เติมใจ “Caregiver” ในวันที่หมดแรง

เพราะคนดูแล ก็ต้องการการดูแล! ชีวามิตร-สสส. จัดเวิร์กช็อป สร้างพื้นที่ปลอดภัย ฮีลใจผู้เสียสละข้างเตียงผู้ป่วย หลังพบแบกรับความเครียดสะสมจนเกิดภาวะหมดไฟ หวังนโยบายขยายไปยังพื้นที่อื่นในอนาคต

ในยุคที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยสมบูรณ์” อย่างเต็มรูปแบบ เราอาจนึกถึงสวัสดิการ ระบบดูแลสุขภาพที่ดี เมื่อเข้าสู่ช่วงบั้นปลายก็ขออย่าได้เจ็บป่วยไข้เวียนเข้าออกโรงพยาบาล กระทั่งจากไปตามอายุขัย นับว่าเป็นการชราอย่างมีคุณภาพแล้ว

แต่ในความเป็นจริง เรามักลืม ว่าจริง ๆ แล้ว การดูแลนั้นบางครั้งยากและเหนื่อยยิ่งกว่าการรักษาเสียอีก ภาพของลูก หลาน ที่ต้องรับบทเป็นผู้ดูแลในครอบครัว กลับไม่ถูกพูดถึงมากนัก ทั้งที่มีส่วนสำคัญในฐานะที่ผู้เฝ้าดูแลเสมือน Caregiver ในระบบที่ต้องดูแลกันตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน แต่กลับไร้สวัสดิการ ไร้ชีวิตส่วนตัว และที่มักถูกมองข้ามมากที่สุด คือ สภาวะจิตใจของผู้ดูแล ที่ต้องแบกรับความเครียดสะสมจนเกิดภาวะล้น และหมดไฟ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จึงได้สื่อสาร และตอกย้ำความสำคัญในการเห็นถึงคุณค่าในตัวเอง แก่ผู้ร่วมเวิร์กช็อป Palliative Care Caregiver กว่า 70 คน ว่าการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ไม่ต่างอะไรกับการ วิ่งมาราธอน ที่ผู้ดูแลไม่สามารถสปีดความเร็วตลอดเวลาได้ แต่ต้องเรียนรู้ที่จะผ่อนหนักผ่อนเบา เพื่อให้ยังมีแรงเดินหน้าต่อในระยะยาว ขอเพียงแค่มีเวลาได้สำรวจ และดูแลใจตัวเองบ้างในบางครั้ง

สังเกตร่างกายเมื่อถึงเวลาต้องหยุดพัก ผ่านสัญญาณไฟจราจรทางอารมณ์

อ.จูน – พ.อ.หญิง จิตรวีณา มหาคีตะ ภาควิชาสรีรวิทยา วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า

พ.อ.หญิง จิตรวีณา มหาคีตะ หรือ อ.จูน ประจำภาควิชาสรีรวิทยา วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เริ่มต้นด้วยการชวนผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อป ฝึกทักษะด้านศิลปะการพูด และการฟังอย่างลึกซึ้ง ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงการดูแลสภาวะอารมณ์ และจิตใจของตัวเอง ในฐานะผู้ดูแลคนในครอบครัว ที่แม้จะเสียสละอย่างเต็มใจ แต่การอยู่ใกล้ชิดกับความไม่สบายกายไม่สบายใจของผู้ป่วยเป็นเวลานาน ทำให้ผู้ดูแลซึมซับเอาความทุกข์ และอารมณ์เชิงลบเข้ามาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมักแสดงออกผ่าน 3 สัญญาณเตือนภัยสำคัญ

  • ทางร่างกาย: เกิดอาการตื่นเกร็ง ปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างไม่มีสาเหตุ ร่างกายอ่อนล้าจากการนอนไม่หลับหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ

  • ทางอารมณ์: ความอดทนลดต่ำลง หงุดหงิดง่าย ใจร้อน หรือรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างฉับพลัน

  • ทางความคิด: เกิดภาวะคิดวน สับสน มองโลกในแง่ลบ และเริ่มรู้สึกว่า “ไม่ไหวแล้ว”

เมื่อสัญญาณเหล่านี้ปรากฏขึ้น หมายถึง ไฟเหลือง หรือ ไฟแดง ที่กำลังเตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ดูแลต้องหยุดพักและหันกลับมาดูแลตัวเองทันที

“หนึ่งในความคิดที่ทำร้ายผู้ดูแลมากที่สุดคือ การโทษตัวเอง หลายคนตั้งใจดูแลผู้ป่วยอย่างดีที่สุด แต่เมื่อเกิดความล้าสะสมจนเผลอแสดงอารมณ์ไม่ดีหรือหงุดหงิดใส่ผู้ป่วย ก็จะกลับมารู้สึกผิดและต่อว่าตัวเองซ้ำอีกรอบ สิ่งที่ผู้ดูแลต้องตระหนัก คือ เราทุกคนเป็นมนุษย์ธรรมดา มีสิทธิที่จะเหนื่อย ท้อ น้อยใจ หรือไม่อยากทำได้ในบางช่วงเวลา การยอมรับสภาวะอารมณ์ตามจริง ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสมดุลทางจิตใจ”

พ.อ.หญิง จิตรวีณา มหาคีตะ

อ.จูน ยังแนะนำการดูแลใจตัวเอง ที่ส่วนใหญ่ของผู้ดูแลไม่ได้เรียกร้องเวลามากมายจนกลายเป็นภาระเพิ่ม แต่คือการจัดสรรเวลาคุณภาพเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันเพื่อตั้งหลักและเชื่อมโยงกับตัวเองอีกครั้ง เพียงแค่การขอเวลา 5 ถึง 10 นาทีในตอนเช้า นั่งจิบกาแฟเงียบๆ มองบ่อปลา หรือฟังเสียงธรรมชาติโดยไม่หยิบโทรศัพท์ ก็ช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้ปรับคลื่นอารมณ์เข้าสู่สภาวะสงบก่อนเริ่มต้นวันใหม่

นอกจากนี้ เมื่อถึงจุดที่ร่างกายอดนอนหรือแบกรับไม่ไหว การกล้าที่จะสื่อสารเพื่อขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างหรืออาสาสมัครมาช่วยผลัดเปลี่ยนหน้าที่ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเมื่อจิตใจภายในเบาสบาย และได้รับการเติมเต็ม การสื่อสารที่ส่งออกไปหาผู้ป่วยก็จะเป็นไปโดยธรรมชาติด้วยความเข้าใจ นุ่มนวล และเปี่ยมด้วยพลังบวก

เพื่อนแท้ในวันที่ใจอ่อนล้า สัมผัสความสงบภายในผ่าน “การ์ดเพื่อนใจ”

อีกหนึ่งในเวิร์กช็อป ที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยความเศร้าภายในจิตใจ จากการได้ระบายความในใจถึงภาระอันหนักอึ้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นพลังงานเชิงบวก พาให้บรรยากาศกลับสู่ความสงบ ผ่อนคลายอีกครั้ง ผ่าน เครื่องมือที่จะช่วยสร้างการสนทนากับตัวเอง อย่าง “การ์ดเพื่อนใจ” ชุดแผ่นภาพลายเส้นการ์ตูนน่ารัก สีสันสดใส พร้อมถ้อยคำที่สะท้อนความจริงของชีวิต เช่น ปล่อยมันไป พักก่อนก็ได้ ใจดีกับตัวเองได้นะ ที่ ครูตุ้ง สุภาพร พัฒนาศิริ นักจัดกระบวนการด้านความรู้สึก (Self – Compassion) นำมาให้ทุกคนหยิบ แลกเปลี่ยน พูดคุย เสมือนทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนสภาวะภายใน

เมื่อหยิบการ์ดขึ้นมาแล้ว กระบวนการถัดมาคือการใช้เวลาพิจารณาภาพบนการ์ด อ่านข้อความใต้ภาพ ก่อนจะพลิกไปอ่านถ้อยคำขยายความด้านหลังอย่างช้าๆ เสมือนกำลังอ่านให้เพื่อนรักสักคนฟัง ซึ่งเพื่อนคนนั้นก็คือ ตัวเราเอง ขั้นตอนนี้คือหัวใจสำคัญของการเชื่อมโยงถ้อยคำบนการ์ดเข้ากับเรื่องราวในชีวิต เพื่อตั้งคำถามและค้นหาคำตอบว่า เราได้เรียนรู้อะไรจากการ์ดใบนี้ คือช่วงเวลาอันมีค่าที่ได้เปิดพื้นที่ปลอดภัยในการเปิดบทสนทนากับตัวเอง ทบทวนชีวิต สำรวจความรู้สึก และทำความเข้าใจสภาวะจิตใจโดยไร้การตัดสิน

รุ่งศรี สุเมธาศร หนึ่งในผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อป สิ่งที่ต้องการได้กลับไปคือการรีเซ็ตหัวใจ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการดูแลแม่ที่จะได้เวอร์ชั่นใหม่ของผู้ดูแลที่มีความเข้าใจทั้งผู้ป่วย และตระหนักรู้ในคุณค่าของตนเองไปพร้อม ๆ กัน

รุ่งศรี สุเมธาศร

เธอเล่าย้อนไปช่วงที่พ่อป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ ช่วง 2 ปีสุดท้ายก่อนจากไป พ่อกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ การดูแลในตอนนั้นเรียกว่าแทบจะดูแลเองทั้งหมด จากคนที่ทำอะไรไม่เป็นก็ต้องเรียนรู้ใหม่จากพยาบาล ตั้งแต่การดูดเสมหะไปจนถึงขั้นตอนการดูแลต่างๆ จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของพ่อ ที่เป็นการดูแลแบบ Palliative Care เพื่อให้พ่อได้จากไปอย่างสงบที่สุด

ทว่าในช่วงเวลานั้น ด้วยความรัก และความเป็นห่วงพ่อ เธอจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดจนแทบจะไม่มีเวลาปลีกตัวออกไปพัก แต่หลังผ่านการเวิร์กช็อปจึงเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่ผิด การทุ่มเทมากเกินไปจนลืมดูแลใจตัวเองทำให้เกิดความเครียดสะสมทั้งกับตัวเราและตัวผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัว

“หัวใจสำคัญที่ช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาได้ คือการปรับความคิดและทำความเข้าใจก่อนว่าท่านคือผู้ป่วย ท่านไม่ปกติแล้ว เมื่อเข้าใจ และยอมรับความจริงในจุดนี้ได้ หัวใจก็นิ่งพอที่จะพร้อมดูแลท่านต่อ แต่ขณะเดียวกัน มันก็เป็นสัญญาณเตือนว่าเรายังต้องเรียนรู้ และหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ เพื่อเป็นเราในเวอร์ชันที่ดียิ่งขึ้นเพื่อดูแลแม่ต่อ”

รุ่งศรี สุเมธาศร

เธอยังส่งกำลังใจไปถึงผู้ดูแลในครอบครัว และฝากไปถึงสังคมที่บางครั้งในสายตาของคนภายนอกมักจะมุ่งตรงไปที่ตัวผู้ป่วยเป็นอันดับแรก จนอาจลืมมองความรู้สึกของผู้ดูแลที่ยืนอยู่ข้างเตียง สิ่งที่ผู้ดูแลทุกคนต้องการมากที่สุดในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง คือ กำลังใจ และความเข้าใจ จากคนรอบข้างและสมาชิกในครอบครัว รวมถึงโอกาส และเวลาในการได้พักหายใจ เพื่อให้พวกเขามีพื้นที่ได้พักผ่อนและฟื้นฟูจิตใจตนเอง

สภาวะทางอารมณ์และจิตใจของผู้ดูแล เกิดขึ้นได้แม้กระทั่ง Caregiver มืออาชีพ ที่สะท้อนผ่านการทำงานภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่ง เธอเล่าว่า ในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหลายคนอาจมองเห็นภาพของแพทย์ และพยาบาลเป็นหลัก จนบางครั้งอาจละเลยบทบาทของ Caregiver ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาคือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยและครอบครัวมากที่สุด ต้องรับมือกับความคาดหวัง อารมณ์ และความตึงเครียดในชีวิตประจำวันไม่แพ้กัน

ความตั้งใจของการเข้าร่วมเวิร์กช็อปครั้งนี้ คือการเรียนรู้เครื่องมือในการสำรวจสภาวะอารมณ์ของตนเอง เพราะก่อนที่ Caregiver จะสามารถดูแลสภาวะจิตใจของผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตนเองต้องได้รับการฟื้นฟูและถอยออกมามองเห็นความคิดของตนเองก่อน เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทาย เช่น ผู้สูงอายุมีอาการเอาแต่ใจหรือมีความต้องการหลากหลาย การรับมือด้วยความใจเย็นเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องอาศัยการประเมินท่าที เข้าใจข้อจำกัด และสื่อสารอย่างอารมณ์คงที่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจิตใจของ Caregiver มีความสงบ และมั่นคงภายใน

“Caregiver ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีชีวิต มีจิตใจ และมีความเหนื่อยล้า การได้รับการยอมรับ ความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจจากสังคม ตลอดจนญาติและผู้รับบริการ ถือเป็นพลังใจสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง”

รุ่งศรี สุเมธาศร

คุณภาพชีวิตของผู้ดูแล คืออนาคตของการอยู่ดี เพื่อนำไปสู่การตายดี

แม้เวิร์กช็อปจะใช้เวลาในระยะสั้น ๆ เพียง 2 วัน ที่สวนโมกข์กรุงเทพ แต่ พรรณวิลาส แพพ่วง จากชีวามิตรฯ กล่าวย้ำถึงสิ่งสำคัญที่สะท้อนผ่านแววตาของผู้เข้าร่วมอย่างชัดเจน ว่าไม่ได้ต้องการเทคนิคการป้อนอาหารหรือการปฐมพยาบาลผู้ป่วย คนในครอบครับ แต่คือ ความท้อแท้ หมดหวัง และภาวะหมดไฟ ของคนที่พยายามเข้มแข็งมาโดยตลอด ชีวามิตร์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงต้องการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อเติมใจให้กับผู้ดูแล ได้กลับไปทำหน้าที่โดยรู้ถึงคุณค่าในตัวเอง

เนื่องจากความจริงที่น่ากังวลคือ ผู้ดูแลจำนวนมากเดินหน้าดูแลพ่อ แม่ หรือคนรัก ด้วยความรู้สึกว่า “เรายังไหว” ทำงานหนักเช้าจรดค่ำ แล้วกลับมาดูแลผู้ป่วยต่อโดยไม่ได้พักผ่อน แต่ในเชิงจิตวิทยาและกายภาพ เมื่อมนุษย์เข้าสู่ภาวะ “น้ำเต็มแก้ว” พลังงานบวก และกำลังใจที่เคยมีจะค่อยๆ มอดดับลง

เรื่องของ Caregiver จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนวัยเกษียณอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่คนทุก Generation ต้องเผชิญ การเรียนรู้เรื่องการดูแลอย่างถูกวิธี จึงไม่ใช่แค่เรื่องทักษะการปฐมพยาบาลโรคเฉพาะทาง แต่คือการเรียนรู้เรื่อง การสื่อสาร การปรับทัศนคติ และการสร้างสมดุลในชีวิต

พรรณวิลาส ยังอธิบายว่าแนวคิดนี้สอดคล้องกับหัวใจสำคัญของการวางแผนชีวิต นั่นคือการมองภาพรวมของ การอยู่ดี เพื่อนำไปสู่การตายดี เพราะหากคุณภาพชีวิตในระหว่างทางเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน และความเหนื่อยล้า การจะเดินทางไปถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และความสุขก็คงเกิดขึ้นได้ยาก

“สิ่งที่คิดว่าสังคมจะได้เวิร์กช็อปครั้งนี้ คือการเปิดมุมมองจากหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องที่มีพลังจะส่งต่อข่าวสารทำให้เรื่องของผู้ดูแลเป็นบริบทที่สำคัญกับทุก Generation เพราะสุดท้ายแล้วการที่สังคมเราจะมีความสุข และมีรอยยิ้มเข้าหากันได้ ไม่ได้วัดกันที่ว่าเรามีโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นกี่แห่ง แต่วัดกันที่ว่าเราสามารถดูแลคนที่คอยดูแลคนอื่นได้ดีพอแล้วหรือยัง”

พรรณวิลาส แพพ่วง

เมื่อย้อนกลับมาดูตัวเลขของ Caregiver ในระบบภาครัฐเวลานี้ มีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ในมิติเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนสังคม การให้ความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วย Palliative Care จึงจำเป็นต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการดูแลจิตใจของผู้ดูแลอย่างแยกขาดไม่ได้ สังคมต้องมองเห็นคุณค่า และสร้างระบบสนับสนุนให้แก่ Caregiver เพราะหากผู้ดูแลมีคุณภาพชีวิตที่ดี ย่อมส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเช่นกัน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active