33 ปี จาก ‘โศกนาฏกรรมเคเดอร์’ สู่ข้อเรียกร้องยกเลิกแร่ใยหิน

ขบวนการแรงงาน ยื่น 10 ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลเนื่องในวันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ เร่งบังคับใช้กฎหมาย ปฎิบัติตามการลงนามสากล จากโรคและอุบัติเหตุใหม่

วันนี้ (10 พ.ค. 69) สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงาน และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่ายแรงงาน ร่วมกันจัดพิธีรำลึกเนื่องในโอกาส ครบรอบ 33 ปี เหตุการณ์โศกนาฏกรรมไฟไหม้โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ จ.นครปฐม และเนื่องใน “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ” ทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้กับแรงงานที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้ พร้อมร่วมกันกล่าวรำลึกถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น รวมถึงข้อเสนอด้านความปลอดภัยให้กับคนทำงานไปสู่ระดับนโยบาย

สาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย กล่าว่า นับตั้งแต่พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 (พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ) แต่ยังไม่เพียงพอเพราะกลไกในการบังคับใช้ การปฏิบัติ งบประมาณไม่ได้ใส่ลงมาที่กองทุนเพื่อความปลอดภัยที่หวังจะให้เป็นกองทุนใช้ในการรณรงค์ส่งเสริม ให้ความรู้ สร้างความตระหนัก ฟื้นฟูเยียวยากับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในการทำงาน

“ในวันนี้ล่วงเลยมา 33 ปีแล้ว เรามีวันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ มี พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ แต่คนทำงานยังคงเผชิญความเสี่ยงหลายอย่างโดยเฉพาะความเสี่ยงอุบัติเหตุใหม่ๆ เช่น แร่เหล็ก การจัดการความร้อนจากภาวะโลกร้อน กากอุตสาหกรรม ที่มีการจัดการอย่างไม่ถูกต้องก่อให้เกิดปัญหาตามมา สารพิษไหลไปสู่พื้นดิน แหล่งน้ำ ทำให้แหล่งน้ำไม่สามารถใช้บริโภคได้”

สาวิทย์ แก้วหวาน

สาวิทย์ ยังย้ำถึงท่าทีจากรัฐบาลที่กลับเหมือนจะยิ่งส่งเสริมให้นายทุนมาเปิดโรงงานในประเทศอย่างเต็มที่ ทั้งโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งสัมผัสกับความเจ็บปวดได้จากโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่วันนี้แรงงาน และชาวบ้านหลายคนทั้งใน จ.ระยอง จ.ฉะเชิงเทรา ที่ต้องสูญเสียที่ดิน พื้นที่สีเขียว อยู่ในภาวะที่ยากลำบาก ดังนั้นเครือข่ายแรงงานจึงมองว่ารัฐบาลจะมีมาตรการจัดการกับชีวิตประชาชนอย่างไร โดยเฉพาะใกล้ตัวที่สุดคือความปลอดภัยในการทำงาน ประเด็นแร่ใยหินที่ตอนนี้ทั่วโลกยกเลิกไปแล้ว แต่ในบ้านเรายังไม่จบ

ขณะที่รัฐบาลได้กำหนดให้ทุกวันที่ 10 พ.ค.ของทุกปี เป็นวันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ.2540 และ 14 ปีต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติ 11 ธันวาคม พ.ศ.2550 กำหนดให้โครงการ “แรงงานปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดี” (Safety Thailand) เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมีวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงานที่ยั่งยืน มีการกำหนดให้มีแผนแม่บทว่าด้วยความปลอดภัยอาชีวอนามัยแห่งชาติ ตราพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานแห่งชาติ ใน พ.ศ 2554 รวมทั้งให้ยื่นสัตยาบันสารอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 187 ว่าด้วยกรอบเชิงส่งเสริมการดำเนินงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย พ.ศ. 2549 อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 23 มี.ค. พ.ศ. 2559

เครือข่ายฯ ระบุว่า แม้จะมีนโยบายมีกฎหมาย และรับรองอนุสัญญาซึ่งเป็นหลักสากลแล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริงจากวันนั้นจนถึงปัจจุบันผ่านมากว่า 30 ปี แต่ชีวิตคนทำงานยังต้องเผชิญกับความไม่ปลอดภัยในการทำงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ความเสี่ยงเนื่องจากอันตราย และท่าทางจากการทำงานที่ซ้ำซาก งานหนักเกินกำลังที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น การปวดหลังจากการต้องยกของหนักเป็นเวลานานตลอดทั้งวัน ทำให้เกิดสะสมมีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก มีหลายคนต้องเป็นโรคโครงสร้างกระดูก (Ergonomics) โรคเกี่ยวกับการทรงตัว หูคอจมูก เช่น ตาแห้ง การระคายเคืองเรื้อรัง เจ็บคอบ่อยหรือเรื้อรัง และมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลภูมิแพ้ ในอัตราที่สูงอย่างน่ากังวล

รวมถึงรูปธรรมที่ตอกย้ำถึงความไม่จริงใจในการแก้ปัญหา คือ กรณีการทำให้สังคมไทยปราศจากแร่ใยหิน ที่ได้ผ่านมติสมัชชาสุขภาพถึง 2 ครั้ง คือ พ.ศ 2553 และ พ.ศ 2562 และเป็นมติ ครม.ถึง 2 ครั้ง คือ พ.ศ.2554 และ พ.ศ.2563 แต่จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถดำเนินการให้เป็นจริงได้

โดยในทุก ๆ ปี คนงานต้องเผชิญกับความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องจากอุบัติเหตุจากการทำงาน ในการสร้างเครน นั่งร้านถล่มทับคนงานเสียชีวิต บาดเจ็บ ความตายที่เกิดขึ้นซ้ำซาก กระบวนการแก้ปัญหาแบบขอไปที คือสิ่งที่พบเห็นเป็นการแก้ปัญหาภายในรยะเวลาอันสั้น และเกิดเหตุระลอกใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุการณ์ไฟไหม้รายวัน ในโรงงานในพื้นที่อุตสาหกรรมต่างๆเกิดระเบิด สารเคมีรั่วไหลแพร่กระจาย

ในบางอุตสาหกรรมต้องอพยพผู้คนประกาศภาวะฉุกเฉิน บางพื้นที่คนงานต้องเสียชีวิตบาดเจ็บ ประชาชน ชุมชน เดือดร้อนอยู่กันแบบหวาดผวา ในอีกด้านปรากฏการณ์สารพิษจากการปล่อยสารพิษในโรงงานอุตสาหกรรมทุกวัน ฝุ่น PM 2.5 จากยานพาหนะ ไฟป่า การเผาเศษวัสดุทั้งประเทศ และฝุ่นควันข้ามแดน ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าชีวิตของการทำงานของประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างไรมาตรฐานความปลอดภัย ผู้ใช้แรงงานยังไม่สามารถเข้าถึงการวินิจฉัยโรคกับแพทย์ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีคนงานที่เจ็บป่วย และอุบัติเหตุจากการทำงานในแต่ละปีที่ ได้รับอันตรายจากการทำงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่หายไป นโยบาย Zero accident กับการปกปิดข้อมูลที่เป็นจริง คือ ปัญหาหนึ่งที่ขบวนการแรงงานเห็นว่าควรยกเลิก แล้วมาทำเรื่องส่งเสริมความปลอดภัยอย่างแท้จริง เพื่อเป็นการป้องกัน

ทั้งนี้ เนื่องในวันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ พ.ศ. 2569 ขบวนการแรงงาน โดยสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย และภาคีเครือข่ายจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล

  1. รัฐบาลต้องรับรองอนุสัญญา องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 161 ว่าด้วยการบริหาร การบริการอาชีวอนามัย พ.ศ 2528 และอนุสัญญาฉบับที่ 170 คืออนุสัญญาที่ว่าด้วยความปลอดภัย และในการใช้สารเคมีในการทำงาน ซึ่งไทยรับการรับรองในปี พ.ศ 2533 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2536 รวมทั้งมีการตรากฎหมายรองรับให้ครอบคลุม และสอดคล้องกับข้อตกลงของนานาประเทศ และขอให้รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเรื่องการบริการอาชีวอนามัยอย่างเต็มที่และจริงจัง
  2. ให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งดำเนินการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวกับสารเคมี มลพิษ สิ่งแวดล้อม  โรคมะเร็งจากการทำงานต่างๆ และให้ตั้งโรงพยาบาล คลินิกอาชีวเวชศาสตร์ในย่านนิคมอุตสาหกรรม เพื่อดำเนินการป้องกันรักษาให้เพียงพอ
  3. รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ ควันพิษ โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีต้องยืนยันให้รัฐสภาหยิบยกร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ… ขึ้นมาพิจารณาใหม่ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่การเปิดประชุมสภาครั้งแรก ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 147 ซึ่ง จะครบในวันที่ 13 พ.ค.69 ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวอยู่ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภาที่มีการยุบสภาไป
  4. รัฐบาลต้องยกเลิกการใช้แร่ใยหินทุกชนิด ทุกผลิตภัณฑ์ทันที ตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ 2553 พ.ศ.2562 และมติ ครม. พ.ศ 2554 และ 2563
  5. ให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2561 ให้คนงานเข้าถึงสิทธิง่าย สะดวก รวดเร็ว
  6. บังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างเข้มข้นเพื่อให้เกิดมาตรฐานความปลอดภัยที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตาม เร่งตรวจสอบโรงงาน สถานประกอบการทั้งขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ให้เกิดการทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และมีมาตรการเอาผิดลงโทษ ต่อผู้ฝ่าฝืนอย่างรุนแรงในกรณีที่ก่อให้เกิดความรุนแรง ไม่ปลอดภัยต่อคนทำงาน ประชาชน ชุมชน และจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการความปลอดภัยทุกแห่ง เพื่อเป็นกลไกในสถานประกอบการทุกแห่งเพื่อบริหารจัดการเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานพร้อมทั้งให้องค์กรแรงงาน สหภาพแรงงานมีส่วนร่วม
  7. การเข้าถึงบริการอาชีวอนามัย และความปลอดภัยในการทำงาน คือ การป้องกัน ส่งเสริมความปลอดภัย การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และการวินิจฉัยโรค รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณ และมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญอาชีวเวชศาสตร์ และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อมให้เพียงพอ
  8. ออกกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับโรคโครงสร้างกระดูก (Ergonomics) โดยเฉพาะ ต้องบังคับใช้อย่างจริงจัง เคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาการใช้แรงงานที่เกินกำลัง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายคุ้มครอง และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น กรณีนายจ้างไม่ส่งเรื่องคนงานประสบอุบัติเหตุและเจ็บป่วยจากการทำงานเข้าใช้สิทธิเงินทดแทน
  9. เมื่อคนงานเจ็บป่วยเข้ารับการรักษา การสิ้นสุดการรักษาพยาบาลโรคที่เกี่ยวข้องจากการทำงาน ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของแพทย์ที่รักษา ไม่ใช่งบประมาณตามที่กำหนด
  10. รัฐบาลต้องเร่งมาตรการ กลไก เครื่องมืออุปกรณ์ในการแก้ไขปัญหากรณีเกิดเหตุภัยพิบัติต่าง ๆ ตั้งแต่การแก้เชิงระบบ การป้องกัน การรักษา การเยียวยา การฟื้นฟูอย่างเพียงพอ ตามหลักการคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างไม่มีการเลือกปฏิบัติ เพราะสุขภาพดีคือชีวิตที่มั่นคง ความปลอดภัยคือหัวใจของการทำงาน

สำหรับเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานผลิตตุ๊กตาของ บริษัทเคเดอร์อินดัสเทรียล (ไทยแลนด์) จำกัด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2536 จากรายงานของคณะกรรมการศึกษาข้อเท็จจริงฯ พบว่า บริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ เป็นตัวอาคารโรงงานเป็นเสาเหล็ก คานเหล็ก และพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูป ซึ่งสาเหตุที่นำไปสู่การเสียชีวิตของแรงงาน พบว่า โครงสร้างอาคารขาดมาตรฐาน เป้นเสา และคานที่ไม่มีวัสดุฉนวนหุ้มเสาเปลือย ทำให้โครงสร้างพังทลายลงมาอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 15 นาที ที่เกิดไฟไหม้ โรงงานไม่มีบันไดหนีไฟ ไม่มีระบบแจ้งเตือนภัย บันไดภายในตัวอาคารมีขนาดเล็ก ทำให้การอพยพหนีของแรงงานจำนวนมากทำได้อย่างยากลำบาก แรงงานจึงถูกกั้นด้วยควันและเปลวไฟ ไม่สามารถหนีได้ ทำให้บางคนเลือกกระโดดออกจากตัวอาคาร นำไปสู่การบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตจำนวนมาก

โดยเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเคเดอร์ มีผู้บาดเจ็บ 469 คน เสียชีวิต 188 คน เป็นแรงงานชาย 14 คน แรงงานหญิง 174 คน หลังเกิดเหตุการณ์เครือข่ายแรงงานรวมตัวกันเรียกร้องเงินชดเชยเยียวยาจากทางบริษัท กระทั่งบริษัทฯ ยอมจ่าย 1. เงินชดเชยเป็นกรณีพิเศษแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต รายละ 200,000 บาท 2. เงินช่วยเหลือการศึกษาแก่บุตรหลานจนถึงอายุ 25 ปี

เหตุการณ์ในครั้งนั้น เป็นที่มาให้ขบวนการแรงงานเคลื่อนไหวผลักดันให้รัฐบาล ประกาศให้วันที่ 10 พ.ค.ของทุกปีเป็น “วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ” อีกทั้งขบวนการแรงงาน ยังได้เข้าชื่อกัน 50,000 กว่ารายชื่อ เรียกร้องให้รัฐบาลตรากฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงาน จนนำไปสู่การออก พ.ร.บ.ความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปี 2554

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active