‘สมัชชาคนจน’ ปักหลักต่อ! จับตาแก้ปัญหาให้จบ หลัง ‘โสภณ’ นัดคุย 24 พ.ย.นี้  

สมัชชาคนจน ปักหลักเมืองกรุงต่อ หวัง คณะกรรมการแก้ปัญหาความเดือดร้อนหลายกรณีคุยให้จบ ก่อนยุบสภา ชี้ ช่วงเปลี่ยนรัฐบาล ควรมีกลไกลรองรับการส่งต่อคณะทำงานเพื่อเดินหน้าต่อ ให้ชาวบ้านได้รับการคุ้มครอง ด้าน ‘โสภณ’ นัดประชุม 24 พ.ย.นี้

สืบเนื่องจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน จำนวน 7 คณะ ไปตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในทางปฏิบัติ จนทำให้การแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ไม่สามารถดำเนินการได้ รวมทั้งชาวบ้านยังได้รับความเดือดร้อนเพิ่มมากขึ้น เช่น กรณี ส.ป.ก. ปักป้ายขับไล่สมาชิกสมัชชาคนจนออกจากพื้นที่ที่จังหวัดกระบี่, กรณีกรมเจ้าท่ามีหนังสือให้สมาชิกสมัชชาคนจนรื้อถอนที่อยู่อาศัยที่จังหวัดภูเก็ต, กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหมายเรียกให้รับทราบข้อกล่าวหาที่จังหวัดภูเก็ต, กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เข้ามาห้ามไม่ให้สมาชิกสมัชชาคนจน ทำกินในที่ดินที่จังหวัดสกลนคร

ทั้งที่กรณีปัญหาเหล่านี้ รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือ และกำหนดแนวทางการผ่อนผันอยู่อาศัย และทำกินในพื้นที่พิพาทระหว่างการแก้ไขปัญหาไว้แล้ว  

(ภาพ : สมัชชาคนจน Assembly of the Poor)

​จากเหตุที่เกิดขึ้นทำให้กลุ่มสมัชชาคนจนทั่วประเทศ ประกาศเดินทางปักหลักชุมนุมที่กรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือถวงถามความคืบหน้าหน้าการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของสมัชชาคนจนจากรัฐบาลอนุทิน พร้อมมี 3 ข้อเรียกร้อง เสนอต่อนายกฯ อนุทิน ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. เป็นต้นมา ประกอบด้วย 

1. ให้นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ดังนี้

  • คณะกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน
  • คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน

2. ให้ประธานกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน และประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ทั้ง 6 คณะ กำหนดให้มีการประชุมโดยทันที

3. ให้รัฐบาลใช้กรอบแนวทางการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 เรื่อง แนวทางการแก้ไขของสมัชชาคนจนและแนวทางการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของสมาชิกสมัชชาคนจน ที่ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะของสมัชชาคนจน ​

เบื้องต้น นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งให้ โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน และมอบหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ไปเมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยรองนายกฯ โสภณ ได้รับปาก ณ ที่ชุมนุมว่า จะเปิดการประชุมวันจันทร์ ที่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 13.00 น. ซึ่งจะเป็นการประชุมใหญ่เพื่อให้เห็นปัญหาทั้งหมด และจะมีการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประเด็นต่าง ๆ หลังจากนั้น ในวันที่ 25,26 พ.ย. 68

ทั้งนี้กลุ่มสมัชชาคนจน ยังคงจงจะปักหลักชุมนุมต่อไปบริเวณสำนักงาน ก.พ.ร. (ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล) เพื่อติดตามข้อสรุปจากที่ประชุม หรือจนกว่าจะบรรลุข้อเสนอที่เหลืออีก 2 ข้อ นั่นคือ ให้ประธานกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน และประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ทั้ง 6 คณะ  กำหนดให้มีการประชุมโดยทันที

และข้อสุดท้าย คือ ให้รัฐบาลใช้กรอบแนวทางการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 เรื่อง แนวทางการแก้ไขของสมัชชาคนจน และแนวทางการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของสมาชิกสมัชชาคนจนที่ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะของสมัชชาคนจน

ไพฑูรย์ สร้อยสด เลขาธิการสมัชชาคนจน กล่าวว่า เหตุผลในการเดินทางมาทวงถามข้อเรียกร้องครั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการแก้ไขปัญหา ชุดต่าง ๆ ที่ถูกแต่งตั้งขึ้นในสมัย นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร หมดวาระไปพร้อมนายกฯ ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ที่อยู่ในข้อพิพาทและมีปัญหาถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่ เช่น การติดป้ายห้ามทำกิน การปักป้ายรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้นระหว่างที่มีการส่งต่อของรัฐบาลแต่ละชุด ควรจะมีกลไกในการคุ้มครองและเป็นหลักป้องกันชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 

ไพฑูรย์ ระบุด้วยว่า หลายคนทราบว่ารัฐบาลอนุทิน อายุสั้น แต่ถ้ามีกลไกประชุมคณะกรรมการแต่ละชุดที่เป็นหัว ก็จะมีการแต่งตั้งในระดับพื้นที่ให้ทำงาน เพราะว่าพื้นที่ของสมัชชาคนจน ที่ต้องกลับไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ามีที่มาที่ไปของปัญหาอย่างไร ซึ่งตรงนี้หลายพื้นที่ยังค้างอยู่ไม่เสร็จ ถ้าหากมีกลไกกระบวนการแก้ปัญหายังเดินหน้าต่อไปได้ถึงแม้ว่าจะยุบสภา เพราะอำนาจตามคำสั่งยังไม่หมด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าชาวบ้านในพื้นที่ยังสามารถที่จะมีการประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อเตรียมข้อมูลไว้สำหรับรอรัฐบาลใหม่ชุดหน้า ได้ รวมถึงชาวบ้านก็จะไม่ถูกคุกคาม 

“เราไม่หวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะมาแก้ไขปัญหาได้เพราะว่าอายุมันสั้นแต่อย่างน้อยก็เป็นเกาะป้องกัน ให้ในระดับพื้นที่ให้ชาวบ้านสามารถทำงานต่อได้แค่นั้นเอง”

ไพฑูรย์ สร้อยสด

ขณะที่ สมปอง เวียงจันทร์ หนึ่งในสมาชิกสมัชชาคนจน ที่กำลังเดินทางมาสมทบกับชาวบ้านที่ปักหลักอยู่กรุงเทพฯ ย้ำว่า หากการแก้ปัญหายังไม่มีความคืบหน้า จะมีชาวบ้านมาสมทบเพิ่มขึ้นอีก

สำหรับคณะกรรมการที่สมัชชาคนจน ประกอบไปด้วยคณะกรรมการกำกับและติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน, คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน, คณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน กรณีแก้ไขปัญหาป่าไม้และที่ดินในรูปแบบนิคมสหกรณ์, คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนหัวนาและเขื่อนราศีไศล, คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล, คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีปัญหาที่ดินในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย และ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีปัญหาแรงงาน

(ภาพ : สมัชชาคนจน Assembly of the Poor)

ขณะที่เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (21 พ.ย. 68) ตัวแทนสมัชชาคนจนกว่า 40 คนในฐานะสมาชิกกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (Con For All) ยื่นหนังสือต่อ ณัฐวุฒิ บัวประทุม ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา โดยเรียกร้องให้กำหนดให้ประชาชนได้เลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง

สืบเนื่องจากกระบวนการที่มีอยู่ในปัจจุบันหากร่างฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้วด้วยเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ก็จะต้องนำไปผ่านการออกเสียงประชามติโดยประชาชนอีกครั้งหนึ่ง หากประชาชนร่วมกันออกเสียงลงมติ “เห็นชอบ” กับการมีผู้ร่างรัฐธรรมนูญจากการเลือกตั้งโดยตรงแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจใดที่ใหญ่กว่าอำนาจของประชาชนได้อีก และจะไม่เท่ากับการที่รัฐสภาเป็นผู้ “ให้” ประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้

ไพฑูรย์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเห็นอย่างชัดเจนว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 เป็นอย่างมาก พี่น้องหลายคนถูกไล่รื้อ คุกคาม ข่มขู่ให้ออกจากบ้านอันเป็นผลพวงจากแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มากไปกว่านั้นความคิดเห็นของประชาชนไม่เคยถูกรับฟังอย่างแท้จริงเพราะรัฐราชการเข้มแข็ง

(ภาพ : สมัชชาคนจน Assembly of the Poor)

“เราได้ผลักดันเรื่องนี้มาตลอดทั้งจัดเวทีระดับภาค และยก (ร่าง) รัฐธรรมนูญคนจน เพื่อต้องการบอกว่าเราต้องเป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญด้วยตัวของเราเอง ใช้ได้ภาษาที่คนทุกข์คนยากสามารถอ่านแล้วเข้าใจ ไม่ใช่ให้ผู้มีอำนาจมาเขียนแทนเราและต้องเขียนใหม่ทั้งฉบับเพื่อที่จะสอดคล้องกับวิถีชีวิตของเรา”

ไพฑูรย์ สร้อยสด

ณัฐวุฒิ รับหนังสือพร้อมระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เขียนไว้ชัดเจนว่า ในกรณีของการเลือกตั้ง สสร.โดยตรงนั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่เป็นส่วนหนึ่งของข้อจำกัดในการที่พูดถึงกระบวนการในแง่ของการยกร่าง ทั้งนี้ทั้งนั้นตนไม่ได้หมายถึงว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญจะไม่ใช่อำนาจของพี่น้องประชาชน แม้กระทั่งคำวินิจฉัยฉบับนั้นเอง แม้กระทั่งในการพูดคุยของกรรมาธิการ แม้กระทั่งถ้อยคำที่ระบุในการยกร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังมีการพิจารณานั้นก็ล้วนยืนยันว่า ในท้ายที่สุดอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของประชาชนโดยแท้

โดยณัฐวุฒิรับปากจะส่งหนังสือให้กับคณะกรรมาธิการฯ และบันทึกไว้ว่าการมายื่นหนังสือในวันนี้เป็นจุดยืนของประชาชนที่ต้องการให้เลือกตั้ง สสร.

“แต่ถึงอย่างไรการยกร่างนั้น มีการลงมติเห็นชอบร่วมกันเรื่องกลไกในการร่างรัฐธรรมนูญผ่านการรับสมัครผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนประชาชน และรัฐสภาจะเป็นผู้เลือก เราปฏิเสธสิ่งนี้ไม่ได้ แต่จะเพิ่มกลไกคณะกรรมาธิการฯ รับฟังความเห็นและกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ”

ณัฐวุฒิ บัวประทุม

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active