พบช่องโหว่บังคับใช้ มาตรา 12 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ บุคลากรทางการแพทย์ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ไร้การสนับสนุน ใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ ไม่ตรงตามเจตนาผู้ป่วย หวัง พ.ร.บ.ตายดี ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คุ้มครองกลุ่มเปราะบางที่ยังตกหล่น จี้ รัฐลงทุนเพิ่มงบฯ กำลังคน ปลดล็อกท้องถิ่นดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ขณะที่ ‘สส.ประชาชน’ รับข้อเสนอแนะไปปรับปรุง ก่อนชงร่างฯ เข้าสภาฯ
วันนี้ (8 ส.ค. 2569) พรรคประชาชน จัดเวทีนโยบายสาธารณะเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ People’s Halth Policy Lab เสวนา และรับฟังความเห็นคนทำงานหน้างานเพื่อพัฒนามาตรการทางสังคม และ นโยบายสาธารณะเพื่อการตายไม่ทรมาน โดยมีภาคประชาสังคมที่ทำงาน ด้านการดูแลแบบประคับคอง (Palliative Care) บุคลากรทางการแพทย์ นักวิชาการ และประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ หรือ พ.ร.บ.ตายดี
พ.ร.บ.ตายดี ปิดจุดอ่อน มาตรา 12
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข จากพรรคประชาชน และในฐานะผู้เสนอ พ.ร.บ.ตายดี กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดเวทีเพื่อประเมินความพร้อม และปิดจุดอ่อนของกฎหมาย ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นการยุติชีวิตตนเองด้วยความสมัครใจโดยการช่วยเหลือทางการแพทย์ (MAID) และสิทธิในการกำหนดชีวิตช่วงท้ายของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี

จากการแลกเปลี่ยนในกิจกรรม สะท้อนให้เห็นว่าแม้ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 กำหนดว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนฯ (Living Will) แต่ยังคงมีช่องว่างในการนำไปบังคับใช้ที่ขาดการสนับสนุนที่เพียงพอ อีกทั้งบุคลากรทางการแพทย์ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนพบปัญหาการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ เช่น การที่ญาติหรือครอบครัวเป็นผู้เซ็นเอกสารแทนผู้ป่วย ซึ่งไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่แท้จริง
“สิ่งที่นโยบายบอกว่าไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จำเป็นต้องลงรายละเอียดและการลงทุน ทั้งงบฯ กำลังคน เพื่อให้ดูแลได้อย่างครอบคลุม และเคารพประชาชนมากขึ้น ร่างฯ ที่เรามีการรับฟังวันนี้จึงเน้นคุ้มครองกลุ่มเปราะบางที่กฎหมายเดิมยังตกหล่น เช่น ผู้ป่วยระยะท้ายที่ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ผู้ป่วยสมองเสื่อม พิการซ้ำซ้อน หรือคนไร้บ้าน”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
ย้ำ มาตรา 12 ยังไร้แนวปฏิบัติ แพทย์-พยาบาล ไม่ทำตามความต้องการผู้ป่วย
สอดคล้องกับ วรรณา จารุสมบูรณ์ ประธานกลุ่ม Peaceful Death สะท้อนในวงเสวนาว่า ประเด็นปัญหากระทบตั้งแต่ระดับความเข้าใจของสถานพยาบาล โดยบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการดูแลแบบ Palliative Care หลายกรณีปฏิเสธการรับหนังสือ Living Will จากประชาชนที่ยังไม่ป่วยหนัก ขณะเดียวกัน การจัดทำเอกสารในบางพื้นที่ก็กลายเป็นเพียงการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุตัวชี้วัด โดยไม่ได้ประเมินระดับความตระหนักรู้ของประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ มาตรา 12 ยังขาดแนวปฏิบัติที่ชัดเจน และกลไกในการคุ้มครองทำให้เมื่อเกิดกรณีที่ผู้ให้บริการทางการแพทย์ไม่ได้ปฏิบัติตามความต้องการของผู้ป่วย ประชาชนก็ยังคงสับสน และไม่มีบทคุ้มครองหรือมาตรการเรียกร้องความรับผิดชอบที่ชัดเจน
ขณะที่การขับเคลื่อนมาตรา 12 จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลแบบ Palliative Care เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการความเจ็บปวด และการเลือกสถานที่เสียชีวิต แม้ระบบบริการ Palliative Care ในประเทศไทยจะกระจายครอบคลุมตั้งแต่โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ไปจนถึงโรงพยาบาลชุมชน แต่คุณภาพและศักยภาพในการให้บริการยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูง
“เราพบว่าแพทย์ และพยาบาลส่วนใหญ่ ยังขาดทักษะการจัดการอาการรบกวนในระยะสุดท้าย และการสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัว ขณะเดียวกัน หลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนแพทย์ยังไม่ได้บรรจุวิชาการดูแลแบบ Palliative Care ไว้อย่างเป็นรูปธรรม และลงรายละเอียด แม้จะมีการเรียกร้องมานานกว่า 10–20 ปี จะทำยังไงให้เกิดการบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อรองรับความต้องการของสังคมในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ”
วรรณา จารุสมบูรณ์





ประธานกลุ่ม Peaceful Death บอกอีกว่า ปัจจุบันที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ ผู้ป่วยและครอบครัวต้องแบกรับภาระทั้งการขาดแคลนผู้ดูแล (Caregiver) และปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนไร้พึ่ง หรือกลุ่มคนจนเมืองที่ไม่มีสถานที่สำหรับเสียชีวิตในวาระสุดท้าย การดูแลผู้ป่วยให้ตายดีจึงไม่ควรเป็นเพียงภาระของครอบครัวหรือโรงพยาบาล แต่ต้องอาศัยการบูรณาการข้ามกระทรวง ทั้ง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้ความเครียดสะสมจนนำไปสู่เหตุสลดใจ
ขณะที่บรรยากาศการแลกเปลี่ยน พ.ร.บ.ตายดี และสิทธิยุติชีพโดยความช่วยเหลือทางการแพทย์ (MAiD) มีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย เช่น ความกังวลต่อกลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นจากกฎหมายเดิม เช่น ผู้ป่วยระยะท้ายที่ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ผู้มีภาวะสมองเสื่อม คนพิการซ้ำซ้อน กลุ่มคนไร้บ้าน รวมถึงผู้ดูแลผู้ป่วยในครอบครัว (Family Caregiver) ซึ่งเผชิญภาวะหมดไฟ และแบกรับภาระที่หนักเกินไป แนวโน้มผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ลำพังโดยไม่มีลูกหลานช่วยตัดสินใจในวาระสุดท้าย ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องวางมาตรการคุ้มครองเชิงรุกตั้งแต่ช่วงที่ยังสุขภาพดี ป่วยหนัก จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะทั้งหมด เอกภพ จะนำไปปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ตายดี โดยเฉพาะการขยายนิยามของสถานพยาบาลให้ครอบคลุมการบริการของท้องถิ่นร่วมกับภาคประชาสังคม ก่อนจะยื่นเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนญัตติเรื่องการจัดสวัสดิการสังคม และสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุอยู่ลำพัง เพื่อนำไปสู่อภิปรายและผลักดันในชั้นกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องต่อไป
