม เช่น ความกลัวการถูกตีตรา ความรู้สึกว่าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ หรือการมองว่าปัญหาสุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน
นอกจากนี้ เยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศบางส่วนยังไม่เปิดเผยตัวตนในสังคม ทำให้ลังเลที่จะเข้ารับบริการสุขภาพทางเพศ ส่งผลให้ความเสี่ยงไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงบริการ คลินิกฯ ฟ้าสีรุ้งได้ดำเนินกิจกรรมเชิงรุก ลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และสุขภาพเจริญพันธุ์ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการออกแบบบริการ
แนวทางดังกล่าวมุ่งสร้างความเข้าใจผ่านภาษาและมุมมองเดียวกับเยาวชน เพื่อปรับความเชื่อและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพทางเพศในระยะยาว
ทั้งนี้การดูแลเยาวชนควรเป็นแบบองค์รวม ไม่ใช่เน้นเฉพาะการป้องกันโรค แต่ต้องเชื่อมโยงกับสุขภาพจิต ความกังวล ความเชื่อ และบริบทชีวิตของแต่ละคน ซึ่งล้วนมีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ การเริ่มต้นพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตหรือความกังวลส่วนตัว อาจเป็นจุดเชื่อมสำคัญที่นำไปสู่การตระหนักรู้และการดูแลสุขภาพทางเพศอย่างเหมาะสม

เสนอรัฐหนุน “เครื่องมือ-ช่องทางบริการ” มากกว่าชี้ตัวเลขความเสี่ยง
ผอ.สำนักระบบบริการสุขภาพฯ ยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการเข้าถึงบริการในเชิงระบบ โดยไม่ควรสื่อสารเฉพาะตัวเลขสถิติความเสี่ยงที่สร้างความกลัว แต่ควรเพิ่มข้อมูลว่าเยาวชนสามารถเข้ารับบริการได้ที่ใดบ้าง และมีหน่วยบริการที่เป็นมิตรต่อเยาวชนกี่แห่ง
พร้อมทั้งผลักดันให้มีการกระจายเครื่องมือป้องกันและช่องทางบริการที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้เยาวชนสามารถตัดสินใจดูแลสุขภาพทางเพศได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ต้องรอจนเกิดปัญหาสุขภาพ
ในระยะต่อไป คลินิกฯ ฟ้าสีรุ้ง มีแผนพัฒนาโมเดลบริการที่ตอบโจทย์เยาวชนมากขึ้น ทั้งในด้านบรรยากาศ การสื่อสาร และการให้คำปรึกษาแบบไม่ตีตรา เพื่อให้การเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศเป็นเรื่องปกติและใกล้ตัว
“ความรู้มีแล้ว แต่ต้องทำอย่างไรให้ตัดสินใจเข้าถึงบริการได้จริง คือ โจทย์สำคัญที่หน่วยบริการและภาครัฐต้องร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว”
เก้า ปานเพ็ชร์
ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ลด แต่เยาวชนยังเป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก
ขณะที่ นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า ได้ติดตามสถานการณ์เอชไอวีอย่างต่อเนื่อง โดยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ชี้ว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่มีแนวโน้มลดลง จาก 9,230 รายในปี 2565 เหลือ 9,083 รายในปี 2566 และ 8,124 รายในปี 2567 อย่างไรก็ตาม เกือบครึ่งหนึ่งยังเป็นเยาวชนอายุ 15–24 ปี สะท้อนความเปราะบางของกลุ่มวัยรุ่นต่อการติดเชื้อ
ข้อมูล National AIDS Program (NAP) ของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พบว่า ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยและขึ้นทะเบียนเข้าสู่การรักษามี 25,134 รายในปี 2565 ลดลงเป็น 24,886 รายในปี 2566, 24,074 รายในปี 2567 และ 23,478 รายในปี 2568 ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด แต่อาจรวมผู้ที่ติดเชื้อมาก่อนและเพิ่งมาตรวจพบในปีที่รายงาน สะท้อนว่ายังมีผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งที่ใช้ชีวิตโดยไม่ทราบสถานะ และยังไม่เข้าสู่ระบบการดูแลรักษา
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล โดยโรคซิฟิลิสเพิ่ม 2.7 เท่า จาก 4,326 ราย เป็น 11,813 ราย และโรคหนองในเพิ่ม 2.5 เท่า จาก 3,912 ราย เป็น 9,897 ราย สะท้อนพฤติกรรมทางเพศที่ยังขาดการป้องกันที่เหมาะสม
ย้ำตรวจเร็ว รักษาเร็ว ควบคุมเชื้อได้ ไม่แพร่ต่อ
นพ.นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ย้ำว่า การตรวจหาเชื้อเอชไอวีมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่ไม่ทราบสถานะอาจถ่ายทอดเชื้อโดยไม่รู้ตัว หากตรวจพบเร็วและรับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง จะสามารถกดปริมาณเชื้อในเลือดให้ต่ำมากจนตรวจไม่พบ (ต่ำกว่า 200 ตัวต่อเลือด 1 มิลลิลิตร) ซึ่งไม่ถ่ายทอดเชื้อสู่ผู้อื่น และสามารถใช้ชีวิต เรียน ทำงาน และมีครอบครัวได้ตามปกติ
ประชาชนสามารถตรวจเอชไอวีฟรีปีละ 2 ครั้ง ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือรับชุดตรวจด้วยตนเองผ่านแอปเป๋าตัง เมนูกระเป๋าสุขภาพ เลือกสิทธิสุขภาพดีป้องกันโรค และรับชุดตรวจที่หน่วยบริการใกล้บ้าน ทราบผลเบื้องต้นภายใน 20 นาที หากพบเชื้อควรตรวจยืนยันและเข้าสู่การรักษาทันที
โดยกรมควบคุมโรคย้ำให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ กับทุกคน ทุกช่องทาง ควบคู่การตรวจรู้สถานะและการรักษาต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งลดการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พร้อมส่งเสริมสุขภาวะทางเพศที่ดีอย่างยั่งยืนในสังคมไทย
