สส.พรรคประชาชน เสนอกฎหมายตายดี ให้คนไทยมีสิทธิเข้าถึงการรักษาแบบประคับประคองถ้วนหน้า และการเลือกจบชีวิตตนเอง หวังยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตระยะสุดท้ายรองรับสังคมสูงวัย หากกฎหมายผ่าน คาดใช้เวลาศึกษาและเตรียมความพร้อมทั้งระบบ 3-6 ปี ก่อนมีผลบังคับใช้จริง
วันนี้ (19 เม.ย. 69) เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยกับ The Active ว่าต่อจากนี้สังคมไทยจะมีจำนวนผู้สูงวัยมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะตามมาด้วยผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง และผู้ป่วยระยะท้าย แต่ในปัจจุบัน ระบบการดูแลผู้ป่วยระยะยาวและระยะท้ายยังไม่รองรับและเข้าถึงทุกคนอย่างถ้วนหน้า
จากช่องว่างดังกล่าว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแก้ไขกฎหมาย เพื่อกำหนดสิทธิการเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองให้เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน โดยเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 12 โดยเพิ่มมาตราที่ 12/1 และ 12/2

พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 12 คืออะไร ?
พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 มีสาระสำคัญ ดังนี้
“บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ การดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
กล่าวคือ คนไทยทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกตายอย่างสงบโดยธรรมชาติได้ โดยสามารถปฏิเสธรับการรักษาที่มีเจตนาเพื่อยื้อชีวิตตนเองเกินความจำเป็นที่อาจนำมาซึ่งความทุกข์ทรมาน (เช่น การสอดท่อหายใจ ใช้เครื่องปั๊มหัวใจ ฯลฯ)
ความต้องการทั้งหมดนี้ ทุกคนสามารถระบุไว้ในหนังสือแสดงเจตนา (Living Will) หรือที่เรียกว่า “สมุดเบาใจ” ล่วงหน้าได้
โดยแพทย์หรือผู้ให้บริการสาธารณสุขจะต้องดูแลผู้ป่วยตามอาการและจัดการความเจ็บป่วยไปตามหลักการทางการแพทย์ หรือที่เรียกว่าการดูแลแบบประคับประคอง และการที่บุคลากรเหล่านี้ปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนาของผู้ป่วยจะไม่มีความผิดและไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายใด ๆ
ดีแล้ว แต่ยังไม่พอ – เสนอแก้ไขกฎหมาย เข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองถ้วนหน้า-สิทธิขอจบชีวิตตนเอง
เอกภพ ยังมองว่า สิทธิตามมาตรา 12 ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี แต่จะดีกว่าหากคนไทยทุกคนได้รับสิทธินี้ทันทีอย่างถ้วนหน้า โดยไม่ต้องร้องขอและเข้าถึงได้เลยอย่างเท่าเทียม รวมไปถึงสิทธิในการขอยุติชีวิตตนเองด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์ เมื่อเข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิตด้วย
จึงเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 12 โดยเพิ่ม 2 มาตรา ได้แก่ 12/1 และ มาตรา 12/2
โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. มาตรา 12/1: การดูแลประคับประคองต้องเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนไทยทุกคนโดยไม่ต้องร้องขอ
เอกภพ มองว่า ตามมาตรา 12 เดิม คนไทยจำเป็นต้องทำหนังสือแสดงเจตนา (living will) ก่อนว่าต้องการปฏิเสธการยื้อชีวิตแล้ว จากนั้นจึงจะได้รับการดูแลแบบประคับประคอง
แต่ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนไทยทุกคนจะรู้ว่าตนเองมีสิทธินี้ และไม่ใช่ทุกโรงพยาบาลหรือสถานบริการทางการแพทย์จะมีบริการด้านการดูแลแบบประคับประคอง จึงทำให้ผู้ป่วยระยะท้ายหลายรายไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ และต้องอยู่กับความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ
“ในบางราย การเข้าสู่ความเจ็บป่วยระยะท้ายเป็นเรื่องฉุกเฉิน เช่น เจออุบัติเหตุหนักแล้วเข้าสู่ระยะท้ายเลย เขาย่อมยังไม่ทันได้เตรียมตัว วางแผน หรือเขียนสมุดเบาใจมาก่อน ต่อจากนี้ เขาก็ควรได้รับสิทธินั้นทันทีโดยไม่ต้องร้องขอ เพราะมันควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องมอบให้ทุกคนอย่างถ้วนหน้า”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
ดังนั้น การเพิ่มข้อกฎหมาย มาตรา 12/1 จะทำให้ประชาชนไทยทุกคนได้รับสิทธิการดูแลแบบประคับประคองอย่างถ้วนหน้าแม้จะไม่เคยมีหนังสือแสดงเจตนาฯเลยก็ตาม และต้องเป็นหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์และสังคมที่ต้องช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงสิทธินี้ เมื่อผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์ที่ควรได้รับการดูแลแบบประคับประคอง และวางแผนการดูแลระยะท้ายให้อย่างเหมาะสม
การเพิ่มข้อกฎหมายนี้ยังเป็นการจัดโครงสร้างทางการดูและระยะท้ายใหม่ เพื่อให้มีการสร้างบุคลากรเฉพาะด้านที่มากพอในทุกระดับของสถานพยาบาล ทั้งรัฐ-เอกชน
และยังนำไปสู่การจัดระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนที่ต้องทำให้องค์ความรู้เรื่องการดูแลแบบประคับประคองเป็นเรื่องพื้นฐานด้วย

เอกภพ ยังเห็นว่า การแก้กฎหมายนี้จำเป็นและเร่งด่วย ด้วยเหตุผล 2 ประการ ได้แก่
- มีความต้องการมากขึ้น แต่เข้าไม่ถึง : ตอนนี้คนในสังคมไทยต้องการเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่กลับเข้าไม่ถึงบริการ เนื่องจากผู้ป่วยและครอบครัวเองมีความรู้ด้านนี้น้อย หรือหากต้องการก็กลับบริการมีไม่เพียงพอหรือเข้าถึงยาก ทั้ง ๆ ที่การดูแลระยะท้ายเป็นบริการที่มีความคุ้มค่า ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและความยั่งยืนของระบบสุขภาพ
ยามอร์ฟีน (ลดอาการเจ็บปวด) อุปกรณ์การฉีดยา ที่ดูดเสมหะ ฯลฯ ทั้งหมดนี้หาได้ไม่ยาก ราคาไม่แพง ในขณะที่ทักษะการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ญาติสามารถทำได้เองผ่านการให้คำปรึกษาของผู้เชี่ยชาญ
“ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าทำได้ไม่ยากเลย และใช้ต้นทุนไม่เยอะเมื่อเทียบกับการพยายามยื้อชีวิต แต่ติดขัดที่จำนวนของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพาลิทีฟแคร์ การประสานงานระหว่าง แพทย์-ชุมชน และการดูแลอย่างเป็นระบบ”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
- เครื่องมือทางวัฒนธรรม : โดยการแก้กฎหมายในครั้งนี้จะเป็นการสร้างวัฒนธรรมในสังคมไทยให้ตระหนักรู้ว่าการสร้างคุณภาพชีวิตระยะท้ายที่ดีสามารถเป็นไปได้ด้วยบริการของโรงพยาบาลและการมีส่วนร่วมของประชาชน
อย่างไรก็ตามยังอยู่ระหว่างการร่าง พ.ร.บ.และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และบุคลากรที่เกี่ยวของ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากเครือข่ายสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติ
2. มาตรา 12/2: สิทธิขอจบชีวิตตนเอง
เอกภพ ยังเสนอพิจารณาเพิ่ม “สิทธิการขอจบชีวิตตนเอง”
โดยสิทธิดังกล่าวมีไว้สำหรับผู้ป่วยระยะท้ายที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองมาอย่างมีคุณภาพถึงที่สุดแล้ว แต่ยังไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ และไม่สอดคล้องกับคุณค่า ความต้องการและความปรารถนาต่อการใช้ชีวิตของตนเอง ก็ควรได้รับสิทธิพิจารณาในการขอจบชีวิตตัวเองผ่านความช่วยเหลือทางการแพทย์
โดยเสนอรูปแบบที่เรียกว่า MAID (Medical Assistance in Dying) คือ การช่วยเหลือทางการแพทย์เพื่อการจบชีวิต โดยมีแพทย์เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้สามารถจบชีวิตตามความสมัครใจเพื่อยุติความทรมาน ซึ่งเป็นรูปแบบการจากไปที่มีศักดิ์ศรีมากกว่าการฆ่าตัวตายเพื่อให้พ้นจากความทุกข์ทรมานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
โดย MAID เป็นรูปแบบนี้ได้รับการยอมรับอย่างถูกกฏหมายในหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์แคนาดา เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน สเปน นิวซีแลนด์ คิวบา โคลัมเบีย อุรุกวัย (ที่มา: wfrtds.org)
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ก็มีการเผื่อแตะเบรคไว้ในบทเฉพาะกาล กล่าวคือ หากข้อเสนอในมาตรานี้ผ่าน จะยังไม่มีประกาศใช้ทันที แต่จะเข้าสู่กระบวนการศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อทบทวนความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และเตรียมความพร้อมของประชาชน ระบบสุขภาพและสังคมด้วย เช่นเดียวกับโมเดลการผ่านกฎหมายที่สหราชอาณาจักร ที่แม้กฎหมายจะผ่านแล้ว แต่กว่าจะเริ่มให้บริการต้องรอความพร้อมถึง 4 ปี
“หาก พ.ร.บ.มาตรานี้ประกาศใช้จริงแล้ว ต้องกำหนดให้ระบบเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 3-6 ปี เพราะเรื่องนี้มีความอ่อนไหว จำเป็นต้องกำหนดกฎเกณฑ์ให้รัดกุม ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย ครอบครัว หรือแม้กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์เอง เพื่อทำให้เหมาะสมกับสังคมไทยให้มากที่สุด”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
