นักวิชาการ ชี้ เร่งทบทวนเชิงระบบ หาแนวทางป้องกันอุบัติเหตุจริงจัง ยับยั้งเหตุเกิดซ้ำ แนะหน่วยงานเกี่ยวข้อง อัปเดตข้อมูลเมือง เชื่อมข้อมูลจราจร เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง หันใช้เทคโนโลยี กล้องอัจฉริยะ ตรวจจับสิ่งกีดขวาง พร้อมระบบวิเคราะห์ข้อมูล Real-time บริเวณจุดตัด หวังช่วยสนับสนุนการตัดสินใจผู้ปฏิบัติงาน ลดการพึ่งพาการตัดสินใจของมนุษย์เพียงชั้นเดียว ด้าน สภาผู้บริโภค ชง รัฐใช้กองทุนฯ ยกระดับขนส่งสาธารณะปลอดภัย
ภานุเดช ชุ่มเย็น อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่าถึงเหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสันกับถนนอโศก–ดินแดง โดยตั้งข้อสังเกตนอกจากประเด็นด้านวินัยจราจร หรือการตัดสินใจในระดับบุคคลแล้ว สิ่งที่สังคมควรหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง คือ แนวทางลดความเสี่ยงเชิงระบบ โดยเฉพาะ การบริหารจัดการพื้นที่จุดตัดระหว่างระบบถนนและระบบราง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อน และมีโอกาสเกิดความขัดแย้งของการจราจรอยู่ตลอดเวลา
ทั้งนี้หากพิจารณาในมุมของระบบถนน ถนนจะพยายามระบายรถให้เคลื่อนตัวได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหารถสะสมบริเวณทางแยก แต่ในมุมของ ระบบราง รถไฟจำเป็นต้องรักษาแนวรางให้ปลอดจากสิ่งกีดขวางและสามารถเดินรถได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ดังนั้น จุดตัดระหว่างถนนกับทางรถไฟจึงเป็นพื้นที่ที่ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทั้ง 2 ระบบสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและสอดคล้องกับสภาพการจราจรที่เปลี่ยนแปลงไป

“ขบวนรถไฟมีระยะเบรกสูงและไม่สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้เหมือนรถยนต์ ดังนั้นแม้ผู้ควบคุมขบวนจะมองเห็นสิ่งกีดขวางด้านหน้า ก็อาจไม่สามารถหยุดรถได้ทันในบางสถานการณ์ หลายประเทศจึงไม่ได้พึ่งเพียงป้ายเตือนหรือการเพิ่มความระมัดระวังของผู้ใช้ถนนเท่านั้น แต่พยายามออกแบบและบริหารจัดการจุดตัด เพื่อลดโอกาสการเกิดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง”
ภานุเดช ชุ่มเย็น
แนะดึงเทคโนโลยีช่วยบริหารจัดการ เพิ่มความปลอดภัยจุดตัด
นักวิชาการ ระบุอีกว่า การปรับปรุงการบริหารจัดการบริเวณจุดตัด จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นปัจจุบันร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านระบบราง ระบบถนน และการจราจร เนื่องจากบริบทของเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งจำนวนประชากร กิจกรรมการใช้พื้นที่ สิ่งปลูกสร้าง ปริมาณการจราจร รวมถึงรูปแบบของทางแยกและโครงข่ายถนนโดยรอบ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการออกแบบและปรับปรุงการควบคุมสัญญาณไฟจราจร การระบายรถ และการประเมินความเสี่ยงบริเวณจุดตัด เพื่อให้การบริหารจัดการสามารถสอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริงของแต่ละพื้นที่ได้มากขึ้น
“หากบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม เราจะลดโอกาสการเกิดปัญหารถค้างบริเวณจุดตัดทางรถไฟ หรือกรณีที่สัญญาณจราจรยังปล่อยรถเข้าสู่พื้นที่ แม้ว่าด้านหน้าจะเริ่มเกิดการสะสมของปริมาณรถแล้วได้ เชื่อว่าผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ไม่มีใครต้องการจอดค้างบนรางรถไฟ เนื่องจากทุกคนต่างทราบถึงความเสี่ยงของอุบัติเหตุ ดังนั้นระบบจราจรควรสามารถตอบสนองต่อสภาพการจราจรที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างสอดคล้อง เช่น เมื่อพื้นที่หลังจุดตัดเริ่มเต็ม ระบบสัญญาณก็ควรช่วยชะลอหรือจำกัดการปล่อยรถเข้าสู่พื้นที่เพิ่มเติม”
ภานุเดช ชุ่มเย็น
หากสามารถพัฒนาการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานในลักษณะ Real-time ได้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการความเสี่ยงบริเวณจุดตัดได้มากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลด้านสัญญาณจราจร สถานะการจราจร และข้อมูลเตือนความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งในระยะยาวอาจพัฒนาไปสู่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบถนนและระบบรางร่วมกัน
“ปัจจุบัน ความปลอดภัยบริเวณจุดตัดหลายแห่งยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ปฏิบัติงานและผู้ขับขี่ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งย่อมมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการที่แต่ละส่วนทำงานได้ดีแยกจากกัน แต่คือการทำให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในมุมของวิศวกรรมความปลอดภัย ระบบที่ดีต้องออกแบบภายใต้การยอมรับว่า ความผิดพลาดของมนุษย์มีโอกาสเกิดขึ้นได้ และควรมีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยลดโอกาสที่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวจะนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง”
ภานุเดช ชุ่มเย็น

นอกจากนี้ หลายประเทศเริ่มนำเทคโนโลยีตรวจจับสิ่งกีดขวาง กล้องอัจฉริยะ และระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time มาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบริเวณจุดตัดมากขึ้น ซึ่งในอนาคตประเทศไทยอาจพิจารณาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีลักษณะดังกล่าวให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลด้านการจราจรและจุดเสี่ยงที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้ทั้งหน่วยงานและประชาชนสามารถติดตามสภาพการจราจรหรือความเสี่ยงในพื้นที่ได้มากขึ้น คล้ายกับข้อมูลที่แสดงบนแอปพลิเคชันนำทางต่าง ๆ
“การระบุความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องยังเป็นสิ่งสำคัญตามกระบวนการ แต่การถอดบทเรียนจากอุบัติเหตุที่ดีไม่ควรจบเพียงการชี้ความผิดของบุคคลเท่านั้น ควรนำไปสู่การกลับมาตรวจสอบและอุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในระบบ เพื่อยับยั้งป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดลักษณะเดียวกันเกิดซ้ำอีกในอนาคต”
ภานุเดช ชุ่มเย็น
พิจารณารอบด้านแนวคิดลดขบวนรถไฟเข้าเมืองชั้นใน
ภานุเดช ย้ำด้วยว่า การลดจำนวนขบวนรถไฟที่เข้าสู่พื้นที่ชั้นในของเมืองอาจช่วยลดความถี่ของความขัดแย้งบริเวณจุดตัดในระยะสั้นได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวควรพิจารณาผลกระทบต่อผู้โดยสารและประสิทธิภาพของโครงข่ายระบบรางโดยรวมควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาระการเปลี่ยนถ่ายการเดินทางเพิ่มขึ้น รวมถึงส่งผลต่อเวลาเดินทางและความสะดวกในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ
“ในระยะยาว การแก้ปัญหาจึงควรมุ่งไปที่การลดความเสี่ยงของจุดตัด และการพัฒนาการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างระบบถนนและระบบราง มากกว่าการลดศักยภาพของระบบขนส่งทางรางเข้าสู่เมือง”
ภานุเดช ชุ่มเย็น
ชงปรับจุดตัดรถไฟ-ทางม้าลาย ลดอุบัติเหตุซ้ำ
ก่อนหน้านี้ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุเตรียมหารือกับ กรมการขนส่งทางราง (ขร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการออกแบบพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งสาธารณะใหม่ ทั้งการเพิ่มทางม้าลายให้มีความต่อเนื่องในทุกมุมแยก การปรับตำแหน่งจุดตัดทางรถไฟให้มีระยะปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงการเชื่อมระบบสัญญาณรถไฟกับสัญญาณไฟจราจร เพื่อลดความเสี่ยงจากรถติดค้างบนราง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของอุบัติเหตุครั้งนี้

นอกจากนี้ ยังเสนอให้กรุงเทพมหานคร ผลักดัน “วัฒนธรรมความปลอดภัย” ให้เป็นวาระสำคัญของเมือง ผ่านการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการเคารพทางม้าลาย การลดพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน และการออกแบบเมืองที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของคนเดินเท้าเป็นอันดับแรก ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงการระบายรถยนต์
“วันนี้คนกรุงเทพฯ ต้องพึ่งตัวเองในการเดินทางมากเกินไป คนมีเงินก็ซื้อรถยนต์ คนมีรายได้น้อยก็ใช้รถจักรยานยนต์ เพราะระบบขนส่งสาธารณะยังไม่ครอบคลุมและเชื่อมต่อกันไม่ดีพอ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่แค่รอแผนในอนาคต แต่ต้องเร่งทำให้ประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัย ใช้งานง่าย และเชื่อมต่อกับการเดินเท้าได้จริง”
สารี อ๋องสมหวัง
แนะรัฐใช้กองทุน ยกระดับขนส่งสาธารณะปลอดภัย
ขณะที่ อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนนโยบาย สภาผู้บริโภค บอกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งงบประมาณหลายส่วนที่สามารถนำมาใช้ยกระดับความปลอดภัยทางถนนและระบบขนส่งสาธารณะได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน, กองทุนเลขสวย ที่สามารถนำมาใช้ปรับปรุงจุดเสี่ยง เพิ่มสัญญาณไฟ ทางม้าลาย และระบบไฟส่องสว่างในพื้นที่อันตราย รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีความปลอดภัยมากขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถใช้กลไกงบประมาณจาก พ.ร.ก. เงินกู้ เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านรถโดยสารสาธารณะรุ่นเก่าที่มีอายุการใช้งานสูง ให้เป็นรถโดยสารรุ่นใหม่ที่มีมาตรฐานความปลอดภัย สามารถติดตามตำแหน่งผ่าน GPS และเชื่อมโยงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะ
สภาผู้บริโภคยังเสนอให้เร่งผลักดันนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 40 บาทตลอดสาย เพื่อจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดทั้งปัญหาการจราจร อุบัติเหตุ และมลพิษในระยะยาว
“หากเราออกแบบเมืองโดยยึดคนเดินเท้าเป็นศูนย์กลาง จะพบว่าหลายจุดในกรุงเทพฯ ยังขาดทางม้าลายที่ปลอดภัย ไม่มีไฟส่องสว่างเพียงพอ และยังปล่อยให้มีเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดโดยไม่คำนึงถึงคนเดินเท้า เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจุด แต่เป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานท้องถิ่นสามารถเร่งดำเนินการได้ทันที เพื่อให้การเดินทางของประชาชนปลอดภัยมากขึ้น”
อดิศักดิ์ สายประเสริฐ
