สชป.-สกน. เตรียมลุยเวทีรับฟังความเห็นแก้ กม. ป่าอนุรักษ์ ทวงคืนสิทธิชุมชน

คืบหน้า 1 ปี หลังชุมนุมใหญ่ สชป.-สกน.เตรียมชุมชนเข้าร่วมเวทีรับฟังความเห็นแก้กฎหมายป่าอนุรักษ์ รื้อกฎหมายป่ามรดก คสช.หลังบังคับใช้มา 5 ปี คาดอาจสร้างผลกระทบวงกว้างกว่า 4,000 ชุมชน


คณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เตรียมลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในพื้นที่ภาคเหนือ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 24 มี.ค. 69 ตามข้อเรียกร้องของสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ที่ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลตั้งแต่ต้นปี 2568 ในสมัยรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร จนถึงรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล

วิไลลักษณ์ เยอเบาะ รองผู้อำนวยการสมาคม IMPECT ระบุว่า การชุมชนุมใหญ่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2567  ชาวบ้านได้ไปรวมตัวกันเพื่อคัดค้านไม่ให้ประกาศ พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)  ซึ่งเนื้อหาของ พ.ร.ฎ. กระทบคนที่อยู่กับป่า เช่นเรื่องการอยู่ชั่วคราว 20 ปี เรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน เรื่องของคนที่ยังอยู่ในการต้องพิสูจน์สถานะไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ ซึ่งทำให้ชาวบ้านตื่นตัวจนออกมาประกาศคัดค้าน 

ด้าน พชร คำชำนาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และอนุกรรมการสัดส่วนภาคประชาชน กล่าวว่า ในขณะนั้น คสช. ได้ผลักดันกฎหมายโดยการการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ จนทำให้เกิดสถานการณ์ความเดือดร้อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ ทั้งการบีบให้ต้องสูญเสียที่ดิน จำกัดการใช้ประโยชน์จากป่า การคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ รวมไปถึงการตรวจยึดที่ดินทำกินและจับกุมดำเนินคดี

นอกจากนั้นยังมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ว่าด้วยการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ออกมาซ้ำในปี 2567 จนเกิดการลุกฮือของกลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง และเกษตรรายย่อยทั่วภาคเหนือ ขณะที่คณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เดือดร้อนจากการถูกเขตป่าอนุรักษ์ประกาศทับที่ต้องการให้แก้กฎหมายมรดกบาปจากยุคทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 

“การชุมนุมใหญ่ของ สชป. และ สกน. เมื่อปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งภาพประวัติศาสตร์การต่อสู้ของกลุ่มคนยากคนจนและชนเผ่าพื้นเมืองที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรมของรัฐ ตลอด 5 ปีของการบังคับใช้กฎหมายป่าอนุรักษ์นั้นสร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางและเห็นรูปธรรมการกดขี่มากขึ้นเรื่อย ๆ การปรับปรุงแค่กฎหมายลำดับรองอย่าง พ.ร.ฎ. จึงไม่เพียงพอ เพราะกฎหมายระดับ พ.ร.บ. นั้นมีปัญหาตั้งแต่หลักการที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ คณะอนุกรรมการฯ จึงจัดกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนโดยการลงพื้นที่จัดเวที 4 ภูมิภาค โดยเน้นการศึกษาผลกระทบจากกฎหมายทั้งฉบับ ไม่ใช่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจากเวทีที่ภาคตะวันตกและภาคอีสานประชาชนส่วนใหญ่เสนอให้เพิกถอนเขตป่าอนุรักษ์ออกจากพื้นที่ชุมชน” 

อนุกรรมการภาคประชาชนยังย้ำว่าเวทีวันที่ 24 มี.ค. นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันครบรอบ 1 ปีการเคลื่อนไหวใหญ่ของ สชป. และ สกน. และทุกความเห็นที่เรียกร้องการรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกลดทอนลงไปจากกฎหมายป่าอนุรักษ์นั้นจะถูกบันทึกในเวทีและจัดทำเป็นรายงานเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน 

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนร่วมสะท้อนความเห็นต่อคณะอนุกรรมการฯ เพื่อให้เราได้รับข้อมูลครบถ้วนที่สุด โดยเฉพาะประเด็นการละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ที่แม้ขณะนี้จะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 แล้ว แต่ก็ยังมีกฎหมายป่าอนุรักษ์ที่เนื้อหาขัดแย้งกันอยู่ ขอให้พลังการรวมกลุ่มเคลื่อนไหวของพี่น้องส่งแรงไปถึงรัฐบาลใหม่ให้เร่งเดินหน้าแก้ปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วน” 

การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ พชร ย้ำว่าสำคัญมีหลายประเด็นที่จะกระทบกับชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทับซ้อน  

IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

ขณะที่ ภัทรเดช เจริญกิจสุข แกนนำเผ่าลีซู อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่  หนึ่งในชาวบบ้านที่ถูกการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ระบุว่า ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ค่อยได้รับข่าวสารเกี่ยวกับอุทยานหรือว่าเจ้าหน้าที่เพราะว่ามีการปกปิด ซึ่งภัทรเดช ยอมรับว่า ตนในฐานะที่อยู่ในชุมชน เคยสื่อสารประเด็นเรื่องของปัญหาแล้วแต่คนในพื้นที่อาจจะยังไม่เห็นภาพจากสิ่งที่สื่อสาร ทำให้บางคนเชื่อบางคนไม่เชื่อ 

“ทางเจ้าหน้าที่เขาไม่ได้เจาะจงทั้งหมู่บ้านหรือพื้นที่ในเขตป่าทั้งหมดแต่จะสุ่มเอาเป็นบางกลุ่ม บางพวกทั้ง ๆ ที่มีชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เขตอุทยานเยอะ”

แต่หลังจากที่มีการเคลื่อนไหวที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่เมื่อปีที่แล้วพบว่ามีประชาชนที่ตื่นตัวและเข้าร่วมในการเรียกร้อง ภัทรเดชได้สื่อสารว่าปัญหาจากกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับชุมชนใดชุมชนหนึ่งแต่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อน และนอกจากนี้คาดว่าวันที่ 24 มี.ค. ที่จะถึงจะมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมเยอะ

จากข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่ามีชุมชนที่ทับซ้อนกับเขตป่าอนุรักษ์ (อุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า) จำนวน 4,042 ชุมชน เป็นจำนวนราษฎร 314,784 ราย รวมเป็นเนื้อที่ประมาณ 4.27 ล้านไร่ และที่ดิน 466,307 แปลง (ข้อมูล ณ ปี 2567) รวมถึงมีแผนประกาศเขตป่าอนุรักษ์เพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 23 แห่งทั่วประเทศ เนื้อที่ประมาณ 3,591,377 ไร่ (ข้อมูล ณ ปี 2566)

ทั้งนี้คณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562ชุดที่จะลงพื้นที่นี้ เกิดจากการเคลื่อนไหวของ สชป. และ สกน. ตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค. – 1 เม.ย. 2568 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่และทำเนียบรัฐบาล ซึ่งกลุ่มประชาชนดังกล่าวได้เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกละเมิดจากพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

จนเกิดเป็นบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่าง สชป.-สกน. และตัวแทนรัฐบาล ได้แก่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น และมีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 เม.ย. 2568 รับรองบันทึกข้อตกลงดังกล่าว  จึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าวขึ้นโดยมี ชูศักดิ์ ศิรินิล รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธาน และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลได้มีการมอบหมาย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ปฏิบัติหน้าที่ประธานต่อไป

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active