‘กลุ่มทำทาง’ สะท้อน สิทธิในการพัฒนาไม่อาจเกิดขึ้นจริง ตราบใดที่ผู้หญิงยังถูกปฏิเสธสิทธิทางอนามัยเจริญพันธุ์ ชี้ แม้ไทยจะปลดล็อกกฎหมาย ปี 64 แต่สถานพยาบาลรองรับมีไม่ถึง 200 แห่ง แถมเจออุปสรรคเพียบ เสนอ เร่งรัดไทยสร้างหลักประกันเข้าถึงการทำแท้งที่ปลอดภัย ในฐานะส่วนหนึ่งของสิทธิการมีสุขภาพดี ยุติลงโทษทางอาญา ขจัดการเลือกปฏิบัติ จัดบริการที่ทุกคนเข้าถึงได้
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชนฐิตา ไกรศรีกุล ผู้จัดการโครงการมูลนิธิทำทาง ได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในวาระการอภิปรายทั่วไป (General Debate) ของการประชุมครั้งแรก ในการประชุมสมัยที่ 14 ของกลไกผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา (14th Session of the Expert Mechanism on the Right to Development) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ถ้อยแถลงดังกล่าวเชื่อมโยงกับกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) โดยกล่าวในนามของ International Service for Human Rights (ISHR), มูลนิธิมานุษยะ และมูลนิธิทำทาง เพื่อเน้นย้ำถึง ความสำคัญของสิทธิและเสรีภาพเหนือร่างกายและการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย

ชนฐิตา ในฐานะผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์การทำแท้ง และขับเคลื่อนงานด้านสิทธิต่อเนื่อง ระบุว่า สุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์คือหัวใจสำคัญของการบรรลุการพัฒนาที่เท่าเทียมและเป็นธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) แม้ว่าประเทศไทยจะแก้ไขกฎหมายปลดล็อกการทำแท้งตั้งแต่ปี 2564
ทว่าในความเป็นจริงสำหรับ ผู้หญิงจำนวนมากในประเทศไทย การทำแท้งที่ปลอดภัยยังคงเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยาก ในประเทศที่มีประชากรสูงถึง 66 ล้านคน มีโรงพยาบาลทั่วประเทศน้อยกว่า 200 แห่ง ที่ให้บริการทำแท้ง และในจำนวน 1 ใน 3 ของจังหวัดทั้งหมดไม่มีหน่วยบริการเลยแม้แต่แห่งเดียว ส่งผลให้ผู้หญิงจำเป็นต้องเดินทางไกล ต้องลางาน ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขพิเศษที่ไม่ได้มีระบุไว้ในกฎหมาย เพียงเพื่อจะเข้าถึงบริการสุขภาพที่พวกเธอมีสิทธิตามกฎหมาย
“มีกรณีหนึ่ง เลสเบี้ยนซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการถูกข่มขืนถูกปฏิเสธการให้บริการเพียงเพราะเธอไม่สามารถพาบุคคลในครอบครัวมายืนยันได้ ในขณะเดียวกัน ผู้รับบริการคนอื่น ๆ กลับถูกกดดันให้ต้องยอมรับการคุมกำเนิดหรือการทำหมันก่อน จึงจะได้รับบริการทำแท้ง”
ชนฐิตา ไกรศรีกุล

ชนฐิตา ระบุด้วยว่า สำหรับกลุ่มที่ไม่ได้รับครอบคลุมในสิทธิรักษาฟรี เช่น บุคคลไร้รัฐ ผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสาร หรือแม้แต่แรงงานข้ามชาติบางส่วนที่มีเอกสาร อาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงถึง 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 50,000 บาท) ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่เพียง 11 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 300-400 บาท) ต่อวันเท่านั้น
“ประสบการณ์ของประเทศไทยได้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในวงกว้างของประเทศในซีกโลกใต้ นั่นคือความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก และคอยตัดสินว่าใครคือผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงสิทธิในการพัฒนา และใครคือผู้ที่ถูกกีดกันออกไป”
ชนฐิตา ไกรศรีกุล
ดังนั้นหากปราศจากอำนาจในการเข้าถึงอนามัยเจริญพันธุ์ ผู้หญิง และเด็กหญิงจะต้องเผชิญกับอุปสรรคเพิ่มเติมทั้งในด้านการศึกษา ความอิสระทางเศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมในสังคม การพัฒนาไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเท่าเทียม หากโอกาสเหล่านี้ยังคงอยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับกลุ่มคนผู้ชายขอบ
บนเวทีระดับสากลนี้ ตัวแทนจากภาคประชาสังคมจึงส่งเสียงเรียกร้องโดยตรงไปยังกลไกผู้เชี่ยวชาญฯ เร่งรัดให้รัฐภาคีดำเนินการดังต่อไปนี้
- สร้างหลักประกันในการเข้าถึงการทำแท้งที่ปลอดภัย ในฐานะส่วนหนึ่งของสิทธิในการมีสุขภาพดี และการพัฒนา ยุติการลงโทษทางอาญา ขจัดการเลือกปฏิบัติ และจัดให้มีบริการที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
- ให้ผู้ได้รับผลกระทบเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ สร้างหลักประกันให้ผู้หญิง เด็ก และบุคคลทุกคนที่สามารถตั้งครรภ์ได้ ซึ่งรวมถึงกลุ่มคนข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย ชนเผ่าพื้นเมือง และคนพิการ ได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการกำหนดกฎหมาย นโยบาย และบริการเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ และอนามัยเจริญพันธุ์
ชนฐิตา ย้ำในที่ประชุมด้วยว่า สิทธิในการพัฒนาไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ตราบใดที่ผู้หญิงยังถูกปฏิเสธสิทธิทางอนามัยเจริญพันธุ์
“ผู้ที่มีประสบการณ์ทำแท้ง เช่น ตัวดิฉันเอง จะต้องมีส่วนร่วมในการนิยามว่า บริการที่เข้าถึงได้ นั้นหมายถึงอะไร เพราะสิทธิในการพัฒนาจำเป็นต้องใช้อำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกาย และอนาคตของเราเอง รวมถึงบริการทางสุขภาพที่จะทำให้การตัดสินใจเหล่านั้นเป็นจริงได้”
ชนฐิตา ไกรศรีกุล

สำหรับการประชุม 14th Session of the Expert Mechanism on the Right to Development มีตัวแทนด้านสิทธิมนุษยชนจากประเทศไทย ในหลากหลายประเด็นเข้าร่วม เช่น ประเด็น sex worker, ผู้ใช้สารเสพติด, HIV, สิ่งแวดล้อมและประชาธิปไตยอีสาน, ประเด็นทับที่อุทยานและนโยบายพัฒนา, ชายแดนใต้, การมีส่วนร่วมทางการเมือง และยกเลิก ม.112
โดยกระบวนการ UPR เป็นกลไกภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council หรือ HRC) ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้ง 193 ประเทศ จัดทำรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ หรือเรียกย่อๆ ว่ารายงาน UPR เพื่อเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีข้อยกเว้น โดยการทบทวนแต่ละรอบ จะใช้เวลาประมาณ 4 ปีครึ่ง
ทั้งในด้านสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรม รวมทั้งสิทธิของบุคคลกลุ่มต่างๆภายในประเทศ โดยจะเป็นเอกสารสำคัญที่จะใช้เป็นตัววัดความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ และเป็นตัวบ่งชี้ถึงความท้าทายหรือปัญหาต่าง ๆ ด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศยังคงประสบอยู่
ดังนั้น รายงาน UPR มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกประเทศได้ประเมินตนเองในด้านสิทธิมนุษยชน ผ่านการปรึกษาหารือกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน เพื่อให้การประเมินอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง มีความสมบูรณ์รอบด้าน ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง เพื่อนำมาเป็นโอกาสในการผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าต่อไป
