‘วันสุขภาพจิตโลก’ ภาคีสุขภาวะทางใจ ร่วมจัดงาน Better Mind Better Bangkok 2026 เผย สถิติคนไทย 2.7-3 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการรักษาปัญหาสุขภาพจิต พบมีอีกกว่า 10 ล้านคน เข้าไม่ถึงการรักษาด้านจิตเวช ชี้ โจทย์ใหญ่เมืองไทย เมื่อยาก็รักษาสุขภาพใจไม่ได้ แนะ กระจายการดูแลสุขภาพจิตสู่ชุมชน เปิดพื้นที่การรับฟัง สั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคมแทนยา หนุนเป็นสิทธิพื้นฐานในระบบสุขภาพ
วันนี้ (10 ต.ค. 2569) เนื่องใน วันสุขภาพจิตโลก Sati App สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) และภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดงาน Better Mind Better Bangkok 2026
โดยมีการเปิดเผยสถิติ พบว่า คนไทย 2.7-3 ล้านคนกำลังเข้าสู่กระบวนการรักษาปัญหาด้านสุขภาพจิต ขณะเดียวกัน มีอีกกว่า 10 ล้านคน ที่กำลังเผชิญกับปัญหาด้านจิตเวชโดยเข้าไม่ถึงการรักษา
อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ผู้ก่อตั้ง Sati App อธิบายว่า จากสถานการณ์ข้างต้นชี้ให้เห็นว่านโยบายด้านสุขภาพจิตไม่สามารถอยู่เพียงแค่ในระดับกระทรวงสาธารณสุขหรือกรมสุขภาพจิตได้อีกต่อไปแล้ว แต่ถัดจากนี้ต้องเป็นการทำงานร่วมกันของทุกกระทรวงที่มีนโยบายร่วมกัน และก้าวให้ถูกจุดเพื่อแก้ปัญหา รวมถึงภาคประชาชน
อมรเทพ แชร์ประสบการณ์จากการทำงานของ Sati App ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2018 ผ่านแอปพลิเคชันที่ให้บริการรับฟังฟรี โดยเชื่อว่าปัญหาด้านสุขภาพจิตไม่ใช่การรักษาแค่ปลายทางหรือเมื่อเจ็บป่วยแล้วเท่านั้น แต่ต้องเน้นด้านการส่งเสริม-ป้องกันไปควบคู่กัน
“เวลาเราพูดเรื่องสุขภาพจิต นโยบายมักคิดแต่เรื่องการรักษา แต่เราคิดว่าไม่จำเป็นต้องต่อให้เจ็บป่วยก่อนแล้วค่อยได้รับการดูแล แต่การป้องกันตั้งแต่ต้นทางต่างหากที่เป็นแนวทางหนึ่งที่นโยบายต้องคำนึงถึง”
อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์

อมรเทพ เปิดเผยว่า จากการทำงานของ Sati App ตลอด 5 ปี ที่ให้บริการการดูแลทางใจผ่านการรับฟังด้วยอาสาสมัครโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พบว่า มีผู้โทรเข้ามาแล้วกว่า 40,041 ครั้ง ด้วยระยะเวลาเฉลี่ยแต่ละสาย 18.35 นาที พบว่า ผู้โทรมารับบริการมีความเครียด และความรู้สึกอยากทำร้ายตัวเองลดลงด้วย
อย่างไรก็ตาม ก้าวสำคัญด้านนวัตกรรมดิจิทัลในปีหน้า Sati App เตรียมเปิดตัวระบบ Gamification บนแอปพลิเคชัน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้งานดูแลตัวเองผ่านกลไกสะสม “หัวใจ” จากกิจกรรมต่างๆ เช่น การเช็กอินอารมณ์ในแต่ละวัน หรือการสร้าง Coping Box ประจำตัว ซึ่งทำให้ผู้ใช้ได้ออกแบบและนำเครื่องมือทางจิตวิทยามาปรับแต่งให้เหมาะกับเงื่อนไขชีวิตของตัวเองมากที่สุด
ขณะเดียวกัน มีการผลักดันนวัตกรรมทางสังคมเพื่อดึงการรับฟังออกสู่พื้นที่สาธารณะ หลังมองเห็นโจทย์ความเหงาของคนเมือง ช่องว่างระหว่างวัย และข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาของคนในพื้นที่ห่างไกล โดยริเริ่มโมเดล “Mind First Aid” หรือการปฐมพยาบาลใจเบื้องต้น ส่งอาสาสมัครไปนั่งรับฟังตามพื้นที่สาธารณะ
จากการทดลองนำร่อง 5 สัปดาห์ ณ สวนเบญจกิติ สวน 100 ปี จุฬาฯ และสวนลุมพินี ในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เข้ามาใช้บริการถึง 65 คน และเมื่อเปิดจุดรับฟังอีกครั้งที่สวนเบญจกิติเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีผู้แวะเวียนมาพูดคุยถึง 30 คน ภายในเวลาเพียง 2 วัน
สะท้อนชัดเจนว่า แม้จะเป็นพื้นที่สาธารณะ แต่ความต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการระบายความในใจของคนเมืองยังคงมีอยู่ ไม่เพียงกลุ่มชนชั้นกลาง หรือคนเมืองเท่านั้น มีการขยายความร่วมมือกับกลุ่ม สุขภาวะข้างถนนและบ้านอิ่มใจ เพื่อนำระบบการดูแลใจเข้าสู่กลุ่มคนไร้บ้าน พร้อมจับมือกับ TK Park ขยายผลโครงการนำร่องไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด ได้แก่ ยะลา อุดรธานี และฉะเชิงเทรา เพื่อกระจายกลไกการรับฟังไม่ให้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ
Hearability การรับฟัง สู่การจ้างงานคนพิการ
อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญคือโครงการ ‘Hearability’ ที่ฝึกอบรมคนพิการให้กลายมาเป็นนักรับฟังมืออาชีพ ผ่าน 4 กระบวนการ ดังนี้
- เรียนรู้ (Learn): อบรมหลักสูตร Mind First Aid ในรูปแบบ e-learning ที่ออกแบบให้ผู้พิการทางสายตาเข้าถึงได้ โดยพัฒนาร่วมกับคณะจิตวิทยา จุฬาฯ, สถาบันราชสุดา, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ สสส.
- รับรอง (Certify): ประเมินทักษะและความพร้อมเพื่อเตรียมสู่การเชื่อมโยงการจ้างงานผู้พิการผ่านองค์กรพันธมิตรตามมาตรา 35 ของ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
- รับฟัง (Support): ทำหน้าที่เป็นผู้รับฟังความทุกข์ใจของพนักงานในองค์กรและประชาชนทั่วไปบนระบบของ Sati App โดยมีนักจิตวิทยาคอยดูแลสภาพจิตใจของผู้พิการที่ทำหน้าที่รับฟังอย่างใกล้ชิด
ปัจจุบัน มีการว่าจ้างผู้พิการเข้ามาทำงานเป็นนักรับฟังแล้ว 40 คน ผ่านมาตรา 35 โดยการสนับสนุนจากพันธมิตรอย่าง Oishi Group และกลุ่ม Modern Trade ซึ่งร่วมสร้างผลลัพธ์ผ่านการรับฟังสายโทรศัพท์ไปแล้วกว่า 270,000 สาย และได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี
“ในระยะเวลาเพียง 9 เดือน ผู้พิการให้การรับฟังไปแล้ว 1 ใน 3 ของทุกนาทีที่เราให้การรับฟัง และได้รับความพึงพอใจในระดับ 4.7 ดาว จากเต็ม 5 ดาว”
อมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์
ด้านนโยบาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง 3 รูปแบบ ได้แก่ การดูแลใจตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน ม้านั่งรับฟังในพื้นที่สาธารณะ และการพูดคุยสายตรงผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อนำหลักฐานเชิงประจักษ์ไปผลักดันเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมุ่งหวังให้เกิดกลไกเชิงนโยบายที่สร้างค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่อาสาสมัครนักรับฟังด้วย
ถึงเวลาสร้างสุขภาวะทางใจ ไม่ต้องรอให้ป่วย
ขณะที่ ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ และผู้ร่วมก่อตั้ง TIMS เสริมว่าปัญหา mental health ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน วิกฤตสุขภาพจิตไม่สามารถแก้ได้แบบปัจเจก แต่ต้องแก้เชิงระบบด้วยการสร้างระบบนิเวศที่ดี เพื่อสร้างสุขภาวะทางจิตที่ยั่งยืน และถึงเวลาที่สังคมไทยต้องขยับจากการ รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษาไปสู่การส่งเสริมและป้องกันก่อนวิกฤต
“เวลาพูดถึงสุขภาพจิต คนมักนึกถึงตอนที่ป่วยแล้วเท่านั้น แต่ตอนนี้เรารอไม่ได้แล้ว เราเห็นคอขวดของการรอรับบริการ ถ้ายังคงรอให้ปัญหาเกิด อัตราการสูญเสียจะยิ่งพุ่งสูงขึ้น เราตามแก้ไม่ทันอีกต่อไป”
ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์

ที่ผ่านมาสังคมมักมองหาสาเหตุเชิงเดี่ยวเวลามีปัญหาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมความรุนแรงหรือการเจ็บป่วย ทั้งที่ความเป็นจริง สุขภาพจิตถูกกำหนดโดยระบบนิเวศและปัจจัยทางสังคมรอบตัว ด้วยเหตุนี้ นโยบายสาธารณะทุกมิติจึงต้องมีเรื่องสุขภาพจิตเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยมีชุมชนเป็นฐานรากสำคัญ
5 หลักคิดเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต
ผศ.ณัฐสุดา เสนอว่า หากต้องการปรับทิศทางระบบสุขภาพจิตของประเทศไทย ควรทำผ่าน 5 หลักการ ดังนี้
- สุขภาวะทางจิตต้องมาก่อนสุขภาพจิต: ต้องมองความอยู่ดีมีสุขในภาพรวม ไม่จำกัดแค่การมีหรือไม่มีโรคเท่านั้น
- การป้องกันและส่งเสริม สำคัญไม่แพ้การรักษา: อย่ารอให้ป่วยก่อน แล้วจึงเข้าคิวรับการบำบัด แต่การป้องกัน ส่งเสริมก็สำคัญไม่แพ้กัน
- สุขภาพจิตถูกกำหนดโดยระบบนิเวศและปัจจัยสังคม: สุขภาพจิตต้องอยู่ในทุกนโยบาย (Health in All Policies)
- ระบบดูแลต้องมีหลายระดับและมีฐานชุมชนเข้มแข็ง: กระจายการดูแล โดยเฉพาะในชุมชนและครอบครัวโดยไม่รวมศูนย์ไว้ที่โรงพยาบาล
- สร้างเสริมระบบด้วย ‘Social Prescribing’ (การสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม): ใช้การดูแลแบบบูรณาการและใช้ชุมชนเป็นฐาน ลดการพึ่งพายาหรือบริการคลินิกที่ไม่จำเป็น ตอบโจทย์ความทุกข์ที่ยาเพียงอย่างเดียวรักษาไม่ได้




Social Prescribing ทางออกที่ตอบโจทย์ความทุกข์ยุคใหม่
ต้นตอความทุกข์ของคนยุคนี้จำนวนมากเกิดจากปัจจัยทางสังคม เช่น ความเหงา ความโดดเดี่ยว การว่างงาน หนี้สิน การถูกเลือกปฏิบัติ ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย อาหาร หรือปัญหาครอบครัว ผศ.ณัฐสุดา เสนอว่าสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องมีกลไกรับมือผ่านโมเดล 3 ประสาน ดังนี้
- ผู้ค้นหาความต้องการ (Identifier): ผู้เชี่ยวชาญหรือด่านหน้าในชุมชน ทำหน้าที่ประเมินและคัดกรองเมื่อบุคคลเริ่มส่งสัญญาณความไม่สบายใจ
- ผู้เชื่อมต่อกิจกรรม (Connector / Link Worker): คนกลางที่ทำหน้าที่พูดคุย รับฟังอย่างลึกซึ้ง เพื่อค้นหาคำตอบว่า “What matters to you?” (อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับคุณจริงๆ) ก่อนจะร่วมวางแผน ออกแบบกิจกรรม และติดตามผล
- ผู้ให้บริการในพื้นที่ (Provider): แหล่งกิจกรรมหรือทรัพยากรชุมชนที่พร้อมเปิดรับ เช่น แปลงปลูกผัก สวนสาธารณะ พื้นที่อาบป่า เดินป่า ลานออกกำลังกาย ชมรมศิลปะ ดนตรี งานฝีมือ ตลอดจนบริการให้คำปรึกษาเฉพาะทางด้านการเงิน หนี้สิน หรือการจัดหาที่พักและอาหารชั่วคราว
“ด้าน Provider เราเริ่มมีงานวิจัยเชิงประจักษ์มารองรับมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ากิจกรรมอย่างการเดินป่าหรือสัมผัสธรรมชาตินั้น ส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาพจิตอย่างไร และในอนาคตเชื่อว่าจะมีงานวิจัยที่รอบรับสำหรับในหลาย ๆ กิจกรรมเพิ่มขึ้น”
ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของ Social Prescribing คือการเปลี่ยนผ่านจาก ระบบบริการที่คอยรักษาความทุกข์ ไปสู่ ระบบสังคมที่ไม่ผลิตความทุกข์เกินจำเป็น
“การเชื่อมบริการสุขภาพเข้ากับทรัพยากรชุมชน จะช่วยลดความแยกส่วนของระบบ และขยายผลโมเดลนี้ไปสู่โครงสร้างต่าง ๆ เช่น ระบบสุขภาพจิตในโรงเรียน (School Mental Health) เพื่อต่อจุดให้คนในสังคมช่วยเหลือกันได้จริงก่อนที่ใครสักคนจะก้าวเข้าสู่ภาวะเจ็บป่วยในอนาคต”
ผศ.ณัฐสุดา เต้พันธ์
