ส่องบทบาท Caregiver ท่ามกลางแนวคิด-นโยบาย ‘อาสาพยาบาล’

ผอ.รพ.แก่งคอย เสนอ ‘แก่งคอยโมเดล’ รื้อระบบดูแลกลุ่มเปราะบางทุกคนต้องมีคนดูแล ตั้ง ‘ศูนย์คุณภาพชีวิตตำบล’ รวมทุกส่วนงาน สธ. – มท. – พม. – อบต. จบปัญหาทำงานซ้ำซ้อน รองรับงบประมาณจากหลายแหล่ง บริหารจัดการได้คล่องตัว 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแก่งคอย ให้สัมภาษณ์ The Active สะท้อนภาพระบบดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชน โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ท่ามกลางปัญหาเด็กเกิดน้อย ทำให้ภาระการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบดูแลระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยทั้งครอบครัว ชุมชน อาสาสมัคร และหน่วยงานท้องถิ่นทำงานร่วมกัน

นพ.ประสิทธิ์ชัย บอกอีกว่า การดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ควรเริ่มจากการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะพึ่งพิง แต่เมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้นมาแล้ว ครอบครัวถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการวางแผนดูแล ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน ญาติ หรือผู้ดูแลในครัวเรือน

“หลายครอบครัวต้องกลับมาคิดว่าใครจะเป็นคนดูแล มีลูกหลานหรือไม่ มีศักยภาพในการจ้างคนดูแลหรือเปล่า บางคนอาจใกล้เกษียณแล้วกลับมาอยู่บ้านเพื่อดูแลพ่อแม่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ family care โดยตรง”

นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร

นพ.ประสิทธิ์ชัย ระบุอีกว่า หลังจากระดับครอบครัวแล้ว ประเทศไทยยังมีจุดแข็งคือระบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ที่กระจายอยู่ในชุมชน โดยเฉลี่ยหมู่บ้านหนึ่งมีประมาณ 10 คน ทำหน้าที่ดูแลด้านสุขภาพ คัดกรองโรค เฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม และเยี่ยมเยียนประชาชน

อย่างไรก็ตาม อสม.ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลเต็มเวลา หรือ caregiver โดยตรง แต่เป็นกำลังสนับสนุนในระดับชุมชน

โครงสร้าง “Caregiver” ไทย มีทั้งวิชาชีพและภาคประชาชน

นพ.ประสิทธิ์ชัย ยังอธิบายว่า คำว่า Caregiver เป็นคำรวมของคนดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • กลุ่มวิชาชีพ (Professional Caregiver) เช่น แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด และบุคลากรสาธารณสุข

  • กลุ่มไม่ใช่วิชาชีพ เช่น ญาติ ลูกหลาน เพื่อนบ้าน หรือผู้ผ่านการอบรมระยะสั้นเพื่อช่วยดูแลผู้ป่วย

ส่วนผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร 70 ชั่วโมง หรือ 120 ชั่วโมงนั้น ถือเป็น caregiver ระดับกลางที่ผ่านการฝึกทักษะเฉพาะด้าน แม้ไม่ใช่วิชาชีพเต็มรูปแบบ แต่สามารถช่วยดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงได้

“ภาษาไทยง่าย ๆ ก็คือคนดูแลคนป่วยทั้งหมด เพียงแต่ระดับความเชี่ยวชาญต่างกัน”

นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร

ปัจจุบัน Caregiver ที่ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงในชุมชน มีผู้ดูแลหลักอยู่ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม “อาสาบริบาล” ภายใต้กลไกของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งใช้งบจ้างเหมาบริการจากกองทุน Long Term Care (LTC) โดยผู้ปฏิบัติงานในกลุ่มนี้ยังสามารถมีสถานะเป็น อสม. ได้

อีกกลุ่มคือ “Care Giver (CG)” จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ สปสช. ตั้งงบฯ ต่างหาก เป็นกลุ่มที่ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า แต่มีเงื่อนไขว่าไม่สามารถเป็น อสม. ควบคู่ได้ โดยโครงการดังกล่าวจะสิ้นสุดสัญญาในปีงบประมาณหน้า 

สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีทั้งการรับฟังการทำงานของทีมพยาบาล CM, CG อาสา, นักพัฒนาชุมชน และฝ่ายท้องถิ่น รวมถึงลงเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่จริง เพื่อสะท้อนบทบาทของ คนตัวเล็ก ที่ช่วยประคับประคองคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชน

ย้อนที่มา “อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น” จากความร่วมมือ สธ.-มท.

นพ.ประสิทธิ์ชัย ยังย้ำถึง ระบบอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น เริ่มต้นจากการที่กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยและกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พัฒนาหลักสูตรอบรม caregiver 70 ชั่วโมง ก่อนต่อยอดเป็น 120 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มทักษะในการดูแลผู้สูงอายุ

ช่วงแรกยังไม่มีงบประมาณรองรับ เป็นเพียงการอบรมให้ อสม.หรือคนในชุมชนมีศักยภาพมากขึ้น ก่อนที่ภายหลังจะมีการประสานกับกระทรวงมหาดไทย จนเกิดงบประมาณสำหรับจ้าง อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น ผ่านองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล

โดยผู้ผ่านอบรม 70 ชั่วโมง จะได้รับค่าตอบแทนประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน ส่วนผู้ผ่าน 120 ชั่วโมง จะได้รับประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน

“ตอนแรกส่วนกลางช่วยให้งบฯ แต่หลังจากนั้นท้องถิ่นต้องใช้งบฯ ตัวเองจ้างต่อ”

นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร

ผอ.รพ.แก่งคอย ยังอธิบายถึง ระบบดูแลระยะยาวผู้สูงอายุ หรือ Long Term Care (LTC) ของ สปสช. ที่ดำเนินมานานกว่า 10 ปี และมี Care Plan เป็นหัวใจสำคัญ โดยระบบนี้เริ่มจากพยาบาลวิชาชีพในพื้นที่จัดทำแผนดูแลรายบุคคล ก่อนเสนอผ่าน อบต.หรือเทศบาล เพื่อขอรับงบประมาณจาก สปสช. จากนั้นจึงนำงบมาจัดบริการดูแลผู้ป่วยในชุมชน

โดยผู้ปฏิบัติงานในระบบ LTC อาจเป็น อสม.หรือ caregiver ที่ผ่านการอบรม ซึ่งรับค่าตอบแทนแบบรายวันหรือรายชั่วโมงตามแผนการดูแล ไม่ใช่การจ้างประจำรายเดือน ขณะที่งบฯ ของ LTC และงบอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นเป็นคนละก้อน และมีโครงสร้างบริหารต่างกัน แม้จะทำงานกับกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน

เสนอ “อาสาพยาบาล” ต้องไม่จำกัดแค่คนจบปริญญา

นพ.ประสิทธิ์ชัย ยังกล่าวถึงแนวคิด อาสาพยาบาล ที่กำลังถูกพูดถึงในระดับนโยบาย ว่ายังไม่มีความชัดเจน แต่เชื่อว่ารัฐต้องการสร้างงานให้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้จบปริญญาตรี

อย่างไรก็ตาม หากกำหนดคุณสมบัติเฉพาะผู้จบปริญญา อาจทำให้เกิดปัญหาขาดคนทำงานจริงในชุมชน เพราะหลายพื้นที่มีคนที่พร้อมดูแลแต่ไม่ได้จบระดับปริญญา

“จริงๆ แล้วอาจไม่จำเป็นต้องจบปริญญาก็ได้ อาจแบ่งระดับ เช่น จบปริญญาได้เงินเดือนหนึ่ง อีกแบบไม่จบก็อีกระดับ แต่ควรเปิดทางให้คนในพื้นที่เข้ามาทำงานได้”

นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร

พร้อมเสนอแนวทางที่เหมาะสม คือ การอัปเลเวล caregiver เดิม หรืออาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น ไปสู่อาสาพยาบาล มากกว่าการสร้างระบบใหม่แยกออกมา

พร้อมเตือนว่า หากรัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายนี้ จำเป็นต้องตอบคำถามเรื่องงบประมาณระยะยาว เพราะหากมีการจ้างอาสาพยาบาลทุกตำบลทั่วประเทศ จะใช้งบฯ จำนวนมหาศาล

ชี้ผู้สูงอายุเพิ่มต่อเนื่อง ต้องขยายกำลังคนดูแล

นพ.ประสิทธิ์ชัย ยังระบุว่า โดยเฉลี่ย caregiver 1 คน ดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงได้ประมาณ 4 คนเท่านั้น และในอนาคตจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ความต้องการผู้ดูแลเพิ่มตาม

ดังนั้น การวางระบบจึงไม่สามารถคิดเพียง หนึ่งหมู่บ้านต่อหนึ่งคน แต่ต้องคำนวณจากจำนวนผู้ป่วยจริงในพื้นที่

ดัน “ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล” เป็นศูนย์กลางดูแลกลุ่มเปราะบาง

นพ.ประสิทธิ์ชัย ยังชี้ว่า ปัญหาปัจจุบันคือหลายหน่วยงานต่างทำงานเรื่องผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางแยกกัน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน จึงเสนอแนวคิด Area-based Care หรือ การจัดระบบบนฐานพื้นที่ โดยใช้ระดับตำบลเป็นแกนกลาง เนื่องจากมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นนิติบุคคล มีงบประมาณ และสามารถบริหารจัดการคนในพื้นที่ได้

นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแก่งคอย

“จริงๆ ศูนย์ไม่จำเป็นต้องเป็นตึกใหญ่โต แต่คือกลุ่มคนที่มานั่งคุย วางแผน และจัดการร่วมกัน”

นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร

แนวคิดดังกล่าว คือการตั้ง ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต ระดับตำบล เพื่อรวบรวมทุกภาคส่วน ทั้ง อบต. รพ.สต. อสม. caregiver ภาคประชาชน และเอกชน มาทำงานร่วมกันภายใต้ฐานข้อมูลเดียวกัน

จากนั้นจึงกระจายคนดูแลตามจำนวนผู้ป่วยจริง หากกำลังคนไม่เพียงพอ ก็สามารถประสาน อสม.เข้ามาช่วยดูแลบางส่วนได้

“คนไข้ก็มีอยู่เท่านี้ คนทำงานก็มีอยู่เท่านี้ ถ้ารวมกันทำก็จบ ไม่ต้องต่างคนต่างทำจนซ้ำซ้อน”

นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร

สระบุรีเดินหน้าต้นแบบ “ทุกคนต้องมีคนดูแล”

นพ.ประสิทธิ์ชัย ย้ำทิ้งท้ายว่า จังหวัดสระบุรีกำลังเริ่มขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าว ภายใต้การผลักดันของผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และหน่วยงานท้องถิ่น โดยตั้งเป้าหมายว่า ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และกลุ่มเปราะบางทุกคน จะต้องมีระบบดูแลรองรับ

พร้อมมองว่า หากศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบลดำเนินการต่อเนื่อง และขึ้นทะเบียนตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย รวมถึงเชื่อมกับกระทรวง พม.ได้ในอนาคต จะช่วยให้หน่วยงานเหล่านี้สามารถรับงบประมาณจากหลายแหล่ง และบริหารจัดการได้คล่องตัวมากขึ้น

“ถ้าทำให้เป็นนิติบุคคลที่ถูกกฎหมาย รับงบฯ ได้หลายทาง ขั้นตอนจะลดลง คนเข้ามาช่วยมากขึ้น แล้วระบบดูแลกลุ่มเปราะบางจะเดินได้จริง”

นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active