ชุมชนริมน้ำบางพลัด ค้านโครงการ กทม. จี้ทบทวนความคุ้มค่าและสิทธิชุมชน

กสม. ลงพื้นที่สำรวจสภาพปัญหา กรณีชาวบ้านคัดค้านโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อาจต้องเวนคืนที่ดินทำให้บ้านเรือนดั้งเดิมและศาสนสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์หายไป พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า​ สิทธิชุมชน และกระบวนการมีส่วนร่วม ​ เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางออกร่วมกัน 14 พ.ค.นี้

โครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตบางพลัด ใช้งบประมาณกว่า 264.2 ล้านบาท ดำเนินการโดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กทม. ปัจจุบันมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 22.50% (ข้อมูล ณ มี.ค. 2569) โดย กทม. มีแผนที่จะสร้างเป็นทางเดินเลียบแม่น้ำระยะทางประมาณ 3.5 กิโลเมตร เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และสร้างพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ

เรื่องนี้เป็นประเด็นกับชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อาศัยในพื้นที่มานาน นับร้อยปีในเขตบางพลั ที่ลุกฮือค้านโครงการถนนทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาของ กทม. หลังพบแผนรังวัดเตรียมเวนคืนที่ดินโดยที่ชาวบ้านไม่เคยรับรู้ นำมาสู่ประเด็นสำคัญคือเรื่อง “สิทธิชุมชน” ​ที่ถูกมองข้าม และยังมีคำถามตามมาว่า “ทางเดินเล่นริมน้ำ” คุ้มค่าหรือไม่กับการทำลายระบบนิเวศ สถาปัตยกรรมเก่าแก่ และลมหายใจของคนในพื้นที่

ปัญหาใหญ่นี้นำมาสู่การรวมตัวคัดค้านและถามถึง “กระบวนการมีส่วนร่วม” ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ยืนยันว่าไม่เคยรับทราบข้อมูลโครงการอย่างรอบด้านมาก่อน จนกระทั่งเริ่มมีแผนที่รังวัดและการเตรียมเข้ามาพูดคุยเรื่องการเวนคืนที่ดิน ซึ่งเส้นแนวเขตบางจุดกินพื้นที่ลึกเข้ามาในแผ่นดินถึง 35 เมตร

ภาพ The Active

จากการลงพื้นที่พบว่า มีหลายอาคารที่เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ​และกำลังสุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการนี้ ทั้ง

บ้านเขียว (ซ.จรัญฯ 80): บ้านไม้ทรงปั้นหยาอายุกว่าร้อยปี อดีตศูนย์กลางกิจการ “เรือเขียวมูฮำหมัดอาดำ” กิจการค้าไม้และเดินเรือในยุค ร.5 “บ้านเขียว” เป็นชื่อเรียกขานกันในย่านบางอ้อริมน้ำเจ้าพระยา เพราะสมัย ขุนดำ​ โยธาสมุทร ได้ดำเนินกิจการเดินเรือ เพื่อขนส่งสินค้าและ​เรือลาก​จูง​ ตั้งแต่ท่าเตียน​ไปถึงอยุธยา มีเรือเครื่องจักรไอน้ำ ทั้งหมด​ 100 กว่าลำ​ ดำเนินกิจการตั้งแต่ปี พ.ศ.2439 – 2492 และใช้ชื่อกิจการเดินเรือว่า “เรือเขียวมูฮำหมัดอาดำ” เป็นการลงทุนของยาทสองสกุล คือ​ สิทธิวนิช​ กับ​โยธาสมุทร​ และได้ใช้บ้านเขียวเป็นทั้งที่อยู่อาศัย และที่ทำงาน ด้านหลังบ้านจะเป็นอู่จอดเรือ และโรงซ่อม โรงกลึง และบริวาร

เดิมที่บ้านจากรูปขาวดำ จะเป็นบ้านทรงไทย ทรงปั้นหยาลวด​ลายสวยงาม​ หน้าบ้านจะมีแพซุงไม้​สัก มากมาย​เพราะทำกิจการค้าไม้ด้วย ตัวบ้านเนื่องจากบ้านเดิมสร้างมานานแล้ว และมีสภาพทรุดโทรม ไม่สามารถกันแดดกันฝนได้ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนบ้านตามยุคสมัย แต่ยังคงลวดลาย​ที่สวยงาม ที่ตั้งบ้านเขียวปัจจุบัน อยู่ริมน้ำเจ้าพระยา​ เขตบางอ้อ บางพลัด​ ​กทม.ถนนจรัญสนิทวงศ์​ 80 ถ้านั่งเรือก็ตรงข้ามกรมชลประทานสามเสน ท่าเขียวไข่กา เชื่อว่าทุกคนคงเห็นบ้านเขียวที่โดดเด่นหลังนี้

ภาพบ้านเหลือง ขอบคุณ วจีพร ดำรงค์ผล และ อนุสรณ์ ตานีพันธ์ อนุญาตถ่ายภาพ

บ้านเหลืองแห่งบางอ้อ: เรือนขนมปังขิงผสมเอกลักษณ์ไทย ศูนย์รวมจิตวิญญาณชุมชน “แขกแพ”บ้านไม้ทรงปั้นหยาสองชั้น หลังคาปีกผีเสื้อ พร้อมชายคาแดดระเบียงฉลุลายอย่างละเอียด คือมรดกทางสถาปัตยกรรมย่านบางอ้อ บริเวณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นชุมชนขนส่งไม้ซุงริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในยุครัชกาลที่ 5–6 โดยชาว แขกแพ หรือมุสลิมจากอยุธยา เข้าไปตั้งถิ่นฐานเพื่อค้าขายซุงและเรือไม้จนเกิดเป็นชุมชนมั่นคง บ้านเหลืองนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ “เรือนขนมปังขิง” หรือบ้านแนวยุโรปแบบตะวันตกที่ผสมเอกลักษณ์ไทย มีฝีมือช่างไม้ฉลุแกะลายบริเวณชายคาและช่องลมละเอียดลออ ฝาผนังสีเหลืองซีดแต่ยังคงโครงสร้างแข็งแรง แสดงถึงการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมบริบทเดิมของชุมชนริมน้ำที่ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายอดีต

บ้านบน (ซ.จรัญฯ 94) และ บ้านเหนือ (ซ.จรัญฯ 94/1): บ้านไม้สักเก่าแก่ที่อยู่คู่ลำน้ำมาตั้งแต่ก่อนมีกฎหมายที่ดิน

บ้านมุขตารี (ซ.จรัญฯ 92) ส่วนหนึ่งของชุมชน แขกแพ บางอ้อ ต่อกรณีโครงการทางเลียบแม่น้ำ เจ้าพระยาของกรุงเทพมหานคร ในชุมชนหมู่บ้านมุขตารี ซอยจรัญ92 ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นชุมชน แขกแพ อาศัยอยู่ริมแม่น้ำมาแต่ดั้งเดิม มีบ้านอยู่หลายหลัง หลังที่เก่าแก่ ที่สุดคือบ้านเรือนปั้นหยา ซึ่งต้นตระกูลมุขตารี คือ ตวนมิตร มุขตารี ได้มา ซื้อที่ดินโฉนดแปลงใหญ่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา โฉนดเลขที่ 3590 (ปัจจุบัน เปลี่ยนเลขที่โฉนดเป็น 5561) ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย(ปัจจุบัน เปลี่ยนเป็นอำเภอบางพลัด) กทม เนื้อที่ 28 ไร่เศษ 439 ถึง พ.ศ. แต่ยังใช้เป็น โรงกลึง และพื้นที่ และการคมนาคม และ บ้านเพชรทองคำ

ศาสนสถานสำคัญ: มัสยิดดารุลเอี้ยชาน และ มัสยิดบางอ้อ (ซ.จรัญฯ 86) ซึ่งเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชน

ภาพ : มัสยิดบางอ้อ โดย The Active

นิศานาถ โยธาสมุทร รองประธานมูลนิธิสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม

นิศานาถ โยธาสมุทร รองประธานมูลนิธิสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม กล่าวว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชุมชนต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง ก่อนหน้านี้เคยเกิดการผลักดันโครงการทางเลียบแม่น้ำขนาดใหญ่มาแล้ว ซึ่งนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายครั้งประวัติศาสตร์จนถึงศาลปกครอง สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการใช้อำนาจของรัฐที่มักมองข้ามกระบวนการมีส่วนร่วม และผลักให้ประชาชนกลายเป็นผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลการพัฒนาที่กระทบต่อชีวิตของพวกเขาเอง

“ก่อนหน้าเราเคยคัดค้านเรื่องถนนเลียบแม่น้ำ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่หลายโครงการที่กระทบกับประชาชน มีการเคลื่อนไหวรวมตัวกันจนเป็นสมัชชาแม่น้ำ ต่อสู้จนกระทั่งมีการฟ้องร้องถึงศาลปกครอง และมีข้อสรุปว่ารัฐส่วนกลางและรัฐท้องถิ่นปฏิบัติมิชอบ ในเรื่องที่ผ่านมา แต่ก็ฝ่าฟันว่าการทำโครงการต้องรับฟังประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งการมีส่วนร่วมสำคัญมาก”

ที่ผ่านมา เขาพยายามย่อโครงการจากเดิมที่จะทำทางเลียบยาว 57 กิโลเมตร ซึ่งต้องทำ EIA มาเป็นทำแค่ระยะสั้นๆ 3.5 กิโลเมตร เพื่อจะได้ไม่ต้องทำ EIA ชาวบ้านไม่เคยรู้เรื่องเลยจนกระทั่งเห็นแบบรังวัดที่ขีดเส้นลึกเข้ามา 30-35 เมตร รัฐกำลังเอาอำนาจมาอ้างความเจริญ แต่กำลังทำลายวัฒนธรรมริมน้ำของประเทศ ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิม เพียงเพื่อสร้างถนนคนเดิน

ภาพ The Active

วีรพงษ์ วงศ์เสงี่ยม ตั้งคำถามว่า โฉนดบ้านบางหลังออกตั้งแต่ ร.ศ. 125 สมัย ร.5 ซื้อมาติดแม่น้ำไม่มีที่สาธารณะคั่น กทม. มีการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างสะพานเกียกกายและสวนสาธารณะขนาดใหญ่ริมน้ำเกือบ 500 เมตรอยู่แล้ว ซึ่งเพียงพอให้ประชาชนเข้าถึงแม่น้ำได้ ไม่มีความจำเป็นต้องมาทำทางเลียบยาวตลอดแนวแล้วต้องรื้อบ้านดั้งเดิมของประชาชน

​นัจมา แสงเกษตมสานติ์ ตัวแทนจากชุมชนบ้านบน เล่าถึงผลกระทบและการอยู่อาศัยตรงนี้ในพื้นที่บ้านบนบางส่วนจุดนี้มี 15 หลังคาเรือน กว่า 200 ชีวิต บ้านหลังนี้อยู่มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าจะพัฒนาเพื่อป้องกันน้ำท่วมแบบที่ในหลวง ร.9 เคยสร้างเขื่อนให้ พวกเราไม่เคยค้าน แต่โครงการนี้ตอบโจทย์อะไร? เพื่อคนกรุงเทพฯ ได้เดินเล่น? แล้วพวกเราผู้เสียภาษีกลับโดนยึดบ้านและไม่มีที่ไป แม่น้ำเจ้าพระยากำลังจะถูกทำลาย

รัชนี โยธาสมุทร วัย 78 ปี ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ สะท้อนในมุมของความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ถ้ามีทางเดินมาผ่านหน้าบ้าน ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยจะหายไป ผู้หญิงอยู่คนเดียวจะระแวงเรื่องอาชญากรรม กทม. ควรเอางบไปทำให้แม่น้ำใสสะอาด มีกุ้งหอยปูปลาเหมือนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ไม่ใช่มาสร้างทางปูน

นลินี จริตไทย ย้ำถึงความไม่คุ้มค่าของงบประมาณการทำทางจักรยานหรือทางวิ่งมันไม่ใช่ปัจจัยสี่ ทำไมไม่เอางบ 200-300 ล้านไปพัฒนาคุณภาพชีวิตคนที่ลำบากจริง ๆ นี่คือการลงทุนที่ทำลายวิถีชีวิตคนริมน้ำเพื่อแลกกับนันทนาการ

คณี โยธาสมุทร ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ สะท้อนความกังวลต่อสายใยครอบครัวผมห่วงลูกหลาน พอรื้อหมดชุมชนต้องแตกกระสานซ่านเซ็น ไปหาที่อยู่ใหม่ สมัยนี้จะหาที่ไหน การรวมญาติพี่น้องเพื่อสั่งสอนดูแลกันก็จะหายไป โครงการนี้ทำลายผู้คน

ธานี โยธาสมุทร ตั้งคำถามถึงความจำเป็นเราอยู่มาเป็นร้อยปี ไม่เคยมีหนังสือแจ้งเตือน สะพานข้ามแม่น้ำน่ะจำเป็น แต่สะพานเดินเล่นมันเปลี่ยนวิถีชีวิตคน มันไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องรื้อบ้านคนเพื่อมาทำทางให้คนอื่นเดินดู

ภาพ The Active

สิทธิชุมชนต้องมาก่อนการพัฒนาแบบ “บนลงล่าง”

ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า มุมมองในฐานะ “คนกลาง” ที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างอำนาจการบริหารงานของรัฐและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยเฉพาะในมิติข้อกฎหมายที่ละเอียดอ่อน แม้ว่าโครงการนี้จะเข้าเงื่อนไขที่ไม่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ด้วยข้อจำกัดด้านขนาดและระยะทาง แต่รัฐก็ไม่สามารถละเลยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน รวมถึงหลักการพื้นฐานเรื่องการมีส่วนร่วมได้การทำหน้าที่ของ กสม. จึงเป็นการดึงหน่วยงานรัฐอย่าง กทม. และกรมที่ดิน ให้กลับมามองข้อเท็จจริงในพื้นที่อย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้การใช้อำนาจรัฐไปละเมิดสิทธิในทรัพย์สินและสิทธิในการดำรงชีวิตของประชาชนโดยไม่ได้ตั้งใจ

โครงการนี้ใช้งบประมาณ 200 กว่าล้านบาท เป็นโครงการของ กทม. ที่ไม่ต้องประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่สิ่งที่สำคัญคือ ชุมชนในพื้นที่ต้องเห็นด้วยว่าควรจะพัฒนาแบบไหนอย่างไร เพราะเขาอยู่มานาน บางแปลงเป็นโฉนดดั้งเดิมในยุค ร.ศ. 120 บางแปลงเป็นพื้นที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสภาพที่ดินริมแม่น้ำมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ‘ที่งอก’ ที่อยู่ในพื้นที่นั้นถือเป็นสิทธิของผู้ครอบครอง รัฐต้องคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเขาตรงส่วนนี้ได้ แน่นอนว่าต้องให้กรมที่ดินมารังวัดให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

จึงให้ความสำคัญและขอเป็นคนกลางจัดเวทีรับฟังความเห็นอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนถ้าผู้ว่าฯ กทม. จะตัดสินใจทำโครงการนี้ ควรจะได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมด เพื่อลดความขัดแย้ง เพราะการทำที่รอบด้านจะส่งผลดีมากกว่า เพราะหากทำโครงการต้องรับฟังทุกด้านไม่คิดฝ่ายเดียว เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในการดำรงชีวิตของประชาชนที่ต้องสูญเสียที่ดินราคาแพงและต้องไปหาที่อยู่ใหม่

ภาพ The Active

คุณปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่ามุมมองในมิติของสิทธิชุมชนและการทำงานของภาครัฐ โดยพยายามชี้ให้เห็นถึง “ช่องโหว่” คลาสสิกของการดำเนินโครงการรัฐที่มักตกหล่นเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วม พร้อมทั้งหยิบยกข้อกฎหมายสำคัญอย่าง พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน ขึ้นมาเป็นหลักพิงหลังให้ชาวบ้าน โดยเน้นย้ำว่าชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานมาก่อนปี 2540 ถือเป็น “ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” ที่มีกฎหมายรองรับ รัฐจะอ้างเพียงแค่เป็นโครงการขนาดเล็กแล้วละเลยการรับฟังเสียงของคนในพื้นที่ไม่ได้ การพัฒนาเมืองและการอนุรักษ์ต้องเดินไปพร้อมกันด้วยกระบวนการคิดจาก “ล่างขึ้นบน” ไม่ใช่การสั่งการลงมาโดยไม่เข้าใจบริบทพื้นที่

เรื่องที่ร้องเรียนมายังกรรมการสิทธิ์เป็นพันๆ เรื่อง เรื่องใหญ่ที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการมีส่วนร่วม เวลาหน่วยงานต่างๆ ทำงาน กระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้านมักจะมีจุดบกพร่องเป็นช่องว่างเสมอ ยิ่ง กทม. เห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการขนาดเล็ก ไม่ต้องทำ EIA ชาวบ้านจึงไม่ได้รับรู้ข้อมูลเลย ซึ่งต้องมองทุกด้านพอเราลงมาดูพื้นที่จริง เราพบว่าที่นี่มีวิถีชีวิต มีวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกับริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยาวนาน ซึ่งพอนึกถึง พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชน ที่ระบุไว้ว่า ‘ชุมชนที่อยู่ก่อนปี 2540 เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม’

“กทม. ควรจะต้องสนใจศึกษาเรื่องนี้ก่อนที่จะทำโครงการอะไรลงไป รวมถึงช่วงที่ผ่านมาก็มี พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ออกมาด้วย แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับพื้นที่ทางจิตวิญญาณและรากเหง้าประวัติศาสตร์การพัฒนาต้องใช้คนที่เข้าใจและมีประสบการณ์ในการฟังชุมชนอย่างลึกซึ้ง ว่าเขาต้องการพัฒนาแบบไหน ไม่ใช่คิด Top-Down จากข้างบนลงข้างล่าง ซึ่ง เราต้องใช้วิธีคิดจากข้างล่างขึ้นข้างบนให้มันมาเจอกัน”​​

ภาพ The Active

14 พ.ค. นี้ ชะตาทางเลียบฯ

ปัญหาความขัดแย้งนี้ ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยทางชุมชนยังคงยืนหยัดในการใช้สิทธิปกป้องที่ดิน มรดกวัฒนธรรม และวิถีชีวิตริมน้ำ ​ซึ่งใน วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 กสม. จะ เป็นคนกลาง จัดเวทีประชุมใหญ่ ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ โดยในช่วงเช้าจะมีการเรียกหน่วยงานภาครัฐ ทั้ง กทม., กรมที่ดิน และกรมเจ้าท่า มาชี้แจงข้อเท็จจริง และช่วงบ่ายจะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนชุมชน เพื่อหาทางออกร่วมกันข้อเสนอแนะและผลสรุปจากเวทีนี้ จะถูกจัดทำเป็นรายงานส่งตรงถึงกรุงเทพมหานคร และอาจเป็น “หลักฐานสำคัญ” หากชุมชนมีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลปกครองในอนาคต

ภาพ The Active

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active