คนไทย มรสุมใจพุ่ง 13.4 ล้านคน ดันแนวคิด สุขภาวะทางปัญญา อุดรอยรั่วระบบสาธารณสุขเดิม เยียวยาลึกระดับจิตวิญญาณ ทางรอดกู้ชีวิตคนทำงาน-เยาวชน
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 68 คณะรัฐมนตรีประกาศให้เดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ (Mind Month) โดยมีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขรับเป็นเจ้าภาพหลัก
วันนี้ (23 พ.ค.69) สถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทยถูกหยิบยกมาพูดคุยอีกครั้ง รวมถึงทิศทางในการขับเคลื่อนนโยบายของระบบสุขภาพจิตไทยในอนาตต ภายในงาน “Life-Saving Narratives: สื่อกู้ชีวิต ในวิกฤตเศรษฐกิจซ้อนวิกฤตใจ” ณ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยสถิติสำคัญว่า หากมองสถานการณ์สุขภาพจิตทั่วโลก ปี พ.ศ. 2568 มีประชากรมากกว่า 1 พันล้านคน (หรือ 1 ใน 7) กำลังใช้ชีวิตอยู่กับปัญหาสุขภาพจิต โดยครึ่งหนึ่งของทั้งหมด เริ่มต้นเมื่ออายุเพียง 14 ปี และไม่ได้รับการรักษา และผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางจิตรุนแรงมีอายุเฉลี่ยลดลงจากในอดีต 10-20 ปี ในขณะที่ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าเพียง 9% เท่านั้นที่ได้รับการรักษาอย่างเพียงพอ

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
สำหรับประเทศไทย พบว่าใน พ.ศ. 2569 ประชากรไทยมากกว่า 13.4 ล้านคนเคยมีปัญหาสุขภาพจิตหรือเคยเผชิญกับโรคจิตเวชอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มเป็นอย่างน้อย ได้แก่
- เยาวชน พบว่า ร้อยละ 65.54% เคยถูกกลั่นแกล้ง และอีกร้อยละ 55.3% เคยถูก cyberbullying
- วัยทำงาน พบ 42.7% เครียดจากภาระงาน และ 27.5% ต้องฝืนทำงานต่อไปทั้งที่กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต และยังเป็นกลุ่มที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสูงที่สุดด้วย (3,535 รายต่อปี)
- ผู้สูงวัย พบว่า มีผู้สูงวัย 1.8 ล้านคน (1 ใน 8) กำลังเผชิญกับการอยู่โดดเดี่ยว และผู้ป่วยสมองเสื่อม 6.8 แสนคน สร้างความเครียดและภาระทางใจให้กับผู้ดูแล 40-60%
- สตรีมีครรภ์และแม่วัยใส พบว่า มี 16% เผชิญกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด โดยเฉพาะในกลุ่มแม่วัยรุ่น

“สถาการณ์บ้านเรากำลังวิกฤต โดยเฉพาะสถิติที่บอกว่าแม้คนที่จบชีวิตสำเร็จส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานและผู้สูงอายุ แต่กลุ่มคนที่พยายามจบชีวิตส่วนใหญ่กลับเป็นเยาวชนซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี และตัวเลขที่เราเห็นทางสถิตินี้ ยังน้อยกว่าความเป็นจริงด้วยซ้ำ” พญ.วิมลรัตน์
จากรายงานการสอบสวนโรคกรณีฆ่าตัวตาย หรือ การกระทำรุนแรงต่อตนเอง (Self-Directed Violence,SDV) ระหว่าง ต.ค. 68 – มี.ค. 69 พบว่าปัจจัยกระตุ้นต่อการฆ่าตัวตายในหมวดวิกฤตชีวิต ของประเทศไทย 5 อันดับแรก ได้แก่
- การเกิดความขัดแย้งรุนแรงกับคนสำคัญในชีวิต
- การสูญเสียคยามสัมพันธ์กับคนสำคัญในชีวิต (หย่าร้าง เลิกรา พลัดพราก ตายจาก)
- ปัญหาสุขภาพที่ทำให้อับอายหรือล้มเหลว
- การเป็นหนี้ที่ไม่สามารถชำระได้ หรือถูกทวงให้อับอาย
- ประสบกับความล้มเหลวในที่ทำงาน เช่น (ถูกเลิกจ้าง ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ขาดทุน)

ด้าน ผศ. (พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย เปิดเผยข้อมูลว่า เมื่อมีคนฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน จะส่งผลกระทบต่อคนรอบตัวอีกอย่างน้อย 6 คน และมีคนอย่างน้อย 10% ที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการได้รับข่าวสาร
สำหรับสถานการณ์ทางจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียคนใกล้ตัวกระทันหัน ระหว่างการตายจากอุบัติเหตุ และจากการจงใจฆ่าตัวตาย มีทั้งจุดร่วมและจุดต่าง
โดยจุดร่วม คือ ทำให้เกิดการช็อก รู้สึกผิด เศร้า โกรธ และกังวลถึงอนาคตที่ไม่ได้วางแผน ในขณะที่ความรู้สึกที่เพิ่มขึ้นมาหากคนใกล้ชิดจากไปจากการฆ่าตัวตาย คือ ความอับอาย และการกล่าวโทษตัวเอง

นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย
“คนจำนวนมากไม่กล้าบอกสาเหตุการตายที่แท้จริงหากคนใกล้ชิดฆ่าตัวตาย เพราะมากไปกว่าความเสียใจ คือความรู้สึกอับอาย กลัวดดนตีตรา และกลายเป็นตราบาปของครอบครัว” นพ.ปราการ
ซึ่งการฆ่าตัวตายของคน 1 คน อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคนอย่างน้อย 6 คนในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ แต่อาจสร้างบาดแผลขนาดใหญ่ที่หากพวกเขาไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่การจบชีวิตตามก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม การป้องกันการฆ่าตัวตาย ไม่ได้มีแค่มิติทางสุขภาพจิตเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับมิติทาง สุขภาวะทางปัญญา (Spiritual Health) ด้วย
จารุปภา วะสี ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา อธิบายว่า เดิมทีสังคมคุ้นเคยกับคำว่าสุขภาพจิต (Mental Health) ที่เน้นการซ่อมแซม เยียวยา รักษาความป่วยไข้เป็นหลัก
จนกระทั่งปัจจุบัน ประเทศไทยเริ่มคุ้นเคยกับ จิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) มากขึ้น โดยเน้นที่การสร้างเสริม พัฒนาศักยภาพให้คนมีความสุขและเติบโต หรือที่เรียกว่าความงอกงามของมนุษย์ และแนวคิดของจิตวิทยาเชิงบวกนี้เองทำให้เริ่มมีส่วนซ้อนทับกับ สุขภาวะทางปัญญา

ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา
“Spiritual Health เป็นแก่นลึกสุดของชีวิต หากถูกพัฒนาจะทำให้เกิดคุณภาพด้านบวกภายใน เข้าใจความจริง และสามารถทำประโยชน์เกื้อกูลสู่ภายนอก”
จารุปภา เสริมความเข้าใจว่า ทั้งหมดมาจากหลักการการพัฒนาจากภายใน (inside) ไปสู่การทำประโยชน์ให้สังคม (outside)
อย่างไรก็ตาม หลักการนี้ถูกพัฒนาและนำไปสู่การปรับใช้แล้วในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในวงการ SDGs (Sustainable Development Goals)
ในปี 2020 โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักพัฒนาบุคคล และองค์กรในสวีเดน ได้ตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาเรามีเทคโนโลยีและแผนงานขับเคลื่อน SDGs ที่ดีพอแล้ว แต่เหตุใดจึงไม่สำเร็จสักที
นำมาซึ่งข้อสรุปว่า
เพราะมนุษย์เรายังมีศักยภาพภายใน (Mindset & Skills) ไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบขนาดนั้น SDGs เป็นเพียงสิ่งที่ต้องทำภายนอกเท่านั้น
จึงเกิดเป็นกรอบการพัฒนาทักษะของมนุษย์ IDGs (Inner Development Goals) ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมศาสตร์และจิตวิทยาด้วย
“SDGs เดินทางมาแล้วครึ่งทาง แต่ไม่สำเร็จสักที ในสวีเดนจึงเกิดเป็น IDGs ที่พัฒนาคุณภาพภายใน เพราะหากไม่สนใจเรื่องภายใน การทำ SDGs เท่าไหร่ก็ไม่มีทางสำเร็จ”
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อคำถามถึงเรื่องของการใช้แนวคิด spiritual health ดังกล่าวในการดูแลรักษาสภาวะทางจิตใจ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยยังถามหาถึงใบประกอบวิชาชีพ
พญ.วิมลรัตน์ เสริมว่า การทำงานของจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาการให้คำปรึกษาจำเป็นต้องมีใบประกอบวิชาชีพ เพราะเป็นการทำงานบนพื้นฐานของการรักษาเยียวยาให้หายจากโรค

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การดูแลจิตใจและตัวตนของมนุษย์คนหนึ่งที่ลึกระดับจิตวิญญาณนั้น นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ที่มีใบรับรองอาจทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่อาจจำเป็นต้องควบคู่ไปกับการทำงานผ่านกระบวนการเรียนรู้จากด้านในที่มาจากผู้เชี่ยวชาญและของตัวบุคคลนั้นเองด้วย
