อุบัติเหตุจากรถมอเตอร์ไซด์แซงหน้าประเทศที่มีรถเยอะอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย หรืออินเดีย ตายเฉลี่ยสัปดาห์ละ 295 คน เท่ากับ”เครื่องบินตก” และคนเสียชีวิตยกลำทุกสัปดาห์ นักวิชาการเสนอว่า หากเน้นทักษะการขับขี่ปลอดภัยอย่างมีมาตรฐานจะลดคนเสียชีวิตได้
4 ม.ค.69 ข้อมูลจากโครงการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ผู้ใช้จักรยานยนต์ปลอดภัย ระบุว่า ประเทศไทยเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์เป็นอันดับหนึ่งของโลก ทุกๆ 37 นาที ในประเทศไทยจะมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตหนึ่งคน กลุ่มที่มีอัตรา ตายสูงสุดคือกลุ่มอายุ 15-19 ปี แต่กลุ่มถัดมา คืออายุ 25-29 ปี ก็เริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้น ยิ่งไปกว่า นั้นร้อยละ 40 ของผู้ตายจากรถจักรยานยนต์เป็น หัวหน้าครอบครัวซึ่งจะมีผลกระทบต่อคุณภาพ ชีวิตและความอยู่ดีกินดีของสมาชิกอีกหลายคน
จักรยานยนต์เสียชีวิตสูงสุด 85 % ส่วนใหญ่เรียนรู้จากสมาชิกครอบครัว ฝึกด้วยตนเอง จึงทำให้เสี่ยงขาดทักษะขับรถที่มีมาตรฐาน
ข้อมูลจากโครงการขับเคลื่อนสังคมไทยฯ ยังระบุว่า มากกว่า 85% ของผู้ที่เกิดอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ ที่มีการศึกษาทบทวนข้อมูลอุบัติเหตุในอดีต เกิดกับผู้ ที่ไม่ผ่านการฝึกอบรมขับขี่ปลอดภัย แต่เรียนรู้จากสมาชิกครอบครัว เพื่อน หรือฝึกด้วยตนเอง ดังนั้น จะต้องเข้ารับการอบรมการขี่ปลอดภัยจากสถาบันที่มีมาตรฐาน เช่น กรมการขนส่งทางบก โรงเรียน สอนขับรถยนต์และ จักรยานยนต์ที่ได้มาตรฐานของกรมขนส่งทางบกที่มีอยู่เกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย
ยังมีการระบุอีกด้วยว่า การขับขี่รถจักรยานยนต์ให้ดีขึ้นจากการเรียนขับรถที่มีมาตรฐาน สามารถช่วยให้ผู้ขับขี่รถปลอดภัยมากขึ้น จึงมีการเสนอหากเริ่มต้นมีทักษะการขับขี่จะลดอุบัติเหตุได้ ในขณะที่มีโรงเรียนสอนขับรถหลายแห่งปัจจุบันก็มีการเสริมการสอน เทคนิคการเบรก การทรงตัว การเลี้ยว รวมถึงวินัยจราจร มากขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่ มีเทคนิคการใช้เบรก การทรงตัว การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การเรียนรู้เครื่องหมายจราจร วินัย มารยาท ในการใช้เส้นทาง เคารพต่อสาธารณะเรื่องสิ่งแวดล้อมซึ่งจำเป็นมาก นอกจากนี้ การสอบใบขับขี่ให้ผ่านเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญก่อนขับ

ศิริวรรณ สันติเจียรกุล นักวิจัยโครงการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่รถจักรยานยนต์ปลอดภัย เปิดเผยว่า ประเทศไทยครองอันดับ 1 ของโลกในด้านอัตราการตายจากรถมอเตอร์ไซค์ เมื่อเทียบกับสัดส่วนรถจดทะเบียนแซงหน้าประเทศที่มีรถเยอะอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย หรืออินเดีย ตัวเลขเปรียบเทียบ: เครื่องบินแอร์บัสจุคนได้ประมาณ 245 คน แต่คนไทยตายจากมอเตอร์ไซค์เฉลี่ยสัปดาห์ละ 295 คน เท่ากับว่าเรามี “เครื่องบินตก” และคนตายยกลำทุกสัปดาห์
ช่องโหว่ “รถมอเตอร์ไซค์สำหรับมือใหม่”และข้อเสนอปรับปรุงมาตรฐานรถจักรยานยนต์
- ปัจจุบันรถจักรยานยนต์ในไทยมีความเร็วสูงสุด 140-160 กม./ชม. ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสากล (120-140 กม./ชม.) ทำให้ควบคุมยาก ต้องลดความเร็วสูงสุดและปรับหน้าปัดความเร็วให้สอดคล้องกับประเทศอื่น ในต่างประเทศ เช่น บราซิล หรือยุโรป มีการควบคุมเข้มงวด
- อายุและกำลังรถ : มือใหม่ให้อายุ 17-20 ปี มักถูกจำกัดให้ขี่รถขนาดไม่เกิน 50 ซีซี ห้ามซ้อนท้าย และจำกัดความเร็ว ที่ผ่านมามาตรฐานไทย : เด็กอายุ 15 ปี สามารถขี่รถ 110-125 ซีซี ได้ทันที ซึ่งเป็นรถที่มีกำลังสูงเกินไปสำหรับมือใหม่ที่ขาดทักษะการควบคุม
- เสนอปรับเปลี่ยนหน้ายางรถจักรยานยนต์ซึ่งมีขนาดหน้ายางแคบ (60-70 มม.) ทำให้เกาะถนนน้อย เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย โดยเพิ่มความกว้างหน้ายางตามมาตรฐานสากลคือขนาด 80-90 มม.
- อนาคตเสนอบังคับใช้ระบบเบรก ABS รถจักรยานยนต์ขนาด 110 ซีซี ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยมมักไม่มีระบบ ABS แม้ไทยมีโรงงานผลิตระบบนี้แต่ส่งออกทั้งหมด ควรบังคับให้รถทุกขนาดในไทยติดตั้ง ABS เพื่อลดอุบัติเหตุ เพราะ 80% ของการตายจากรถจักรยานยนต์เกิดจากรถขนาด110 ซีซี
“ถนนและรถ” ไม่สอดคล้องกับความปลอดภัย”
โครงสร้างถนน : ไทยไม่มีเลนเฉพาะสำหรับมอเตอร์ไซค์ (Motorcycle Lane) ทำให้ต้องวิ่งปะปนกับรถใหญ่ด้วยความเร็วที่สูงเท่ากันสเปกรถที่ด้อยกว่าต่างประเทศ : รถรุ่นเดียวกันในต่างประเทศมีระบบความปลอดภัยดีกว่า เช่น
- ระบบไฟ: ของไทยมักรวมกระจุกกันใต้เบาะทำให้มองเห็นยาก ขณะที่สากลจะแยกไฟเลี้ยวออกมาให้เห็นชัด
- แผ่นสะท้อนแสง: ไทยเคยละเลยเรื่องแผ่นสะท้อนแสงด้านข้าง (Side Reflector) ซึ่งสำคัญมากในการมองเห็นตอนกลางคืน (เพิ่งเริ่มมีกฎหมายบังคับในปี 2567-2568)
- ตะกร้าหน้ารถ: การใส่ตะกร้าขนาดใหญ่จะไปบดบังแสงไฟหน้า ลดทัศนวิสัยและทำให้รถคันอื่นมองเห็นเราน้อยลง
การเรียนขับขี่อย่างมืออาชีพ จากไปเรียนที่ “โรงเรียนสอนขับรถ” มีความสำคัญมาก เพราะการได้เรียนรู้ทักษะที่ถูกต้องจากครูฝึก การทรงตัว, การเบรก, การจอด การคาดการณ์อุบัติเหตุ และการสังเกตจุดเสี่ยงอันตรายจะเสริมวินัยสร้างการขับขี่ที่ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งดีกว่าการ “ลองผิดลองถูก” เอง

พญ.ชไมพันธุ์ สันติกาญจน์ อดีตที่ปรึกษาด้านป้องกันการบาดเจ็บภาวะพิการ WHO และหัวหน้าโครงการ ขับเคลื่อนไทยปลอดจากภัยจักรยานยนต์ กล่าวว่า จากข้อมูลสถานการณ์อุบัติเหตุในประเทศไทย พบว่า กลุ่มเยาวชนอายุ 15-29 ปี เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดจากการใช้รถจักรยานยนต์ ซึ่งการใช้รถจักรยานยนต์มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือพิการสูงกว่ายานพาหนะประเภทอื่นถึง 24-37 เท่า
ปัญหาใหญ่ที่พบคือ เด็กส่วนใหญ่หัดขี่รถจากคนใกล้ชิด ทำให้ขาดทักษะการรับรู้ความเสี่ยงที่ถูกต้อง โดยมีข้อเสนอแนะเพื่อความปลอดภัยดังนี้
ทางออก : เลิกสอนเอง – พึ่งพาระบบมาตรฐาน
ปัญหาใหญ่ที่พบคือ เด็กส่วนใหญ่หัดขี่รถจากคนใกล้ชิด ทำให้ขาดทักษะการรับรู้ความเสี่ยงที่ถูกต้อง โดยมีข้อเสนอแนะเพื่อความปลอดภัยดังนี้
- เกณฑ์อายุ: ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีขับขี่เด็ดขาด
- การศึกษา: ไม่แนะนำการอบรมระยะสั้นในโรงเรียนเพราะไม่ได้ผล แต่ต้องเรียนในโรงเรียนสอนขับรถที่ได้มาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก ยกตัวอย่างเช่น กรณีศึกษาจากโรงเรียนสอนขับรถในเชียงใหม่ ที่สอนเรื่องจุดบอดสายตา และทักษะการควบคุมรถจริง
- เทคโนโลยีความปลอดภัย: สนับสนุนให้เลือกซื้อรถที่มีระบบเบรก ABS (ซึ่งกฎหมายบังคับใช้ในรถใหม่ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567) เพื่อลดการลื่นไถล
ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
ยกระดับรถโรงเรียน/รถสาธารณะ รัฐควรส่งเสริมให้เด็กใช้รถโรงเรียนมากกว่ามอเตอร์ไซค์ แม้จะมีข่าวอุบัติเหตุรถโรงเรียนบ้างแต่ความสูญเสียในภาพรวมน้อยกว่าการเสียชีวิตรายวันของเด็กที่ขี่มอเตอร์ไซค์เอง
นโยบาย “รถสาธารณะคนละครึ่ง” : เช่นในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ เสนอให้รัฐสนับสนุนค่าเดินทางรถสาธารณะ 50% หรือให้ฟรี เพื่อจูงใจให้แรงงานและนักเรียนเลิกขี่มอเตอร์ไซค์เดินทางไกลข้ามจังหวัด
ระบบใบขับขี่ขั้นบันได (GDL) : ผลักดันให้กรมการขนส่งทางบกเร่งนำระบบใบขับขี่ตามลำดับขั้นมาใช้ภายใน 2 ปี ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ ซึ่ง ระบบใบขับขี่ขั้นบันได (Graduated Driver Licensing – GDL) คือ ระบบการออกใบอนุญาตขับขี่ที่แบ่งเป็นหลายขั้น (มัก 3 ขั้น) คือ ขั้นเรียนรู้ ขั้นกลาง/ใบอนุญาตแบบมีเงื่อนไข และขั้นเต็มรูปแบบ โดยมีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่ค่อยๆ ผ่อนคลายตามอายุและประสบการณ์ของผู้ขับขี่ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มขับรถ เพื่อลดอุบัติเหตุจากความประมาท ความไม่ชำนาญ และพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ห้ามขับกลางคืน หรือจำกัดจำนวนผู้โดยสาร
