พรรคการเมือง ปักธง! หนุนนโยบาย 10 ด้าน ‘พีมูฟ’

ครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน รองรับสิทธิชุมชน ส่วนร่วมการจัดการทรัพยากร เดินหน้าประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ‘พีมูฟ’ หวัง หลังเลือกตั้ง นโยบายประชาชน ถูกบรรจุในนโยบายรัฐบาล 

วันนี้ (30 ม.ค. 69)  ในเวทีสัญญาประชาคม ประชาชนพบพรรคการเมือง ที่จัดขึ้นโดย ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ( P-Move ) ได้มีการนำเสนอนโยบาย 10 ด้านต่อตัวแทน 4 พรรคการเมือง ที่ตอบรับมาร่วมเวทีรับฟังเสียงสะท้อนและรับนโยบายประชาชน ประกอบด้วย พรรคประชาชาติ, พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคกล้าธรรม 

(ภาพ : พีมูฟ)

สำหรับนโยบายทั้ง 10 ด้าน ของกลุ่มพีมูฟ ประกอบด้วย  

ด้านที่ 1 สิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย 

คือ การยืนยัน อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ข้อเสนอหลักประกอบด้วย

  • รัฐธรรมนูญใหม่ โดยเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ รัฐธรรมนูญต้องยึดโยงกับประชาชน ไม่ใช่กลไกสืบทอดอำนาจ

  • ยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหาร และคำสั่ง คสช. ทุกฉบับที่ลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน

  • ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ยืนยันว่าการชุมนุมคือสิทธิ ไม่ใช่อาชญากรรมรัฐมีหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัย ไม่ใช่ขัดขวางหรือควบคุมประชาชน

ด้านที่ 2 การกระจายอำนาจ 

การรวมศูนย์อำนาจ คือ รากเหง้าของความเหลื่อมล้ำ ข้อเสนอ คือ  

  • ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือผู้ว่ามาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดของตนเองได้จริง นี่คือประชาธิปไตยที่เริ่มต้นจากท้องถิ่น

  • ยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค ยกเลิกผู้ว่าราชการจังหวัดแบบแต่งตั้ง อำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจรัฐส่วนกลางในพื้นที่

  • ให้การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นโครงสร้างหลัก ถ่ายโอนอำนาจ ภารกิจ และงบประมาณ ลงสู่ อบต. เทศบาล อบจ. อย่างครบถ้วน 

ด้านที่ 3 การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 

ความยุติธรรมที่คนจนเข้าถึงไม่ได้ คือ ความอยุติธรรม ข้อเสนอประกอบด้วย

  • ต้องเร่งรัดพิจารณา “ร่างพระราชบัญญัตนิรโทษกรรมแก่ราษฎรซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ พ.ศ…..” ตามที่กระทรวงยุติธรรมได้ศึกษาและรับฟังความคิดเห็นแล้ว เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ภายใน 100 วัน ทั้งนี้ ในระหว่างการพิจารณากฎหมายดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวให้ผู้เสียหายสามารถเข้าทำประโยชน์ในแปลงที่ดินที่มีข้อพิพาทหรือเป็นคดีความจนกว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ได้โดยทันที

  • ขอให้นำเอาระบบไต่สวนมาแทนระบบกล่าวหา ในการพิจารณาคดีความที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และคดีที่เกี่ยวกับที่ดิน ทรัพยากร ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ การพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว การค้นหาข้อเท็จจริงในคดี ที่ดิน ทรัพยากร ป่าไม้ สิ่งแวดล้อมของกระบวนการยุติธรรม ต้องวิเคราะห์จากหลักฐานทางด้านสังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ชาติพันธุ์วิทยา ไปจนถึงวัฒนธรรมประเพณี ในการใช้ที่ดิน ทรัพยากร ป่าไม้ สิ่งแวดล้อมของบริบทแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การพิจารณาแค่หลักฐานของทางราชการเท่านั้น

ด้านที่ 4-5 ด้านที่ดินและทรัพยากร บนข้อเสนอต่อพรรคการเมืองด้านที่ดินและทรัพยากร

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐไทยใช้วิธีคิดแบบเดียวมาตลอด คือ ที่ดินและทรัพยากรเป็น “ทรัพย์สินของรัฐ” ประชาชนที่อยู่มาก่อน ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ถูกนิยามว่าเป็น “ผู้บุกรุก” โดยอัตโนมัติ ผลลัพธ์ คือ ยิ่งประกาศพื้นที่ อนุรักษ์ ปัญหาความขัดแย้งยิ่งรุนแรง ยิ่งใช้กฎหมาย ความยุติธรรมยิ่งถอยหลัง

นี่ไม่ใช่ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย แต่คือ ปัญหาวิธีคิดของรัฐ ข้อเสนอหลักของเราคือ รัฐบาลใหม่ ต้องจัดวางความสัมพันธ์ จาก “รัฐเป็นเจ้าของ” ไปสู่ “ประชาชนเป็นหุ้นส่วนในการดูแลทรัพยากร” ที่ดินและป่าไม้ไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่คือ ทรัพยากรร่วมของสังคม ที่ชุมชนท้องถิ่นดูแล ใช้ประโยชน์ และรักษามายาวนาน เราต้องเปลี่ยนสถานะของประชาชนจาก “ผู้บุกรุก” เป็น “ผู้ดูแลรักษา” และเปลี่ยนบทบาทของรัฐ จาก “เจ้าของผู้หวงแหน” เป็น “ผู้สนับสนุนและกำกับดูแล”

ข้อเสนอประชาชน รับรองสิทธิชุมชน กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ปฏิรูปกฏหมายป่าไม้ที่ดิน 2 ประเด็นหลัก คือ

  1. รับรองสิทธิชุมชนและกรรมสิทธิ์ร่วม ให้รัฐบาลผลักดันพระราชบัญญัติสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อเป็นเอกสารรับรองสิทธิ อำนาจในการจัดการที่ดินและทรัพยากรของชุมชนโดยมี ธรรมนูญชุมชน เป็นกลไกกำกับ แบ่งพื้นที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และป่าอนุรักษ์ ในรูปแบบโฉนดชุมชน

  2. ลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ด้วยการจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” ให้เป็นองค์กรอิสระไม่แสวงหาผลกำไร มุ่งสู่การกระจายการถือครองที่ดิน เชื่อมโยงกับภาษี ที่ดินอัตราก้าวหน้า เพื่อดึงที่ดินรกร้างว่างเปล่า จากการเก็งกำไร มาจัดสรรให้เกษตรกรและคนจนเข้าถึง 

ระยะเร่งด่วน 100 วันแรก รัฐบาลต้องออกมติ ครม. ยกเลิก มติครมที่มีปัญหาต่อการดำรงชีวิต (เช่นมติ ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ , มติ ครม 26 พย 61 รถไฟ 5 ขบวน , มติ ครม 30 มิย 41 ) เร่งรัดการแก้ไขกฎหมายที่ละเมิดสิทธิชุมชน (เช่น พ.ร.บ.อุทยานฯ และ พ.ร.บ.สงวนคุ้มครองสัตว์ป่า ที่ละเมิดสิทธิชุมชน) และหยุดดำเนินคดีหยุดไล่รื้อ ต่อชุมชนที่อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา

ระยะกลาง ผลักดันกฎหมาย 4 ฉบับ พ.ร.บ.สิทธิชุมชน, พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน, พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า และ พ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อนำไปสู่การคุ้มครองรับรองสิทธิชุมชน

ระยะยาว ภายในวาระรัฐบาลต้องปฏิรูปรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร โดยไม่ต้องรอกฎหมายลูก และกระจายอำนาจจริงสู่ท้องถิ่นปัญหาที่ดินและป่าไม้ ไม่ใช่ปัญหาของคนจน แต่คือ ระเบิดเวลาของความเหลื่อมล้ำ การปล่อยให้ที่ดินกระจุกตัวเพื่อการเก็งกำไร ขณะที่ประชาชนจำนวนมากไม่มีที่ยืน จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่จบสิ้น ข้อเสนอชุดนี้ ไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่คือการ คืนสิทธิ คืนอำนาจ และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พรรคการเมืองใดที่กล้าหยิบวาระนี้ขึ้นมา ไม่ได้แค่ได้นโยบาย แต่กำลังเลือกยืนข้างประวัติศาสตร์ ในการสร้าง “รัฐสวัสดิการด้านที่ดิน” ที่เป็นธรรม เสมอภาค และยั่งยืน

ด้านที่ 6 นโยบายภัยพิบัติ 

ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องธรรมชาติอย่างเดียว แต่คือการจัดการของรัฐ ข้อเสนอคือ

  • ทบทวนแก้ไขพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550

  • จัดทำแผนแม่บทการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนและท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง

  • แต่งตั้งคณะทำงานที่มีผู้แทนจากชุมชนและท้องถิ่นขับเคลื่อนแผนแม่บท

  • จัดตั้งและพัฒนากองทุนการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนและท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง

  • พัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของบุคลากร/อาสาสมัคร

  • จัดหลักสูตรการศึกษาในท้องถิ่น เกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติ

  • พัฒนาระบบฐานข้อมูลรวบรวมข้อมูลไว้เพียงหน่วยงานเดียว

  • จัดตั้งกลไกการดำเนินงานระดับชาติ จังหวัด อำเภอ ตำบล

ด้านที่ 7 การคุ้มครองชาติพันธุ์

ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568

แม้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 จะประกาศบังคับใช้แล้ว แต่กลุ่มชาติพันธุ์ยังเผชิญความท้าทาย 3 ด้านหลัก ได้แก่ 

  1. ความขัดแย้งเรื่องที่ดินและทรัพยากร : กฎหมายป่าไม้หลายฉบับยังซ้อนทับกับที่อยู่อาศัยดั้งเดิม เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่ตีความพื้นที่วัฒนธรรมเป็นพื้นที่บุกรุก

  2. สถานะบุคคลที่ยังไม่เบ็ดเสร็จ : แม้กระบวนการจะดีขึ้น แต่ยังมีกลุ่ม “ตกหล่น” และความล่าช้าในระดับปฏิบัติการ ทำให้เข้าไม่ถึงสวัสดิการรัฐ

  3. อคติทางวัฒนธรรม : ระบบการศึกษาและสื่อหลักยังมองกลุ่มชาติพันธุ์เป็น “คนอื่น” ทำให้วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ถูกแช่แข็งไม่ได้รับการส่งเสริมและถูกนำมาใช้สร้างมูลค่าเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม

จึงขอเรียกร้องให้พรรคการเมือง บรรจุนโยบายเพื่อคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ต่อไปนี้เป็นวาระเร่งด่วน

  • ยุติการจับกุม แจ้งความดำเนินคดี ไล่รื้อ อพยพ และให้ความคุ้มครองชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ ที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทกับหน่วยงานรัฐ รวมถึงผลักดันให้มีการดำเนินการทบทวน แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของรัฐที่ขัดแย้ง กับหลักการและเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 อาทิ แนวปฏิบัติของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นให้มีมาตรการเยียวยากรณีที่มีการจับกุมและไล่รื้อชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย

  • รับรองสิทธิในที่ดินและทรัพยากรในรูปแบบสิทธิชุมชน โฉนดชุมชน ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ อาทิ ระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน โดยเร่งประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ตามวิถีภูมิปัญญาที่ยั่งยืน อันเป็นทางออกของวิกฤตโลกร้อนที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ 

  • เร่งรัดแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล ด้วยการปฏิรูประบบการพิสูจน์สัญชาติ และสถานะบุคคล โดยใช้กระบวนการทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเข้ามาช่วย เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่ตกหล่น มีหลักประกันในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การรักษาพยาบาล และสวัสดิการของรัฐอย่างถ้วนหน้าและเป็นธรรม

  • ยกระดับ “ทุนวัฒนธรรม” ให้เป็น “เศรษฐกิจกลุ่มชาติพันธุ์” โดยการสนับสนุนงบประมาณและกลไกการตลาด เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ และบริการจากฐานรากวัฒนธรรมชาติพันธุ์ สู่ระดับสากล สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นธรรม 

  • ส่งเสริมการศึกษา ด้วยวิถีวัฒนธรรมและภาษาแม่ ผลักดันนโยบายการศึกษา ที่เคารพความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยนำภาษาแม่ และภูมิปัญญาท้องถิ่น เข้าสู่ระบบการศึกษาหลัก เพื่อลดอัตราการหลุดออกจากระบบและสร้างเกียรติยศ ศักดิ์ศรี สร้างความภาคภูมิใจในตัวตนกลุ่มชาติพันธุ์

  • สนับสนุนการทำงาน ของสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ให้เป็นพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วม ในการกำหนดนโยบายด้านชาติพันธุ์ เพื่อให้แน่ใจว่าการพัฒนาใดๆ ของภาครัฐจะทำลายวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่จะเป็นการเติบโตไปพร้อม ๆ กัน

  • จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เนื่องจากแม้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ยังไม่มีหลักประกันว่ารัฐจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินการตาม กลไกต่างๆ ของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้เกิดประสิทธิภาพ จึงขอให้มีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการสนับสนุนงบประมาณอย่างเป็นธรรมเพื่อประชากรกลุ่มชาติพันธุ์

  • จัดให้มีหลักสูตรทักษะวัฒนธรรม (Cultural Fluency) เป็นหลักสูตรพื้นฐาน ในสถาบันการศึกษาทุกระดับ และสร้างพื้นที่การเรียนรู้ทักษะวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อวางรากฐานทางความคิดให้สังคมไทยเรียนรู้ และอยู่ร่วมกับความแตกต่าง หลากหลาย ทางวัฒนธรรมอย่างเท่าทัน อคติทางวัฒนธรรม

ด้านที่ 8 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ผู้มีปัญหาสิทธิ และสถานะทางทะเบียน

1. ให้มีกลไกระดับนโยบาย ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ในพื้นที่มีมีกลุ่มเป้าหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิทธิสถานะบุคคล  

2. เร่งรัดการแก้ปัญหาตามนโยบาย มติ ครม. 29 ตุลาคม 2567 การแก้ปัญหาพัฒนาสถานะและสิทธิบุคคล ของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธุ์ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยต่อเนื่องมายาวนานเป็นการเร่งด่วนภายให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี  

3. เร่งรัดการสำรวจ กรณีคนตกสำรวจ โดยระบุกลุ่มชัดเจนตามคุณสมบัติของบุคคลที่กำหนดตามกรมการปกครอง ซึ่งควรนำเข้า ครม. เพื่อให้ ครม. มีมติการสำรวจอย่างชัดเจน  

– กรณีคนไทยพลัดถิ่นระบุผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย 
– กรณีมุสลิมจากพม่า ระบุ ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า หรือ ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า 
– กรณีชาติพันธุ์อื่นๆ ระบุ ตามข้อเท็จจริงของบุคคลตามรายชื่อ และมีสิทธิ์ยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติ และพัฒนาสถานะทันทีตามเงื่อนไขกฎหมาย และคุณสมบัติของบุคคล  

    4. ทบทวนกลไกคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์การทำงานกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ผู้มีปัญหาสถานะบุคคล และมีการประชุมอย่างต่อเนื่องทุกเดือน 

    5. การปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลงาน ให้นำไปสู่การปฏิบัติการและแก้ปัญหาได้จริง 

    6. จัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนที่อยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาและการเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิต 

    7. จัดตั้งสำนักกิจการพิเศษ ด้านสิทธิและสถานะบุคคล โดยมีกรอบระยะเวลาในการดำเนินการต่อกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและให้ยุติหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ โดยมี กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กระทรวงยุติธรรม นักวิชาการ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษา ขับเคลื่อนและบูรณาการร่วมกัน 

    8. กรณีบุคคลที่ตกสำรวจทางทะเบียนให้สามารถเข้าถึงการซื้อบัตรประกันสุขภาพโดยมีเอกสารรับรองจากองค์กรหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

    9. ต้องได้รับการเยียวยา จัดสรร และเข้าถึง เรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ระบบสาธารณูปโภค กลุ่มผู้ที่มีปัญหาสถานะบุคคล ที่ยังไม่ได้สัญชาติไทย และผู้ที่ตกหล่นทางทะเบียน ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยเด็กแรกเกิด เบี้ยคนพิการ ขอให้กระทรวง พม.รับรองตัวบุคคล และสามารถเข้าเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ ในระหว่างการแก้ปัญหาสถานะบุคคล

    ด้านที่ 9 นโยบายรัฐสวัสดิการ 

    มีข้อเสนอรัฐสวัสดิการ 9 ข้อ จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน เปลี่ยนรัฐสงเคราะห์ เป็น รัฐสวัสดิการ เปลี่ยนความเหลื่อมล้ำให้เป็นความเท่าเทียมและเป็นธรรม  

    1. เด็กและเยาวชน เงินอุดหนุนถ้วนหน้าไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 0-3 ปี

    2. การศึกษา มัธยมเรียนฟรีจริง เรียนฟรีถึง ป.ตรี ยกเลกหนี้ กยศ. และเรียนรู้ทุกช่วงวัย

    3. ระบบสุขภาพ รวมทุกกองทุนเป็นมาตรฐานเท่าเทียมสู่กองทุนเดียว

    4. ที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 2% มีบ้านเช่าคุณภาพ และเงินอุดหนุนที่อยู่อาศัย

    5. งานและรายได้ ค่าแรงเป็นธรรม ลดชั่วโมงทำงาน ลาคลอด/เลี้ยงบุตร 180 วัน มีสิทธิในการรวมตัวต่อรองตามมาตรฐานสากล (ILO)  

    6. ประกันสังคม เพิ่มสิทธิประโยชน์ ม.33, 39, 40 และประกันสังคมถ้วนหน้า

    7. บำนาญ เปลี่ยนเบี้ยเป็นบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า 3,000 บาท/เดือน

    8. สิทธิทางสังคม ประชากรกลุ่มเฉพาะ เพิ่มเบี้ยความพิการกายอุปกรณ์ สิทธิข้ามเพศ สวัสดิการสตรี ผ้าอนามัย ยกเลิกหลักสูตรที่สร้างความเกลียดชัง ขนส่งมวลชนพื้นที่สาธารณะเพื่อคนทุกคน

    9. ปฏิรูปภาษีและงบประมาณ เก็บภาษีความมั่งคั่ง ภาษีกำไรจากทุน ภาษีที่ดินรวมแปลง ภาษีมรดก และลดงบกลาโหม ปฏิรูปงบสวัสดิการข้าราชการ 

    หลักการสำคัญของรัฐสวัสดิการที่เราต้องเน้นย้ำ คือ สวัสดิการต้องเป็นสิทธิ ไม่ใช่การสงเคราะห์ ไม่สร้างเงื่อนไขให้ประชาชนต้องพิสูจน์ความจน 

    ด้านที่ 10 นโยบายที่อยู่อาศัย 

    ที่อยู่อาศัยคือสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่สินค้า ต้องได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอคือ

    1. ควบคุมดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยไม่เกินร้อยละ 2 และอุดหนุนค่าเช่าให้สอดคล้องกับรายได้

    2. รัฐต้องจัดที่อยู่อาศัยเช่าราคาถูกที่มีคุณภาพ ใช้ที่ดินของรัฐเพื่อคนจนและผู้มีรายได้น้อย

    3. ทุกคนต้องเข้าถึงไฟฟ้า ประปา ทะเบียนบ้าน โดยไม่ผูกกับสิทธิในที่ดินเพราะการมีบ้าน คือการมีชีวิตที่มั่นคง
    (ภาพ : พีมูฟ)

    ‘พรรคการเมือง’ ปักธง! หนุนนโยบาย 10 ด้าน พีมูฟ 

    คำมั่นสัญญาของตัวแทนพรรคการเมืองถูกบรรจุและบันทึกไว้ในกระถางต้นกล้า นโยบายทั้ง 10 ด้าน น่าสนใจว่า นโยบายที่ทั้ง 4 พรรคการเมือง คือ พรรคประชาชน พรรคประชาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม ปักธงลงในกระถางต้นกล้านโยบายนั้นจะสามารถผลักดันได้แค่ไหน เมื่อมีโอกาสได้บริหารประเทศ  

    ในเวทีวันนี้ ยังมีคำถามสำคัญ คือ การผลักดันนโยบายประชาชนให้เดินหน้าจะทำให้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรมอย่างไร ?

    พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ภาพ : พีมูฟ)

    พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เห็นว่า นโยบายทั้ง 10 ด้านของประชาชนวันนี้ คือ ทางออกประเทศ ที่พรรคยกธงเขียวหมด เพราะพรรคประชาชาติ มีความชัดเจนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 60 เพราะ ฉบับนี้ไม่แบ่งปันทรัพยากร ไม่แบ่งปันความสมดุลไม่แบ่งปันความเสมอภาคเท่าเทียมกัน และพบปัญหาสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน ที่สำคัญไม่เคยนิรโทษกรรมให้กับคนที่รัฐไปรังแกประชาชน พรรคประชาชาติจึงยืนยันเดินหน้านิรโทษกรรมให้ประชาชน คดีป่าไม้ที่ดิน และนิรโทษกรรมลูกหนี้ กยศ.

    สาธิต วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ภาพ : พีมูฟ)

    สาธิต วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การตอบรับนโยบายประชาชนวันนี้ เกิดจากหลักคิดพรรคประชาธิปปัตย์ ที่ตรงกับหลักคิดข้อเสนอของขบวนการประชาชน และเสียงเรียกร้องอีกหลายฝ่าย ซึ่งทำให้เกิดขึ้นจริงมาแล้วในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เมื่อปี 2551-2554 เช่นเรื่องโฉนดชุมชน เรื่องธนาคารที่ดิน เพราะฉะนั้นหลักคิดตรงกันแบบนี้ถ้าได้เข้าไปเป็นรัฐบาลก็ผลักดันได้หลายเรื่องมาก แต่ถึงไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตามสามารถสนับสนุนได้ เช่น การร่างพระราชบัญญัติเรื่องของโฉนดชุมชน เรื่องของธนาคารที่ดิน รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องที่เป็นปัญหาขัดแย้งกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน สามารถจะขับเคลื่อนผ่านได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นทางรัฐสภากรรมาธิการ หรือช่องทางอื่น ๆ ที่สามารถขับเคลื่อนได้แต่ให้ดีที่สุดก็คือถ้าเป็นรัฐบาล นโยบายประชาชนเดินหน้านับหนึ่งได้เลย

    พูนศักดิ์ จันทร์จำปา ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ภาพ : พีมูฟ)

    พูนศักดิ์ จันทร์จำปา ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มองว่า ถ้าดูเรื่องของ concept หลัก ๆ นโยบายพรรคประชาชนและพีมูฟเดินคู่กันทั้งนั้นเหลืออยู่อย่างเดียวเรื่องวิธีการรูปแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ประเด็นหลักแนวทางหลักเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะเรามองประชาชนเท่ากันมองเรื่องสิทธิและเสรีภาพความเท่าเทียมของประชาชน ดังนั้นในเมื่อมองไปถึงเป้าหมายเดียวกัน รูปแบบแนวทางนโยบายไปสู่เป้าหมายตรงนั้นเลยค่อนข้างไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม เรื่องการกระจายอำนาจ เราก็เห็นพ้องต้องการเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม นโยบายที่ดินและการคุ้มครองสิทธิ์ของพี่น้องประชาชนที่เขาควรจะได้รับ เราก็เจอปัญหาเดียวกัน และมีปัญหา เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมการเปิดเผยข้อมูล อันนี้ทุกคนก็เจอปัญหาเช่นเดียวกัน เรื่องพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ก็ชัดเจนว่าทำงานกันเข้มข้นในสภาฯ จน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ก็ผ่านการพิจารณา

    ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ โฆษกพรรคกล้าธรรม (ภาพ : พีมูฟ)

    ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ โฆษกพรรคกล้าธรรม ระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาและนโยบายประชาชนทั้ง 10 ด้าน เช่น พี่น้องชาติพันธุ์ ที่ล่าสุดเพิ่งลงพื้นที่เชียงราย ให้ความสำคัญ การเข้าถึงสิทธิ สถานะสัญชาติ การหาและเปิดพื้นที่ตลาดรองรับผลผลิตสินค้าชาติพันธุ์ นอกจากนี้ยังมองเรื่องความสำคัญในการกระจาบอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น การจัดการทรัพยากรโดยให้ชุมชนมีสิทธิและส่วนร่วม ไม่ใช่การไปจัดสรรให้กลุ่มทุน

    ด้าน ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาพีมูฟ ย้ำว่า ภาคประชาชนเขามีบทเรียน และร่วมกันประเมินแล้วว่า การเรียกร้องที่มุ่งเสนอแต่ปัญหาด้านเดียว ไม่ใช่ทางออก แต่การระดมความเห็น ยกระดับปัญหาเป็นนโยบายที่มีข้อเสนอแนะอย่างชัดเจนจะเป็นหัวใจสำคัญ และเจตจำนงของพรรคการเมืองที่มาสัญญาประชาคมเอาไว้ จะเป็นหลักฐานสำคัญในการเกาะติดความคืบหน้าทางนโยบาย ว่าได้ทำตามที่รับปากไว้หรือไม่  มากไปกว่านั้น คือการเรียนรู้ที่จะสร้างพลังการรับสู่สังคมวงกว้างมากกว่ากลุ่มสมาชิก ไปจนถึงการร่วมมือสถาบัน องค์กร และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อร่วมกันผลักดันนโยบายประชาขนให้เดินหน้าได้

    (ภาพ : พีมูฟ)

    ภาคประชาชน ยังประเมินว่า พรรคการเมืองที่มาตอบรับวันนี้ ต่างเป็นพรรคหลักที่มีโอกาสร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาและเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจว่าสัญญาไม่ใช่เพียงลมปาก คือ นโยบายประชาชน ที่มาตอบรับไว้ในครั้งนี้ จะถูกบรรจุในนโยบายหลักที่จะแถลงต่อรัฐสภาหรือไม่ 

    Author

    Alternative Text
    AUTHOR

    The Active

    กองบรรณาธิการ The Active