“ลงทุนเพื่อผลลัพธ์” นวัตกรรมความร่วมมือแก้เหลื่อมล้ำ สู่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง

เมื่อปัญหาความเหลื่อมล้ำมีราคาที่ต้องจ่าย จะทำอย่างไรไม่ให้มีใคร “ถูกทิ้ง” ไปมากกว่านี้ ชวนสำรวจเครื่องมือ Social Impact Partnership (SIP) และ Pay for Success (PFS) กลไกการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เห็นผลลัพธ์เป็นสำคัญ สู่การลงทุนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

“เราอาจจะเป็นคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หรือคนที่เรารู้จัก ญาติของเรา เพื่อนของเรา ก็อาจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากขึ้น นี่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากแล้ว”

เมื่อ ความเหลื่อมล้ำ กลายเป็นเรื่องปกติ การถูกทิ้งจึงเป็นเรื่องที่ใครก็ต่างมีโอกาสที่จะเจอ นี่จึงเป็นข้อสังเกตที่ สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สะท้อนผ่านการนำเสนอหัวข้อ “เมื่อความเหลื่อมล้ำมีราคาแพงและอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด” ส่วนหนึ่งภายในงาน “สุข Marathon” ครั้งที่ 2 ตอน “สุข City”

หากจะให้นิยามคำว่า ความเหลื่อมล้ำ สมชัย บอกว่าคำนี้หมายถึง ความไม่ชอบธรรมที่ทำให้คนไม่เท่ากัน ซึ่งอาจถูกสร้างขึ้นโดยคนด้วยกันเองหรือสังคม ความน่ากลัวของความเหลื่อมล้ำคือการที่มันส่งผลกระทบกับทุกคน มีทั้งที่เห็นได้ชัดเจน และมีที่ความเหลื่อมล้ำถูกซ่อนอยู่ใต้ระบบบางอย่างโดยที่เราไม่รู้ตัว

สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

เมื่อหันมามองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยล่าสุด พบว่า ยังมีอีกหลายความเหลื่อมล้ำที่ยังไม่ถูกแก้ และเป็นปัญหาที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำตั้งแต่เกิดจนตาย

ในกลุ่มเด็กเล็ก (0-9ปี) พบว่า ประเทศไทยมีเด็กอยู่ในขั้นจนพิเศษราว 2.1 ล้านคน ในหลายครอบครัวที่ความจนไม่เคยหายไปไหนทำให้ในกลุ่มเด็กยากจน มีเพียงเด็ก 5% เท่านั้นที่มีโอกาสได้เรียนมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังพบกลุ่มเด็ก LD (Learning Disabilitites) อยู่ 5-15% ของกลุ่มเด็กวัยเรียน ซึ่งยังติดอุปสรรคที่ทำให้ไม่ถูกค้นพบและช่วยเหลืออย่างเหมาะสม 

ความเหลื่อมล้ำ สามารถมาในรูปแบบของสุขภาวะที่ไม่ดี เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่บีบให้คนจำเป็นต้องกินตามที่มี อยู่ตามที่เป็น แทนที่จะเลือกกินอาหารที่ดีสุขภาพ แรงงานหลายคนจำเป็นต้องเลือกสิ่งที่อิ่มท้อง และราคาไม่แพง ปัจจุบันคนวัยทำงาน (25-59 ปี) กำลังเผชิญกับปัญหาป่วยก่อนแก่ โดยมากกว่า 74% เสียชีวิตจากโรค NCDs อีกทั้งยังพบว่า คนที่รายได้น้อยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 มากกว่ากลุ่มคนรายได้สูง เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อาจจะต้องพึ่งพารถสาธารณะเป็นหลัก

อีกปัญหาใต้พรมที่เราหามองไม่เห็นคือการเมื่อกลุ่มคนเหล่านี้สุขภาพไม่ดี ป่วยออด ๆ แอด ๆ ทำให้พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งที่หมดไปกับค่ารักษาพยาบาล

“จำได้ว่าสมัยตอนอายุ 30-40 เนี่ย มองไปอนาคตแล้วรู้สึกชีวิตมีอนาคต เรารู้สึกว่า เฮ้ย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ เดี๋ยว 10 ปีข้างหน้าจะดีกว่าวันนี้ แต่ถ้าไปถามเด็กปัจจุบัน ความรู้สึกมันเปลี่ยนไป เขาไม่ค่อยเห็นอนาคตข้างหน้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเศรษฐกิจโตช้า แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากความเหลื่อมล้ำ”

สมชัย จิตสุชน

อีกกลุ่มประชากรหนึ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือกลุ่มผู้สูงอายุ โดยพบว่า ผู้สูงอายุไทย 78% มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 ต่อปี และ 41% ของผู้สูงอายุมีเงินเก็บไม่เกิน 50,000 บาท ที่สำคัญคือผู้สูงอายุหลายคนยังห่างไกลกับคำว่า “ตายดี” เพราะยังไม่สามารถเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองได้อย่างเหมาะสม

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มีลักษณะที่อยู่ในกลุ่มตามที่ยกตัวอย่างมา แต่ สมชัย มองว่า ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต่างได้รับผลกระทบจากปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่มากก็น้อย ปัญหาเหล่านี้ฝังอยู่ในโครงสร้างขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น การส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตช้า เงินในกระเป๋าที่ควรจะโตขึ้นกลับไม่เป็นอย่างที่คิด นอกจากนี้ยังส่งผลกับความเสถียรภาพทางการเมือง ถ้าคนไม่เชื่อว่ารัฐสามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้จริง มีความเป็นไปได้ว่าคนอาจจะหมดหวังกับระบบการเมือง ทำให้ผลักดันนโยบายใหญ่ ๆ ได้ยาก

แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะถึงตอนอวสานแล้วเสมอไป มันจึงถึงเวลาที่หน่วยงานต่าง ๆ องค์กรที่เกี่ยวข้อง ต้องหันร่วมมือมือกันและสร้างเครื่องมือบางอย่างขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำไปด้วยกัน อาจจะไม่ได้หายดีได้ในวันเดียว แต่อย่างน้อยการได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ก็ถือว่าเป็นสัญญาที่ดี 

สุข Marathon ครั้งที่ 2 ตอน “สุข City” เมืองแห่งความสุขที่สร้างขึ้นได้จริง และเป็นความสุขที่เป็น “โอกาส” กับทุกคน นี่คือกิจกรรมที่รวบรวมทั้งนวัตกรรมเพื่อสังคมและโมเดลการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ รวมถึงพบกับนักเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายที่อยากเห็นสังคมดีขึ้นได้จริง กิจกรรมนี้จัดขึ้นในวันที่ 17-18 ก.ค. 2569 ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาระบบบริการสุขภาพองค์รวม 

ในปีนี้มีการนำเสนอเครื่องมืออย่าง Social Impact Partnership (SIP) และ Pay for Success (PFS) กลไกความร่วมมือที่สานพลังจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ผ่านการให้จัดสรรงบประมาณอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพด้วยการประเมินตามกิจกรรม (Activity-based Funding) อันนำไปสู่ปลายทางที่ผลลัพธ์เกิดขึ้นจริงได้ (Outcome-based Investment) โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment : SROI) เป็นตัวชี้วัดที่จะวัดความคุ้มค่าของการจัดสรรงบประมาณ

กลไกเช่นนี้ทำให้ผู้ให้งบประมาณสามารถติดตามผลได้และเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ขณะเดียวกันคนทำงานก็จะรู้สึกมีแรงขับเคลื่อนให้สร้างผลงานให้สำเร็จ คนที่ได้ประโยชน์ก็คือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการช่วยเหลือ และทุกคนในสังคม

“ความร่วมมือ” ก้าวสำคัญสู่ “โอกาส” ลดเหลื่อมล้ำ

ภายในงานยังได้รวบรวมโมเดลต่าง ๆ ที่ผ่านการร่วมมือจนใกล้สำเร็จ นำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ไม่ว่าจะเป็น โครงการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ICAP-ECD ที่ครอบคลุม 75 จังหวัด, โครงการครูนางฟ้า ดูแลด้านสุขภาพจิตของนักเรียน และ โครงการเยือนเย็น โครงการที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายประคับประคอง ช่วยให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการตายดีได้ และจากไปอย่างสบายใจ

วิเชียร พงศธร ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิยุวพัฒน์

วิเชียร พงศธร ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิยุวพัฒน์ มองว่า ความร่วมมือเหล่านี้คือก้าวสำคัญที่จะเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ถือเป็นความยินดีที่ได้เห็นหน่วยงานต่าง ๆ พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้

“สิ่งที่สำคัญคือความร่วมมือต้องมีการจัดการ ต้องมีความไว้วางใจ มีความโปร่งใส และความร่วมมือก็จะเกิดขึ้นเอง เมื่อเริ่มต้นจากความตั้งใจ ก็จะนำไปสู่ความเชื่อใจ และความเชื่อใจที่เกิดขึ้นก็จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ความร่วมมือเกิดขึ้น”

วิเชียร พงศธร

วิเชียร ยังชวนต่อยอดไปว่า ตอนนี้เรากำลังมองคำว่า “สำเร็จ” กันแบบไหน และกล้าเสี่ยงกับความสำเร็จนี้มากแค่ไหน แต่เชื่อว่าถ้านี่เป็นการลงทุนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น แม้จะเสี่ยงต่อก็คุ้มค่า เพราะอย่างน้อยการได้เห็นความสำเร็จแค่ 50% ของที่ตั้งไว้ ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่น่ายินดีแล้ว

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)

เช่นเดียวกับ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) มองว่า การได้เข้ามาแลกเปลี่ยนกับผู้ลงมือทำจริง รวมถึงผู้สนับสนุนต่างๆ ในวันนี้ ทำให้รู้สึกดีใจที่ได้เห็นว่ามีหลากหลายองค์กร หรือแม้กระทั่งคนตัวเล็กตัวน้อยที่อยากพัฒนาสังคม

“เศรษฐศาสตร์บอกว่ามนุษย์จะรู้วิธีที่ทำให้ตัวเองไปอยู่จุดสูงสุด แต่จริง ๆ แล้วพัฒนาการของความเป็นมนุษย์ไม่ได้ไปสู่การอยู่รอดคนเดียว แต่เป็นการอยู่ร่วมกัน”

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์

นพ.สมศักดิ์ เล่าว่าแม้ที่ผ่านมาจะมีกลไกจากลงทุนเพื่อพัฒนาสังคมอยู่แล้ว แต่การเสริมความแข็งแรงด้วย PFS จะช่วยให้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความสำเร็จที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่สำเร็จตามเงื่อนไข แต่เป็นความสำเร็จที่สร้างโอกาสให้คนได้จริง

“ยกตัวอย่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ ในสายตาพ่อแม่บางคน ความสำเร็จคือการได้เอาลูกมาฝากก็พอ แต่แท้จริงแล้วความสำเร็จคือการได้เห็นเด็กเรียนรู้และเติบโตเป็นผู้ให้ที่ดีต่างหาก”

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์

นพ.สมศักดิ์ ย้ำถึงงานวิจัยที่ค้นพบว่า เด็กจะมีพัฒนาการที่ดีและเติบไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ มาจากการได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่เล็กๆ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้เข้าชั้นประถมศึกษาก่อนแล้วถึงจะค่อยพัฒนา

เพราะฉะนั้นถ้าสังคมอยากเห็นเด็กที่เป็นอนาคตของชาติได้จริง อยากเห็นคนที่จะเติบโตมาพัฒนาประเทศได้ ก็ต้องเริ่มจากการลงทุนตั้งแต่วันนี้ซึ่ง นพ.สมศักดิ์ ย้ำว่า ต้องไม่ใช่การลงทุนแบบขอไปที แต่ต้องเป็นการลงทุนที่ถูกจุดและพัฒนาไปพร้อมกัน เช่น เงินเดือนครู หลักสูตรการสอนที่ทันสมัย เป็นต้น

“พอเราพยายามสร้างของดีๆ ที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง แม้วันนี้มันอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่เราพร้อมจะลงมือทำ ผลลัพธ์จะเกิดขึ้น อาจจะมาเร็วหรือมาช้าก็ได้”

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์

ลดความเหลื่อมล้ำในไทย ด้วยการจ่ายตามผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริง

ขณะที่ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ย้ำถึง การทำงานสร้างเสริมสุขภาพเพื่อให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม หากพึ่งพากลไกและงบประมาณของภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สสส. จึงมุ่งเน้นสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการดึงศักยภาพของภาคเอกชน ประชาสังคม และวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ให้เข้ามามีบทบาทร่วมแก้ไขปัญหาสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่พบไทยมีคนจน 3.43 ล้านคน หรือ 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องการโอกาสในการเข้าถึงปัจจัยที่จำเป็นต่อการมีสุขภาวะที่ดี

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส.

นพ.พงศ์เทพ บอกด้วยว่า การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน ต้องทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย จึงได้ร่วมกับ มสช. พัฒนาโครงการขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อการขยายผลสู่สังคมเข้มแข็ง ใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และภาควิชาการ ด้วยแนวคิด “ความร่วมมือที่เน้นผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact Partnership)” และใช้กลไกการเงินแบบ “Pay for Success” ที่มุ่งเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรงบประมาณตามกิจกรรม ไปสู่การลงทุนที่เน้นการสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน แนวทางนี้นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชนได้อย่างตรงจุด ยังช่วยลดภาระด้านงบประมาณของภาครัฐในระยะยาวอีกด้วย

 “ปัจจุบันมีโครงการนวัตกรรมสังคมนำร่องที่เกิดจากกลไกความร่วมมือดังกล่าวจำนวน 5 โครงการ ครอบคลุมการดูแลตั้งแต่เด็กปฐมวัย เยาวชน ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และผู้ป่วยระยะท้าย จากการศึกษาผลตอบแทนทางสังคม พบว่าการลงทุนสนับสนุนนวัตกรรมร่วมกันของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ด้วยการลงทุนในโครงการนำร่องประมาณ 183 ล้านบาทต่อปี สร้างคุณค่าคืนสู่สังคมได้ถึง 1.66 พันล้านบาทต่อปี หรือสร้างผลตอบแทนทางสังคมโดยเฉลี่ยสูงถึง 9 เท่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ให้เห็นว่า ไทยสามารถลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณ แค่เปลี่ยนวิธีการลงทุนจากการจ่ายตามกิจกรรม ไปสู่การจ่ายตามผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริง ทั้งนี้ เป้าหมายต่อไป คือการขยายผลแนวคิดนี้ให้เกิดการนำไปใช้ในระดับประเทศ ดึงดูดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนเพื่อผลลัพธ์ทางสุขภาพของคนไทยร่วมกัน” 

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active