หมอไม่พอ-คิวรอนาน ดันโมเดล “ดูแลใจด้วยชุมชน” สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเยียวยาแผลใจคนไทย

ปี2569 ประชากรไทยกว่า 13.4 ล้านคน เคยมีปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคจิตเวช มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากว่า 5,200 คนต่อปี โดยทุก ๆ 2 ชั่วโมงมีคนฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ในขณะที่การเข้าถึงบริการทางสุขภาพจิตยังเป็นไปได้ยาก ไม่เพียงพอ และไม่ทั่วถึงที่โดยมากกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯและเขตเมืองใหญ่  

วันนี้ (26 พ.ค. 69) เนื่องใน “เดือนแห่งสุขภาพใจ” หรือ “Mind Month” The Active ไทยพีบีเอส และภาคีเครือข่าย เปิดเวทีแลกเปลี่ยนระดมความคิดเห็นเพื่อออกแบบชุมชนดูแลสุขภาพจิตที่อยากเห็น ภายในเวที Policy Forum: สุขภาพใจ ดูแลด้วยชุมชน ณ Convention Hall ไทยพีบีเอส

เมื่อปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่มองเห็นภายนอกได้ยาก ทำให้การคัดกรองและการดูแลยากตามไปด้วย ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนบุคคลากรและการกระจุกตัวอยู่เพียงส่วนกลางอย่างกรุงเทพฯ ทำให้คนไทยยากต่อการรับการบริการอย่างทั่วถึงเท่าเทียม การทำงานด้านสุขภาพจิตในระดับชุมชนจึงเป็นรากฐานสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการทำงานด้านสุขภาพจิตในไทย

อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ผู้ก่อตั้ง Sati App และผู้รับผิดชอบโครงการม้านั่งมีหู แลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงว่าการเข้าถึงการรักษาสุขภาพจิตในประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำสูง รพ.เอกชนมีค่าใช้จ่ายแพงมาก ในขณะพี่รพ.รัฐบาลก็รอคิวนาน นอกจากส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยเองแล้ว แพทย์และบุคคลากรยังเผชิญกับภาวะหมดไฟ

การพึ่งพาการรักษาดูแลจากส่วนกลางจึงอาจไม่ตอบโจทย์ ชุมชนจึงกำลังเป็นปัจจัยหลักและต้นทุนชั้นดีในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตคนไทย

“หากมองภาพใหญ่ เราอาจคุ้นเคยว่าป่วยใจก็ต้องไปหาหมอรักษา แต่ก่อนไปถึงจุดนั้น ชุมชนจะทำหน้าที่ป้องกัน (prevention) ให้กับผู้คนที่เครียดได้ และยังทำหน้าที่หลักในการสร้างผู้ดูแลด้วย (key stakeholder)”

ด้าน ชูไชย นิจไตรรัตน์ ผอ.มูลนิธิแพธทูเฮลท์ ผู้ขับเคลื่อนทำงานด้านสุขภาพจิตกับชุมชน เสริมว่า ว่าชุมชนแต่ละแห่งมีบริบทที่แตกต่างกัน และยังมีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกสมัยใหม่ การใช้เครื่องมือในการดูแลสุขภาพจิตจึงจำเป็นต้องออกแบบให้เหมาะกับความซับซ้อนที่เกิดขึ้นด้วย 

และหากถามว่าตอนนี้ คนกลุ่มไหนมีความน่าเป็นห่วงที่จะเผชิญปัญหาสุขภาพจิตมากที่สุด ชูไชยเน้นย้ำว่า ทุกคน

“วันนี้ทุกคนอยู่ในสภาวะน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่ต้องดูแลผู้สูงอายุด้วย ลูกหลานด้วย หรือกลุ่มแคร์กิฟเวอร์ที่ดูแลผู้ป่วย จำเป็นต้องสร้างพื้นที่ให้พวกเขาได้ระบายก่อนที่จะเจ็บป่วยมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แต่ละชุมชนมีต้นทุนต่างกัน จำเป็นต้องออกแบบให้เหมาะสมบางชุมชนเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตดี แต่บางที่ยังตีความว่าศูนย์สุขภาพจิตชุมชนมีไว้สำหรับคนบ้า ต้องกลับมาทำความเข้าใจให้เท่ากันว่าสุขภาพจิตก็เหมือนสุขภาพกาย ป่วยได้ก็รักษาได้

ผอ.มูลนิธิแพธทูเฮลท์ ยังระบุว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ชุมชนจะต้องทำหน้าที่สร้างพื้นที่ดูแลใจก่อนที่จะมีผู้เจ็บป่วยทางใจมากไปกว่านี้ แมัในวันนี้มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องแต่กลับเดินไปคนละทิศทาง

“เราเหมือนลงเรือลำเดียวกัน แต่ต่างคนต่างพายเรือ ออกแรงไปตามทิศทางตามตัวชีวิต โดยไม่รู้ว่าเป้าหมายจะพายไปทางไหน”

ทิศทางการทำงานด้านสุขภาพจิตในไทยกำลังมุ่งไปทางไหน ?

นพ.บุรินทร์ สุรอรุณสัมฤทธิ์ ผอ.สำนักวิชาการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ระบุว่าปัจจุบัน คนไทยมีความเจ็บป่วยทางอารมณ์ที่มากขึ้นและหลากหลาย ทำให้รูปร่างของสุขภาพจิตแต่ละคนต่างกัน ทำให้กรมสุขภาพจิตขับเคลื่อนด้วย 3 หลัก ได้แก่ Multistakeholder collaboration หรือการร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะชุมชน Mental Health Literacy (ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต) และมีการใช้เทคโนโลยี โดยให้ผู้ใช้เป็นชุมชนมากขึ้น 

โดย Mental Health Literacy ไม่ใช่แค่การรู้ แต่ต้องรอบรู้ เอาตัวรอดได้ รู้ว่าจะทำอย่างไรให้สุขภาพจิตตัวเองดีขึ้น แล้วแชร์ต่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีหลักการ

“ความรอบรู้นี้คือการเปลี่ยนแปลงจากข้างใน ทำให้เขาแข็งแกร่งและมีภูมิต้านทาน” นพ.บุรินทร์

ด้าน สุภาภรณ์ ศรีธัญรัตน์ ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 ได้ทำงานขับเคลื่อนด้านสุขภาพจิตชุมชนมาโดยตลอด โดยปัจจุบันประเทศไทยมีศูนย์สุขภาพจิต ครบ 13  กระจายอยู่ทุกเขตสุขภาพทั่วประเทศจนกลายกลายเป็นจุดเชื่อมต่อนโยบายจากกรมสุขภาพจิตสู่ชุมชน 

“แต่ละชุมชนบริบทต่างกัน เราต้องออกแบบว่าจะนำนโยบายจากกรมสุขภาพจิตมา plug in กับพวกเขาอย่างไรให้คลิกกับชุมชน” 

ด้าน บุญชอบ ทับไกร ผอ.กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลหลักห้า อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร  ในบทบาทของท้องถิ่นที่รับผิดชอบ 41 ชุมชน เสริมว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้การดำเนินโยบายสอดคล้องกับบริบทชุมชนจำเป็นต้องขับเคลื่อนผ่าน แกนนำชุมชนที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agents)

“เราเชื่อว่าไม่มีใครจะดูแลคนในชุมชน ได้ดีกว่าคนในชุมชนกันเอง สิ่งสำคัญคือ เราต้องสร้างคน อาจเป็นผู้นำชุมชน อสม. หรือใครสสักคนที่มีใจ แล้วการเปลี่ยนแปลงนี้จะยั่งยืนระยะยาว”

ชุมชนหัวใจแข็งแรง ต้องสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง

การสร้างคนที่จะทำหน้าที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้นั้นจะเป็นต้องได้รับการติดอาวุธด้านทักษะการดูแลตนเองและดูแลผู้อื่น

ชูไชย ระบุว่าหัวใจสำคัญที่สุดของการสร้างคนดูแลใจ คือ การสร้างเกราะป้องกันใจให้เขาดูแลตัวเองได้ หากดูแลตัวเองได้ดีแล้ว เขาจะเติบโต และสามารถดูแลคนอื่นจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“คนที่จะดูแลคนอื่นได้นั้น ต้องเห็นคุณค่าในตัวเอง มีความสุข และหัวใจแข็งแรง”

ผอ.มูลนิธิแพธทูเฮลท์ เล่าว่าที่ผ่านมาใช้วิธีสร้างคนและในการดูแลใจในชุมชนผ่านกระบวนการ และบอร์ดเกมอย่างบันใดงู มีสถานการณ์สมมุติให้ผู้เล่นแชร์ประสบการณ์ เช่น หากตนเองเจอเรื่องทุกข์ใจจะหาทางออกอย่างไร หรือมีวิธีรับฟังกับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาอย่างไร ฯลฯ

“เรานำงานวิชาการมาย่อยให้เป็นเกม เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจและนำไปใช้ได้ง่าย เมื่อสร้างพวกเขาได้แล้ว เขาจะนำความรู้นี้ไปสื่อสารต่อตามบริบทพื้นที่ของเขา”

ปัจจุบัน มีชุมชุนที่เป็นพื้นที่เรียนรู้แล้ว 107 แห่งทั่วประเทศ และกว่า 30 ท้องถิ่นพัฒนาสู่ข้อบัญญัติในท้องถิ่นด้วยชุมชนหัวใจแข็งแรง ต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

สุภาภรณ์ เห็นสอดคล้องว่า แต่ละชุมชนมีบริบทต่างกัน การจัดการย่อมต่างกัน แต่สิ่งพื้นฐานที่ควรมีเหมือนกันคือการสร้างคน ที่ต้องมีทักษะเบื้องต้น คือ สามารถคัดกรองความเจ็บป่วยใจเบื้องต้น เป็นพื้นที่ปลอดภัยในหคนในชุมชน และมีทักษะในการดูแลใจทั้งตนเองและผู้อื่น

“การลงทุนที่ดีที่สุดของชุมชน คือ การลงทุนในคน แล้วพวกเขาจะทำให้เกิดพลังในการดูแลวจกันและกัน และกลายเป็นต้นทุนให้กับชุมชนได้ในระยะยาว”

ด้าน นพ.บุรินทร์ ยอมรับว่าแม้มาตรฐานสุขภาพจิตชุมชนในบ้านเรายังไม่ดีมากนัก เนื่องจากยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานอย่างเป็นรูปธรรม แต่ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานที่มีเป้าหมายร่วมกัน และสิ่งหนึ่งที่ต้องเร่งเพิ่มเติม คือ กลุ่มผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยง

“กลุ่มเปราะบางในชุมชนอาจกำลังถูกละเลย ต้องทำให้เขาเข้าถึงการดูแลให้มากที่สุด และต้องวางระบบเชื่อมต่อกันให้ได้รับการดูแลต่อเนื่องและมีการส่งต่อ“

ผอ.สำนักวิชาการสุขภาพจิต ย้ำว่า การทำให้ข้อมูลเชื่อมต่อกันไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวชี้วัดเท่านั้น แต่นำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสุขภาพจิตในอนาคต

ท้ายที่สุดแล้ว การลงทุนกับคนยังเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด การทุ่มงบประมาณกับคนเพื่อพัฒนาศักยภาพ ปรับวิธีคิด และให้องค์ความรู้ คือการการลงทุนสำหรับอนาคต

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active