ภาคประชาชน ฝาก ‘โสภณ’ เร่งดันร่าง กม. PRTR เข้าสภาฯ อีกรอบ

ยื่นหนังสือยืนยันร่างกฎหมาย PRTR หนุนให้สภาฯ เร่งพิจารณา ย้ำสิทธิประชาชนเข้าถึงข้อมูลมลพิษ ชี้ เนื้อหาไม่ซ้ำซ้อนกฎหมายเดิม เปิดทางแก้ปัญหามลพิษ ปกป้องสุขภาพ พร้อมระบุ ไม่เห็นด้วยนำไปบรรจุใน พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ  

วันนี้ (19 พ.ค. 69) ที่อาคารรัฐสภา ตัวแทนประชาชนผู้เสนอร่างกฎหมาย PRTR (ร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. … ) โดย มูลนิธิบูรณะนิเวศ, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม, กรีนพีซ ประเทศไทย และประชาชนผู้ประสบปัญหามลพิษจากหลายพื้นที่ เข้ายื่นหนังสือต่อ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้เร่งพิจารณาร่างกฎหมาย PRTR ต่อไปโดยเร็ว หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้นำเสนอยืนยันร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายในกรอบเวลา 60 วันนับจากวันเปิดประชุมสภาฯ ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 13 พ.ค. ที่ผ่านมา

ตัวแทนภาคประชาชน ยื่นหนังสือต่อ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้เร่งพิจารณาร่างกฎหมาย PRTR โดยเร็ว (ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

กมลทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง เขต 1 พรรคประชาชน ตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลถึงไม่เข้าใจ ไม่ให้ความสำคัญกับกฎหมายฉบับนี้ การที่ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงในที่ประชุมว่าจะให้ กฎหมาย PRTR อยู่ในร่มของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 หากแก้กฎหมายที่มี 114 มาตรา จะต้องใช้เวลาในการพิจารณาอีกยาวนาน ใช้เวลาในการเห็นชอบที่จะแก้ไขอีกกี่มาตรา ทางฝ่ายรัฐบาลมีความชัดเจนแล้วหรือยังว่าได้เตรียมร่างแก้ไข หรือมีแนวทางที่จะแก้ไขอย่างไร และกระบวนการจะเสร็จเมื่อไหร่

“ในทางกลับกัน ร่างกฎหมาย PRTR ที่พิจารณาเสร็จแล้วเป็นร่างที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันและพร้อมเดินหน้า รัฐบาลกลับไม่ทำ กลับเดินถอยหลัง กลับเตะถ่วงการมีกฎหมายควบคุมมลพิษ กฎหมายที่จะจัดการในเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส ตามหลักเกณฑ์ของประเทศสมาชิก OECD ออกไปอีก ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมาก”

“ยิ่งไปกว่านั้น คำตอบที่อ้างเหตุผลมากมายของท่านรัฐมนตรี สุดท้าย ความหมายก็คือปัดตกนั่นเอง สิ่งที่รับไม่ได้อย่างยิ่งของรัฐมนตรี คือการโยนความผิดในการละเลยกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นความผิดของพี่น้องประชาชน ซึ่งมองว่าหากรัฐมนตรี หรือรัฐบาลไม่มัวเอาแต่พูดไปเรื่อย แต่ใช้หู ใช้ใจฟังพี่น้องประชาชนบ้าง ท่านจะเห็นว่าในภาคส่วนของประชาชนผลักดันกฎหมายฉบับนี้มากว่า 20 ปี แล้ว ประชาชนทำทุกอย่างทุกทางเพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับลูกหลานของเราแต่ถูกฝั่นรัฐบาลเพิกเฉย เตะถ่วง”

กมลทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

PRTR ไม่ซ้ำซ้อนกฎหมายเดิม

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ บอกว่า ร่างกฎหมาย PRTR เคยผ่านมติเอกฉันท์ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านแล้ว และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อปรับปรุงร่างซึ่งได้มีการจัดทำรายงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่เมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ได้นำกฎหมายเข้าสู่สภาให้พิจารณาต่อในวาระ 2 และ 3 จึงเดินทางมาเยือนอีกครั้ง ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 ที่ว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ตกไปเพราะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังการเลือกตั้งไม่ได้ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ผู้เข้าชื่อเสนอร่าง ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สามารถมีหนังสือยืนยันต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรภายใน 120 วัน เพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อไป และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ

เพ็ญโฉม ยืนยันว่า การจัดทำร่างกฏหมาย PRTR ผ่านการศึกษาวิจัยมาเป็นอย่างดีว่ากฎหมายที่ร่างขึ้นมาจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับ กฎหมายที่มีการบังคับใช้อยู่ นั่นคือ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ควบคุมมลพิษ ซึ่งทำการศึกษามาไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยยึดตามกรอบและคู่มือ OECD ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ที่สหประชาชาติมีการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกในปี 2535 ที่มีมติให้นานาชาติ จัดทำฐานข้อมูลว่าด้วยเรื่องรายงานการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมทั้งชนิดและปริมาณ และต่อมาปี 2536 OECD รับภารกิจหลักในการขับเคลื่อนมติดังกล่าว จนเกิดเป็นคู่มือรายละเอียดแนวทาง การจัดทำทำเนียบรายงานชนิดและปริมาณการก่อมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม โดยให้ชื่อมาว่า Pollutant Release and Transfer Register (PRTR) และมีการกำหนดให้ประเทศสมาชิกพัฒนาให้มีกฎหมายฉบับบนี้และบังคับใช้ไม่เกินปี 2558 

“เราขอคัดค้าน การที่รัฐบาลจะนำเรื่อง PRTR ไปใส่ไว้ในร่างแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมและรัฐษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพียงมาตราสองมาตรา PRTR เป็นเรื่องที่ใหญ่ มีระบบซับซ้อน มีความเฉพาะเจาะจง เพราะฉะนั้นทุกประเทศที่มี PRTR บังคับใช้ ปัจจุบันมี 50 ประเทศ แยกเป็นกฎหมายออกมา”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง 

ย้ำสิทธิประชาชนเข้าถึงข้อมูลมลพิษ

อัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมาย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) บอกด้วยว่า การที่ผู้แทนรัฐบาล ระบุว่าจะนำ PRTR ไปไว้ในร่างของ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ ปัจจุบันยังไม่มีใครเห็นร่างที่อ้างถึงนั้น ว่ามีการเขียนไว้ว่าอย่างไร แต่เท่าที่ทราบคือเป็นเพียงมาตราสั้น ๆ ไม่กี่มาตรา แต่ PRTR เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องมีการกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ภาคประชาชนขอยืนยันในความจำเป็นที่ต้องมีการตรากฎหมายเป็นการเฉพาะ เพื่อให้สิทธิประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลมลพิษ ถูกบัญญัติรับรองไว้อย่างหนักแน่นในกฎหมายระดับ พ.ร.บ.

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องถูกกำหนดไว้ เช่น การกำหนดขอบเขตสารมลพิษที่ต้องรายงานและเปิดเผยให้ประชาชนทราบ หลักเกณฑ์ ที่ต้องครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

“ร่าง กฎหมาย PRTR ยังมีการกำหนดโครงสร้างคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากกระทรวงต่าง ๆ เพื่อประสานความร่วมมือในการเก็บรวบรวมส่งต่อข้อมูลเพื่อจัดทำฐานข้อมูลกลางที่มีความน่าเชื่อถือ และทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงได้ จะแก้ปัญหาในสิ่งที่เคยเป็นข้อจำกัดของกฎหมายที่เป็นอยู่ ที่หน่วยงานยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลระหว่างกัน ทำให้ไม่สามารถประเมินภาพรวมสถานการณ์มลพิษของประเทศได้”

​อัมรินทร์ สายจันทร์ 

อย่าอ้างเศรษฐกิจเติบโต ท่ามกลางผลกระทบจากอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย ระบุว่า กรีนพีซยืนยันเจตจำนงตามเดิมว่า ภาคประชาชนไม่เคยละเลยกฎหมายฉบับนี้ และอยากให้รัฐสภาในฐานะตัวแทนของภาคประชาชนเร่งหยิบกฎหมาย PRTR กลับขึ้นมาพิจารณาเพราะ จะยืนยันเจตจำนงของประชาชนในสิทธิ์ที่จะเข้าถึง และรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และสิทธิที่เราจะรู้ว่ามลพิษใครเป็นคนก่อ 

“กฎหมายฉบับนี้เป็นอีกหนึ่งธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะประเทศที่เดินหน้าเข้าสู่สมาชิก OECD ที่ชัดเจนว่าประเทศที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกจำเป็นต้องมีธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างตรงไปตรงมา สิ่งสำคัญอีกอย่างภายใต้นโยบายรัฐบาลชุดนี้กำลังเดินหน้าโครงการต่าง ๆ เดือนหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมโดยอ้างเศรษฐกิจสีเขียว แต่ถ้าไม่มีกฎหมายที่แสดงเจตจำนงเรื่องธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม การเติบโตด้านอุตสาหกรรมสีเขียวอาจจะเป็นการฟอกเขียวก็เป็นได้” 

“เราเห็นข่าวที่นายกฯ อนุทิน ภูมิใจมากกับ GDP ไตรมาสแรกเติบโต ต้องตั้งคำถามกลับไปว่า ตัวเลข GDP นี้ ใครได้ประโยชน์ เพราะวันนี้ประชาชนที่มายืนอยู่คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมทางด้านสิ่งแวดล้อมที่อ้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เราเห็นการสูญเสียและความเสียหายของภาคประชาชนในภาคตะวันออกมามากพอแล้ว ทุกครั้งที่โรงงานระเบิดเราไม่เคยรู้สาเหตุว่ามลพิษที่ถูกปล่อยออกมาใครเป็นผู้ปล่อยและใครต้องรับผิดชอบต่อสิ่งนั้น เราเห็นผู้ปล่อยมลพิษลอยนวลพ้นผิดมามากพอแล้ว”

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ 

(ภาพ : มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

ความจำเป็น PRTR ในมุมผู้ได้รับผลกระทบ

ขณะที่ จร เนาวโอภาส ตัวแทนประชาชนจาก จ.ฉะเชิงเทรา ย้ำถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่เป็นเพราะกฎหมายจัดการไม่เพียงพอ ทำให้ได้รับผลกระทบทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสุขภาพ มีการลักลอบทิ้ง การปล่อยมลพิษสู่อากาศ ทั้งทางอากาศ น้ำ ดิน จากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่กำลังคืบคลานเข้าไปอยู่ในภาคตะวังอย่างจำนวนมาก กระทบต่อประชาชนในอนาคต อยากให้มีกฎหมายเกิดขึ้น และดีพอ ในการกำกับดูแลในการเปิดเผยข้อมูล และหวังว่าสภาฯ จะกลับมาพิจารณา เพื่อให้เกิดกฎหมายที่จะบังคับใช้ต่อไป

เช่นกันกับ สุเมธ เหรียญพงษ์นาม ตัวแทนประชาชนจาก จ.ปราจีนบุรี ที่อยากให้สภาฯ นำ PRTR เข้าสู่วาระ แม้ว่า จ.ปราจีนบุรี ยังไม่เข้าสู่ EEC แม้จะมีกฎหมายหลายตัวที่มีแต่พื้นที่ก็เจอมลพิษมากมาย สะท้อนว่ากฎหมายที่มียังจัดการไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดเหตุไฟไหม้ สารเคมีรั่วไหล ชาวบ้านต้องหาทางหนี เพราะไม่รู้ว่าสารที่ปล่อยออกมาคืออะไร นักผจญเพลิงก็ต้องมีเสี่ยงว่าจะดับเพลิงอย่างไร 

“ปราจีนบุรี ยังเต็มไปด้วยโรงงานเถื่อน ที่มีสารเคมีมากมาย จากการตรวขสอบยังมีสารที่ยกเลิกใช้ไปแล้วตามสนธิสัญญาบราเซิล ยังถูกใช้ในโรงงานใน จ.ปราจีนบุรี กฎหมาย PRTR จะช่วยควบคุมสิ่งนี้ได้ แต่วันนี้ยังไม่มีทำให้ยังมีการลักลอบนำสารอันตรายเข้ามาในพื้นที่เป็นอันตรายต่อพี่น้องประชาชนอย่างมาก”  

สุเมธ เหรียญพงษ์นาม

สอดคล้องกับ รณรงค์ ท้วมเจริญ ตัวแทนประชาชนจาก จ.ระยอง ที่ย้ำว่า ตนเองเป็นเกษตรกร แม้ จ.ระยอง ถูกประกาศเป็นเขตควบคุมมพิษมานานเป็น 10 ปี แต่ทำไมมลพิษ ใน จ. ระยอง ยังเพิ่มมากขึ้น ขออย่าคิดถึงแค่ GDP ที่โตขึ้นอย่างเดียว ตอนนี้ปัญหาด้านเกษตรกรคนไม่ได้คิดถึงทุเรียนระยองแล้ว ภาคเกษตรกรถูกย่ำยีด้วยปัญหามลพิษ ไม่เหลือแม้แต่ผึ้งตัวน้อยที่จะช่วยผสมเกสรให้ เกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นการผสมเขียมให้มีผลไม้ และยังให้เกษตรอยู่ได้ การมีกฎหมาย PRTR จะทำให้ข้อมูลถูกแจกแจงว่าใครเป็นผู้ปล่อยมลพิษออกมา 

“ขอว่าอย่านึกถึงแต่นายทุนให้นึกถึงพวกเราด้วย โดยเฉพาะภาคตะวันออก ที่ยังคงทำอาชีพอื่นด้วยเช่นประมง เกษตรกร ลด์มว่าประชากรคนส่วนใหญ่ที่เลือกพวกกท่านมาคืออยู่ในอาชีพอื่นด้วย”

รณรงค์ ท้วมเจริญ 

สนิท มณีศรี ผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษ จ.ระยอง ก็บอกว่า ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการลักลอบฝังกลบของเสียจนปนเปื้อนในส่งแวดล้อม มายืนยันเพื่อให้มีกฎหมาย PRTR ที่จำเป็นกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ฝากรัฐสภา ช่วยผลักดันเดินหน้ากฎหมายนี้ให้ผ่านโดยเร็ว

ส่องสถานะ-ขั้นตอน ร่าง กม.PRTR

(ข้อมูล ณ วันที่ 13 พ.ค. 69)

• ร่าง พ.ร.บ.PRTR ที่มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในปี 2568 มี 2 ฉบับ

  1. ฉบับ สส.พรรคประชาชน
  2. ฉบับประชาชนเข้าชื่อ 11,685 คน

• ร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับ ผ่านการพิจารณาลงมติรับหลักการ (วาระหนึ่ง) เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 และมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.PRTR ทั้ง 2 ฉบับร่วมกันจนเสร็จสิ้นแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 

• แต่ในระหว่างรอการบรรจุเรื่องเข้าสู่การพิจารณาวาระสองของสภาผู้แทนราษฎร มีประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำให้กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.PRTR สะดุดหยุดลง

• ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 147 บัญญัติให้ในกรณีที่มีการยุบสภา ร่าง พ.ร.บ. ที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบให้เป็นอันตกไป แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ร้องขอยืนยันต่อรัฐสภาภายใน 60 วันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป (ภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569) เพื่อให้รัฐสภาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต่อไป ถ้ารัฐสภาเห็นชอบด้วยก็ให้รัฐสภาพิจารณาต่อไปได้ตามขั้นตอนที่ ร่าง พ.ร.บ. นั้นค้างอยู่ก่อนยุบสภา

• ปัจจุบัน ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ซึ่งครบกำหนดระยะเวลา 60 วันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกแล้ว ปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีมติร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.PRTR ต่อไป ทำให้ร่าง พ.ร.บ.PRTR ทั้งฉบับ ส.ส.พรรคประชาชน และฉบับประชาชนเข้าชื่อเสนอ ตกไปทั้งสองฉบับ

• แต่ในส่วนร่าง พ.ร.บ.PRTR ฉบับที่ประชาชนใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอ ตามพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 มาตรา 14 บัญญัติว่า ร่าง พ.ร.บ. ที่ตกไปเพราะการยุบสภา และคณะรัฐมนตรีไม่ได้ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป หากผู้แทนของประชาชนที่เข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ. มีหนังสือยืนยันถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรภายใน 120 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป (ภายในวันที่ 12 กรกฎาคม 2569) เพื่อให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นั้นต่อไป ให้ถือว่าเป็นการเข้าชื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ใหม่ และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

• การยืนยันร่าง พ.รบ.PRTR ภายใน 120 วันคือ การยืนยันร่าง พ.ร.บ. ฉบับเดิมของภาคประชาชนที่มีการเปิดให้เข้าชื่อ ไม่ใช่ยืนยันร่างฉบับที่ กมธ.วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วก่อนยุบสภา

• ผลในทางกฎหมายของการยืนยันร่าง พ.รบ.PRTR ภายใน 120 วัน ตาม พ.รบ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564 มาตรา 14 คือทำให้ภาคประชาชนไม่ต้องย้อนกลับไปเริ่มรวบรวม 10,000 รายชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายใหม่ 

• แต่ยังคงต้องรอการบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณารับหลักการของสภาผู้แทนราษฎรในวาระหนึ่งใหม่ โดยต้องผ่านการวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนว่าเป็นร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการเงินหรือไม่

• หากประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่าเป็นร่างกฎหมายการเงิน ต้องส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีมีคำรับรองก่อน จึงจะสามารถบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้

• แม้ประธานสภาผู้แทนราษฎรในสมัยที่แล้วจะวินิจฉัยว่าไม่ใช่ร่างกฎหมายการเงิน แต่ประธานคนปัจจุบันก็สามารถวินิจฉัยแตกต่างได้

• หากประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่าเป็นร่างกฎหมายการเงิน แต่นายกรัฐมนตรีไม่ให้คำรับรอง ก็จะมีผลให้ร่าง พ.ร.บ.PRTR ตกไป ไม่ได้กลับเข้าสู่สภา และต้องไปเริ่มกระบวนการเข้าชื่อใหม่ตั้งแต่ต้น

• ในส่วนร่าง พ.ร.บ. PRTR ฉบับ ส.ส.พรรคประชาชน ที่ตกไปเพราะการยุบสภา ส.ส.พรรคประชาชน รวมถึง ส.ส.พรรคอื่น ๆ มีสิทธิเสนอร่าง พ.ร.บ. เข้ามาใหม่เพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุเข้าวาระหนึ่งได้ แต่ต้องผ่านขั้นตอนการวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนว่าเป็นร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการเงินหรือไม่ เช่นเดียวกัน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active