แพทย์หลายสาขา ระดมทีมให้ความรู้รับมือน้ำท่วม ชี้ ภัยสุขภาพไม่ได้มีเพียงการจมน้ำ-ไฟฟ้าช็อต แต่ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าถึงบริการ โรคติดเชื้อ อาหาร-น้ำไม่สะอาด มอง “น้ำลด” แค่ช่วงที่ต้องจับตาสุขภาพจิต รู้สึกเศร้า สับสน วิตกกังวลหลังประสบภัย แนะพูดคุยกับคนใกล้ชิด หรือขอคำปรึกษาจากบุคลากรด้านสุขภาพจิตได้
นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ด้านสื่อสารทางการแพทย์ จัดเสวนาออนไลน์หัวข้อ “โรคที่มากับน้ำ” โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรคติดเชื้อ กุมารเวชศาสตร์ และจิตเวช ร่วมให้คำแนะนำประชาชนในการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม รวมถึงการดูแลสุขภาพในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด

เปิด 4 คลื่นวิกฤตสุขภาพช่วงน้ำท่วม
นพ.จารุพล ตวงศิริทรัพย์ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน หรือ “หมอแท็ค” อธิบายว่า ภัยพิบัติน้ำท่วมส่งผลต่อสุขภาพเป็นลำดับ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่น้ำกำลังเพิ่มสูง โดยแบ่งผลกระทบสำคัญออกเป็น 4 ระยะ หรือ 4 คลื่นสุขภาพ
- ระยะที่ 1 วิกฤตเฉียบพลัน เป็นอันตรายโดยตรงจากน้ำและสภาพแวดล้อม เช่น ไฟฟ้าช็อต การจมน้ำ การหกล้ม รวมถึงสัตว์มีพิษและสัตว์พาหะ เช่น งู ตะขาบ หนู และแมลงต่าง ๆ ที่อาจหนีน้ำเข้ามาอยู่ในบ้าน
- ระยะที่ 2 การเข้าถึงบริการสุขภาพสะดุด เมื่อเส้นทางถูกตัดขาด ผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ที่ต้องรับยาต่อเนื่อง รวมถึงผู้ที่มีนัดทำแผลหรือตรวจรักษา อาจไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ตามปกติ
- ระยะที่ 3 ปัญหาสาธารณูปโภคและสุขอนามัย เมื่ออาหารและน้ำสะอาดมีจำกัด รวมถึงระบบสุขาภิบาลได้รับผลกระทบ อาจทำให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหาร ท้องเสีย และอุจจาระร่วง โดยเฉพาะหากการจัดการอาหารบริจาคไม่เหมาะสม
- ระยะที่ 4 วิกฤตช่วงฟื้นฟูและสุขภาพจิต หลังน้ำลด ประชาชนต้องเผชิญกับความเสียหายของบ้านและทรัพย์สิน การสูญเสีย รายได้ที่หายไป และภาระหนี้สิน ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาว
แผลเล็กดูแลเองได้ แผลรุนแรงโทร 1669
สำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ นพ.จารุพล แนะนำว่า หากเป็นแผลถลอกหรือบาดแผลเล็กน้อย ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หากน้ำประปาใช้ไม่ได้ สามารถใช้น้ำดื่มสะอาดล้างแผลได้
หากอาการไม่รุนแรง ประชาชนสามารถดูแลเบื้องต้นที่บ้าน และใช้บริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) หรือส่งภาพบาดแผลให้บุคลากรทางการแพทย์ช่วยประเมินได้ เพื่อลดความจำเป็นในการเดินทางฝ่าพื้นที่น้ำท่วมไปโรงพยาบาล
ส่วนผู้ที่มีบาดแผลฉีกขาดรุนแรง เลือดออกไม่หยุด หรือได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ควรโทรสายด่วน 1669 เพื่อให้ทีมแพทย์ฉุกเฉินประเมินสถานการณ์และวางแผนเคลื่อนย้ายผู้ป่วย
นพ.จารุพล ยังชี้ว่า ในสถานการณ์ภัยพิบัติ การบริหารทรัพยากรทางการแพทย์มีความสำคัญ โดยผู้ป่วยอาการเล็กน้อยควรใช้ช่องทางบริการทางไกลหรือระบบจัดส่งยา หากสามารถทำได้ เพื่อให้ทรัพยากรฉุกเฉินเหลือสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน

“โรคฉี่หนู” ภัยร้ายหลังสัมผัสน้ำสกปรก
พญ.ณัฐกานต์ ชื่นชม อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ เตือนประชาชนให้ระวังโรคติดเชื้อที่มากับน้ำ โดยเฉพาะ โรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคฉี่หนู ซึ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อประชาชนต้องสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อน โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผล
ประชาชนที่ต้องลุยน้ำควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำโดยตรง สวมรองเท้าบูทหรืออุปกรณ์ป้องกัน และหากมีบาดแผลควรปิดแผลให้มิดชิด
หากหลังสัมผัสน้ำมีอาการ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ หรือปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง ควรรีบพบแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของโรคฉี่หนูและจำเป็นต้องได้รับการรักษา
ส่วนการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคฉี่หนู พญ.ณัฐกานต์ให้ข้อมูลถึงแนวทางสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ หรือมีข้อจำกัดในการใช้ยา
เตือนอาหารบริจาค หากเก็บไม่ดีเสี่ยงท้องเสียเป็นกลุ่ม
นอกจากโรคฉี่หนูแล้ว โรคระบบทางเดินอาหารเป็นอีกปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแจกจ่ายอาหารจำนวนมาก
พญ.ณัฐกานต์เตือนว่า อาหารบริจาคที่ไม่ระบุวันและเวลาผลิต หรือไม่มีระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม อาจทำให้อาหารเสื่อมคุณภาพและเกิดการเจ็บป่วยพร้อมกันหลายคนได้ จึงควรให้ความสำคัญกับการจัดเก็บและหมุนเวียนอาหารตามลำดับก่อน-หลัง
ประชาชนควรยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่น สี หรือรสชาติผิดปกติ
เมื่อน้ำลดแล้ว ควรรีบกำจัดน้ำขัง คว่ำภาชนะ เช่น หม้อ ไห และยางรถยนต์ ซึ่งอาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและเพิ่มความเสี่ยงโรคที่มียุงเป็นพาหะ
เด็กเล็กเสี่ยงจมน้ำ แม้น้ำไม่ลึก
พญ.นิชนันท์ ตันติศิริวิทย์ กุมารแพทย์ เตือนให้ผู้ปกครองเพิ่มความระมัดระวังเด็กเล็กในช่วงน้ำท่วม เพราะอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้แม้ระดับน้ำไม่สูง โดยเฉพาะการหกล้ม พลัดตก และจมน้ำ
กรณีเด็กมีอาการท้องเสีย แต่ยังรู้สึกตัวดี ควรให้สารละลายเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อย โดยใช้ช้อนค่อย ๆ ป้อน ไม่ควรให้เด็กดื่มรวดเดียวในปริมาณมาก เพราะอาจกระตุ้นให้อาเจียน
หากเด็กมี ไข้สูง ซึมลง หรือถ่ายเป็นเลือด ควรรีบปรึกษาแพทย์
ส่วนกรณีมีไข้ ผู้ปกครองสามารถให้ยาพาราเซตามอลตามขนาดที่เหมาะสมกับเด็ก และเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้องเพื่อช่วยระบายความร้อน ไม่ควรใช้วิธีนำผ้าเย็นจัดมาโปะศีรษะเพียงอย่างเดียว

“น้ำลด” อาจเป็นช่วงที่ต้องจับตาสุขภาพจิต
พญ.ฐิตินันทน์ ศรีมานพ หรือ “หมอพลอย” จิตแพทย์ อธิบายว่า ปฏิกิริยาทางจิตใจจากภัยพิบัติมีหลายระยะ โดยช่วงแรกประชาชนมักรวมตัวกันช่วยเหลือและรับมือกับสถานการณ์
แต่หลังเหตุการณ์เริ่มคลี่คลายและน้ำลด ประชาชนอาจเข้าสู่ช่วงที่ต้องเผชิญความจริงเกี่ยวกับความสูญเสีย บ้านเรือนเสียหาย รายได้ลดลง หรือมีภาระหนี้สิน จึงเป็นช่วงที่ควรเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตเป็นพิเศษ
ประชาชนที่รู้สึกเศร้า สับสน หรือวิตกกังวลหลังประสบภัย สามารถพูดคุยกับคนใกล้ชิดหรือขอคำปรึกษาจากบุคลากรด้านสุขภาพจิตได้ ไม่ควรมองว่าความรู้สึกดังกล่าวเป็นเรื่องผิดปกติ
สำหรับผู้ที่มีโรคทางจิตเวชเดิม ควรรับประทานยาต่อเนื่องและพยายามไม่ให้การรักษาขาดตอน โดยสถานพยาบาลบางแห่งมีระบบเลื่อนนัดหรือจัดส่งยาให้ผู้ป่วยที่ไม่สามารถเดินทางได้
เตือน “ถอนแอลกอฮอล์” อาจอันตรายถึงชีวิต
อีกประเด็นที่จิตแพทย์เตือนในสถานการณ์น้ำท่วม คือผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำและหยุดดื่มอย่างกะทันหัน อาจเกิดภาวะถอนแอลกอฮอล์ ซึ่งมีตั้งแต่อาการมือสั่น กระวนกระวาย ไปจนถึงไข้สูง สับสน ชัก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ผู้ที่เคยมีประวัติชักจากการหยุดดื่ม ควรแจ้ง อสม. หรือบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อให้ประเมินความเสี่ยงและประสานการดูแลที่เหมาะสม
ส่วนผู้ที่มีอาการทางจิตใจ เช่น ตกใจง่าย นึกถึงเหตุการณ์สะเทือนใจซ้ำ ๆ หรือนอนไม่หลับ หากอาการต่อเนื่องเป็นเวลานานและกระทบต่อการใช้ชีวิต ควรเข้ารับการประเมินจากบุคลากรด้านสุขภาพจิต
แนะชาร์จมือถือ-พาวเวอร์แบงก์ เตรียมข้อมูลสุขภาพไว้ล่วงหน้า
แพทย์ยังแนะนำให้ประชาชนเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารก่อนสถานการณ์รุนแรงขึ้น โดยชาร์จโทรศัพท์มือถือและ Power Bank ให้เต็ม เนื่องจากไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสารอาจได้รับผลกระทบ
สำหรับแอปพลิเคชันและ LINE “หมอพร้อม” สามารถใช้ติดตามข้อมูลสุขภาพและเข้าถึงบริการที่เกี่ยวข้อง โดยมีข้อมูลสุขภาพบางส่วนที่ประชาชนสามารถจัดเก็บไว้เพื่อใช้ประกอบการรักษา รวมถึงข้อมูลวัคซีนและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ
การเตรียมข้อมูลสุขภาพไว้ล่วงหน้ามีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง เพราะหากต้องอพยพหรือเปลี่ยนสถานพยาบาล จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์มีข้อมูลประกอบการดูแลได้สะดวกขึ้น
3 เบอร์สำคัญช่วงน้ำท่วม
กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ประชาชนจดจำช่องทางขอความช่วยเหลือสำคัญ ได้แก่
- 1669 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สำหรับเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บฉุกเฉิน
- 1422 กรมควบคุมโรค สำหรับสอบถามข้อมูลโรคติดต่อ ภัยสุขภาพ และคำแนะนำด้านสุขภาพ
- 1323 สายด่วนสุขภาพจิต สำหรับปรึกษาความเครียด ความวิตกกังวล และปัญหาด้านสุขภาพจิต
โดยเฉพาะสายด่วน 1669 ควรใช้สำหรับกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์ เพื่อให้ทรัพยากรและทีมช่วยเหลือสามารถเข้าถึงผู้ป่วยวิกฤตได้อย่างทันท่วงที
