สภาผู้ชมฯ ไทยพีบีเอส ยันป้องหลักการ ‘สื่อสาธารณะ’ ชี้ ยังต้องปฏิรูปหลายเรื่อง

ยื่น กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ สส.-สว. เชิญผู้เกี่ยวข้อง แจงกรณีเสนอร่างกฎหมายเปลี่ยนแหล่งเงิน หวั่นกระทบหลักการสื่อสาธารณะ ย้ำไม่ได้ปกป้อง ไทยพีบีเอส แต่ปกป้องหลักการสื่อสาธารณะ ต้องมีอิสระ ปราศจากการเมือง ทุนครอบงำ แนะปฏิรูป ตรวจสอบการใช้งบประมาณ ให้โปร่งใส ความคุ้มค่า การผลิตสื่อเนื้อหาสาระ ที่เป็นประโยชน์บนการมีส่วนร่วม

วันนี้ (7 ต.ค. 2569) สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ไทยพีบีเอส รุ่นที่ 1-7 และเครือข่ายเพื่อนสื่อสาธารณะ ยื่นหนังสือต่อ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ขอให้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่) พ.ศ. ….เข้าร่วมประชุมและชี้แจงข้อเท็จจริง

จากกรณีที่มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดย ศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย และคณะ ซึ่งมีสาระสำคัญเปลี่ยนแหล่งรายได้ของ ไทยพีบีเอส โดยยกเลิกการเก็บเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บตามกฎหมายจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นเงินที่ได้รับจาก “งบประมาณรายจ่ายประจำปี” สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ไทยพีบีเอส รุ่นที่ 1-7 และเครือข่ายเพื่อนสื่อสาธารณะ มีความเป็นกังวลอย่างยิ่งต่อการเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวในประเด็นดังนี้

  1. ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ขัดหรือแย้งต่อหลักการและเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ที่ต้องการจัดตั้งสื่อสาธารณะเพื่อส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข่าวสาร สร้างสังคมประชาธิปไตย โดยมุ่งให้สื่อสาธารณะ “ยึดถือประโยชน์ สาธารณะเป็นสำคัญ” ดำเนินการโดยปราศจากอคติทางการเมือง และผลประโยชน์เชิงพาณิชย์

  2. ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะทำให้สื่อสาธารณะขาดหลักประกันด้านความเป็นอิสระ ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลข่าวสาร การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อประโยชน์ของประชาชน และสังคม และเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองใช้เป็นเครื่องมือในการแทรกแซงการทำงานของสื่อสาธารณะผ่านการพิจารณางบประมาณ และเสี่ยงที่จะทำให้ไทยพีบีเอส กลายเป็นสื่อในกำกับของรัฐ

สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ไทยพีบีเอส รุ่นที่ 1-7 และเครือข่ายเพื่อนสื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชนในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาการดำเนินงานของสื่อสาธารณะมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 จึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการฯ เรียกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอร่างกฎหมายและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีความสำคัญยิ่ง และการจัดตั้งสื่อสาธารณะในประเทศไทย เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของภาคประชาชนทุกภาคส่วน หลังเกิดบทเรียนทางประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์พฤษภา 2535 เพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข่าวสาร สร้างสังคมประชาธิปไตย

“วันนี้เรายืนยันในหลักการแรกก่อนว่า การออกมาครั้งนี้เป็นการออกมาปกป้องหลักการของสื่อสาธารณะมิได้ปกป้องในตัวของตัว Thai PBS ซึ่งหลักการสื่อสาธารณะนั้นก็คือว่าต้องยึดมั่นการเป็นสื่อที่มีเสรีปราศจากการครอบงำของรัฐและทุนนำไปสู่เจตนารมย์ของการก่อตั้ง ทำให้มีการออกแบบช่องทางงบประมาณในการใช้ภาษีเหล้าบุหรี่ มาเป็นการสนับสนุนซึ่งนำไปสู่การเป็นอิสระของการนำเสนอเนื้อหาการทำงานกระบวนการต่าง ๆ ที่มิได้ถูกจำกัดโดยกรอบงบประมาณและการควบคุมจากรัฐหรือการปิดโอกาสที่จะมีการแทรกแซงในกลไกอื่น ๆ ซึ่งคงไว้ซึ่งเสรีภาพสื่อรวมถึงว่าในส่วนของไทยพีบีเอสเองจะไม่มีการโฆษณาซึ่งเป็นการป้องกันกลไกหนึ่งในการเข้ามาของทุนสนับสนุนทำให้ เจตนารมย์ในการที่นำเสนอต่างๆเปลี่ยนแปลงไป”

ณัฐวุฒิ อุปปะ ปธ.สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ไทยพีบีเอส รุ่นที่ 6

เร่งบรรจุวาระประชุมภายใน ต.ค.นี้
เดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงการแก้ กม.ไทยพีบีเอส   

ภคมน หนุนอนันต์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า จะบรรจุระเบียบวาระเรื่องนี้ ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ สิ่งหนึ่งที่จะยืนยันได้วันนี้ ทั้งในฐานะของกรรมาธิการฯ และในฐานะผู้แทนราษฎรและสมาชิกของพรรคประชาชน ยืนยันว่าสื่อต้องมีสิทธิเสรีภาพ สื่อสารธารณะยังคงต้องอยู่ในประเทศไทย ในวันที่ประเทศเต็มไปด้วยคำถาม เต็มไปด้วยความบิดเบี้ยว เต็มไปด้วยเหตุการณ์ทุจริตคอรัปชั่นแบบนี้ คิดว่านี่คือความท้าทายของสื่อมวลชน ไม่เพียงแต่สื่อสาธารณะเท่านั้น

ดังนั้นการมีความพยายามที่จะทำให้สื่อสาธารณะขาดอิสระในตัวเอง คิดว่าอันนี้พี่น้องประชาชนควรจะช่วยกันตั้งคำถามว่า จุดประสงค์ที่ชี้แจงต่อสาธารณะในเรื่องของวินัยการเงินการคลังนั้น คือจุดประสงค์แท้จริงหรือไม่ อันนี้เป็นคำถามที่เราต้องตั้งคำถามกันต่อ

“ในส่วนของภารกิจของกรรมาธิการพัฒนาการเมืองสภาผู้แทนราษฎร เราจะพิจารณากันทั้งเรื่องของวินัยการเงินการคลังและเรื่องของอนาคตของไทยพีบีเอส ต้องเรียนตามตรงแบบนี้ว่าในสถานการณ์แบบนี้ เราไม่ได้บอกว่าไทยพีบีเอสไม่บกพร่องอะไรเลย หลายครั้งที่ไทยพีบีเอสเข้ามารายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ไทยพีบีเอสถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมาก ถึงความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ ดังนั้นดิฉันอยากจะให้โอกาสนี้ เป็นโอกาสที่ไทยพีบีเอสเอง ก็ต้องลุกขึ้นมาสังคายนาตัวเองเช่นเดียวกัน ยืนยันว่าตัวเองยังจำเป็นที่จะต้องเป็นสื่อสาธารณะที่มีอิสระและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า แม้งบประมาณนั้นจะไม่ได้มาซึ่งงบประมาณแผ่นดินในปัจจุบัน ดิฉันคิดว่าวันนี้เป็นโอกาสที่ดีทั้งไทยพีเอสเองและคนในไทยพีบีเอสเองก็ควรที่จะออกมายืนยันในการทำงานของตัวเองเช่นเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่เรามองเห็น ณ วันนี้ไทยพีบีเอส ถ้ามีกลไกแค่สภาผู้ชมผู้ฟังต้องเรียนตามตรงว่าไม่พอในการตรวจสอบความคุ้มค่า”    

ภคมน หนุนอนันต์

ภคมน ย้ำว่า ในส่วนของภาคประชาชนจริง ๆ แล้วเมื่อร่างของ ศุภชัย ใจสมุทร เสนอเข้าสู่สภาฯ จะมีร่างพรรคประชาชนประกบอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการทำงานมาตั้งแต่สภาฯ ชุดที่แล้วเพียงแต่ว่ายื่นไม่ทัน ที่เราอยากเสริม อยากจะทำให้ไทยพีเอส สามารถเดินและยืนอยู่ได้ในฐานะสื่อสาธารณะอย่างอิสระ คือแก้ไข พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส สามารถที่จะหารายได้ด้วยตัวเองจากทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กร อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณสัก 15 ปีที่แล้วที่มีการชุมนุม เหตุการณ์การเมือง วันนั้นมีสื่อต่างชาติทั่วโลกเข้ามาทำข่าว แต่สิ่งหนึ่งที่สื่อต่างชาติไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้เลย คือฟุตเทจข่าวต่าง ๆ ซึ่งมีแค่สื่อไทยเท่านั้น และไทยพีบีเอสเองเชื่อว่ามีข้อมูลมีฟุตเทจส่วนนี้จำนวนมาก แต่เขาไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับองค์กรได้ คิดว่านี่คือสิ่งสำคัญ และจะเป็นจุดแข็งที่จะทำให้ไทยพีบีเอส เป็นสื่อสารธารณ และมีอิสระ สามารถที่จะยืนได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเราอาจจะได้คุยกันไปต่อเลยว่าอนาคตของไทยพีบีเอสควรเป็นอย่างไร

เช่นเดียวกับ นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา รับปากจะเร่งบรรจุวาระในการประชุมคณะกรรมาธิการโดยเร็วที่สุด คิดว่าเราต้องกลับมาที่หลักการใหญ่กันก่อนว่าประเทศนี้ยังจำเป็นต้องมีสื่อสารธารณะ คือต้องกลับมาย้อนทบทวนว่าไทยพีบีเอสเอง ตั้งแต่แรกเริ่มทำไมถึงออกแบบมาให้ไม่ใช้งบประมาณที่จะต้องเข้ามาผ่านในสภาฯ เพราะจริง ๆ แล้วต้องการให้ไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะที่มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของการเมือง แล้วก็มีรายได้ที่มาจากภาษีเฉพาะ ไม่จำเป็นจะต้องหารายได้จากการโฆษณา ไม่เช่นนั้นก็อาจจะไม่สามารถทำงานได้เป็นอิสระ ทั้งจากฝ่ายการเมืองและจากกลุ่มทุน

เพราะฉะนั้นคิดว่าเราในฐานะประชาชนผู้ชมสื่อคนไทยเองต้องยอมรับก่อนว่า เราเองยังต้องการสื่อสารธารณะที่มีความเป็นอิสระในเมืองไทย จากที่ผู้ยื่นร่างได้ยื่นร่างเข้ามาโดยให้เหตุผลว่าเพื่อวินัยการเงินการคลัง ซึ่งตรงนี้เอง เหตุผลเราก็ต้องสอบถามกันให้ชัดเจนว่าเรื่องของเหตุผลวินัยการเงินการคลังเป็นเหตุผลหลักในการที่ท่านยื่นร่างแก้ไขงบประมาณของไทยพีบีเอสหรือไม่ เพราะว่าจริง ๆ แล้วการตรวจสอบ อย่างที่ทางผู้ร้องก็ชี้แจงว่าในไทยพีบีเอสเองก็มีกระบวนการตรวจสอบอยู่แล้ว ทั้งจากองค์กรที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ และก็นำมารายงานในสภาฯ ด้วยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็เห็น อย่างที่ผ่านมาหลาย ๆ องค์กรของภาครัฐที่อยู่ในระบบงบประมาณ มีการของบประมาณมีการตรวจสอบจากสภาฯ เอง ก็ยังไม่ได้พ้นจากข้อครหาเรื่องของการทุจริตเท่าไหร่ 

“ทุกวันนี้เรายังเห็นหลายหน่วยงานที่ยังมีตัดถนนการพร่ำเพรื่อ และยังเห็นหลายหน่วยงานที่ทำเสาไฟกินนารี ยังมีหลายหน่วยงานที่ทำแอบพลิเคชั่นไร้สาระออกมาทุกปี เพราะฉะนั้นเรื่องของการนำองค์กรเข้ามาในกระบวนการงบประมาณประจำปีแล้วบอกว่าเป็นการแก้ไขเรื่องการทุจริต ผมคิดว่ามันอาจจะไม่ตอบโจทย์ เพราะฉะนั้นจริงๆถ้าท่านมีข้อสงสัยเรื่องกระบวนการตรวจสอบเองก็สามารถที่จะออกแบบกระบวนการตรวจสอบได้ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นโดยที่ที่มาของแหล่งเงินยังให้ความเป็นอิสระต่อองค์กรอยู่ได้ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าหลักการต้องเอาให้ชัดก่อนว่าเราเองยังต้องการสื่อที่เป็นสื่อสาธารณะ มีความเป็นอิสระอยู่ไหมหรือเรายังอยากได้สื่อของรัฐเพิ่มขึ้นมาอีกช่องหนึ่ง ตรงนี้เองทางกรรมาธิการเองก็จะนำเข้ามาตรวจสอบในกรรมาธิการและก็จะแจ้งทางผู้ร้องว่าในส่วนของการบรรจุวาระจะนำเข้ามาบรรจุในวาระต่อไป”  

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร

ยกระดับปฏิรูป “สื่อสาธารณะ”
ตรวจสอบใช้งบฯ โปร่งใส คุ้มค่า ผลิตเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์บนการมีส่วนร่วม

ณัฐวุฒิ อุปปะ ประธานสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ไทยพีบีเอส รุ่นที่ 6 ย้ำว่า ปัจจุบันไทยพีบีเอส ไม่ใช่ว่าอิสระโดยปราศจากการตรวจสอบ มีกระบวนการตรวจสอบ ทั้งตรวจสอบภายในองค์กรรวมถึงมีการรายงานผลที่รัฐสภา ในองค์กรแน่นอนย่อมีได้ว่าดีร้อยเปอร์เซ็นต์ รวมถึงว่า การออกมาครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าไทยพีบีเอสแตะต้องไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่มีจุดที่ต้องปรับปรุง ยังมีที่ต้องปรับปรุงอยู่หลายส่วน ในส่วนของความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้ในแต่ละปี อันนี้ฝั่งของผู้บริหารกรรมการนโยบายก็ต้องยกระดับขึ้นมา การสื่อสารไปถึงผู้ใช้ประโยชน์หรือเจ้าของภาษีจริง ๆ ว่าความคุ้มค่าอยู่จุดไหนเป็นความพึงพอใจของผู้ใช้มากน้อยเพียงใด 

ส่วนที่สอง เรื่องกระบวนการตรวจสอบถ้ามองว่ามันยังเป็นกระบวนการตรวจสอบที่ยังมีช่องว่างอยู่ ก็ยกระดับหลายๆส่วนขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่นกลไกสภาผู้ชม ที่เป็นสภาก่อตั้งตาม พ.ร.บ.จากเดิมมาตรา 45 เขียนแค่ว่าส่งเสริมการมีส่วนร่วม อันนี้ก็อาจจะเป็นช่องทางหนึ่งว่ายกระดับกลไกสภาผู้ชมที่มาจากตัวแทนประชาชนทั่วประเทศขึ้นมาให้มีอำนาจในการกำกับดูแล แล้วก็การติดตามการใช้งบประมาณและความคุ้มค่าต่างๆ

ต่อมาก็คือว่าถ้ามองว่ากลไกที่มีอยู่มันไม่เพียงพอ ก็หารือผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมดูว่ากลไกหรือกรอบกระบวนการใดที่จะมาตรวจสอบเรื่องของความคุ้มค่าเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณเรื่องความโปร่งใสซึ่งองค์กรที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ น่าจะต้องยึดหลักสำคัญอันหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมย์สื่อสาธารณะ ก็คือองค์กรที่มีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนและก็ต้องไม่ถูกแทรกแซงโดยอำนาจรัฐและทุนเช่นเดียวกัน

“ถือโอกาสนี้ ในการนำเสียงสะท้อนต่างๆที่ส่งถึงไทยพีบีเอส และสื่อสารสาธารณะ มาเปิดพื้นที่ให้มีการประมวลเสียงสะท้อน แล้วก็มีการประเมินการทั้งภายในภายนอก ว่าสิ่งที่สะท้อนมา มันรับฟังได้ส่วนไหนอย่างไร และจะนำไปปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ส่วนที่มันเป็นจุดแข็งอยู่แล้ว จะระดับตรงนี้ไปยังไง ซึ่งส่วนต่าง ๆ นี้ผมคิดว่าอาจจะต้องสื่อสารถึงไทยพีบีเอสเองว่า ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งหนึ่งที่เป็นจุดที่ดีที่จะเปิดพื้นที่แบบนี้ แล้วยกระดับการมีส่วนร่วมแบบมีรูปธรรมขึ้นมา ซึ่งที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่ามีคำถามมาถึงสภาผู้ชมผู้ฟังไทยพีบีเอสเช่นเดียวกันว่า เหมือนมีสภาแต่ถูกจำกัดด้วยบทบาทหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ตามระเบียบกลไกสภาผู้ชม ก็เป็นกลไกหนึ่งที่ควรยกระดับขึ้นมา รวมถึงอันที่สองกลไกที่เข้ามาร่วมติดตามตรวจสอบสื่อสาธารณะที่สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมด้วยกันอันนี้ก็ต้องยกระดับขึ้นมาให้เป็นรูปธรรม”  

ณัฐวุฒิ อุปปะ

ขณะที่ นรเศรษฐ์ เห็นว่า ไทยพีบีเอสควรใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปในการทำงานให้เป็นสื่อสาธารณะที่มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น คิดว่าก็มีหลายมิติที่เราสามารถที่จะนำมาทำได้อย่างแรกคิดว่า เรื่องรูปแบบที่มาความเป็นอิสระในเรื่องของทั้งงบประมาณ เรื่องของการจัดการของกองบรรณาธิการ คิดว่าให้มันมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้กองบรรณาธิการมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น มีตัวแทนของหลาย ๆ กลุ่ม ที่จะเป็นตัวแทนคนตัวเล็กตัวน้อย ที่เข้ามามีส่วนร่วมในสื่อสาธารณะมีจำนวนมากยิ่งขึ้น ตรงนี้จะทำให้เนื้อหาต่าง ๆ ที่สะท้อนออกไปผ่านสื่อของไทยพีบีเอสเองมีความหลากหลายและสะท้อนในเรื่องของคนตัวตัวน้อยได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 

ในส่วนของการตรวจสอบ คิดว่าการตรวจสอบจากภาครัฐอาจจะไม่เพียงพอ เราอาจจะต้องมีการออกแบบการตรวจสอบสื่อสาธารณะมากยิ่งขึ้น อาจจะเป็นการตรวจสอบของสื่อด้วยกันเอง ถึงคุณค่าจากคอนเทนต์หรือตัวรูปแบบต่าง ๆ ที่เราผลิตออกมาจากสื่อสารธารณะ อาจจะไม่ได้วัดจากเรตติ้งอย่างเดียว คิดว่าอาจจะต้องมีการออกแบบการวัดคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นในหลาย ๆ แบบ เช่น มันสามารถที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้มากน้อยแค่ไหน คือจริง ๆ อาจจะไม่ได้ตัวชี้วัดเชิงปริมาณอย่างเดียว แต่เป็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ หรือการสัมภาษณ์ขอความเห็นทำโพลกับประชาชนก็ได้ว่า ในแต่ละสิ่งในแต่ละคอนเทนท์ที่ทำมันสร้างการเปลี่ยนแปลง หรือว่าความเห็นประชาชน นักวิชาการ หรือแม้แต่สื่อด้วยกันได้มากน้อยแค่ไหน

“และสิ่งสุดท้ายคิดว่าถ้าเรามีข้อครหาในเรื่องของกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้างหรือการใช้งบประมาณต่างๆคิดว่าเราก็สามารถที่จะทำให้กระบวนการเหล่านี้โปร่งใสยิ่งขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจ้างผู้บริหาร การแต่งตั้งผู้บริหารเข้ามารับตำแหน่งต่างๆ คิดว่าอาจจะต้องมีการให้เหตุผลชี้แจงให้มีความชัดเจน แล้วก็ในส่วนของเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆสิ่งใด ที่เราอาจจะถูกตั้งคำถามก็สามารถที่จะทำให้ถูกเปิดเผยโปร่งใสมากยิ่งขึ้น คิดว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าเราถือโอกาสในการที่จะยกระดับไทยพีบีเอส หรือว่าสื่อสารธารณะให้ทำงานได้ครอบคลุมและตอบโจทย์พี่น้องที่เป็นตัวแทนของคนตัวเล็กตัวน้อยมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย รวมถึงแก้ปัญหาข้อครหาการใช้งบประมาณเหล่านี้ ในวาระตรงนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันที่เราจะนำมาปรับปรุงการทำงานของเราด้วย”  

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร

แก้ พ.ร.บ.ต้องตั้งจากการมีส่วนร่วม

สอดคล้องกับ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะโฆษก กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา เห็นว่า ในกรรมาธิการฯ มีประเด็นอย่างน้อย 2 ประเด็นที่อยากจะข้อสังเกต โดยอยากย้ำว่า ทุกครั้งที่รายงานไทยพีบีเอสเข้ามา ตนน่าจะเป็นคนจองกฐินไทยพีบีเอสมาโดยตลอด เพราะว่าก่อนหน้านี้เราวิพากษ์วิจารณ์สื่อมวลชนกันเอง ตรวจสอบกันเองเพราะเราคาดหวังกับไทยพีบีเอส ที่จะทำงานที่จะเป็นเสาหลักสำคัญซึ่งมีทั้งสมหวังบ้าง และมีทั้งผิดหวังบ้างหลายครั้ง โดยเฉพาะในห้วงเวลาของความขัดแย้งทางการเมือง ก็มีคำถามมาโดยตลอดกับไทยพีบีเอส ในเรื่องของการทำงานว่าเนื้อหาโอนเอียงไปทางฟากฝั่งใดฟากหนึ่งหรือเปล่า

“ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตั้งคำถามได้ หรือแม้กระทั่งหลายคนเองในวงการสื่อเอง ก็พูดกันว่า คนที่เป็นระดับท็อปหรือระดับดารานำที่ไปทำงานอยู่ไทยพีบีเอส กับคนที่ทำงานอยู่ไทยพีบีเอสมานาน บางคนยังไม่ได้รับการบรรจุเลย ก็มีบางคนเป็นลูกจ้าง ที่ไม่ได้เป็นแครลูกจ้างแบบชั่วคราว หรือรูปแบบที่หลากหลาย เป็นเรื่องที่ต้องปฏิรูปปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงแต่กระบวนการปฏิรูปนั้นจะต้องมีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม” 

เทวฤทธิ์ มณีฉาย

สว.เทวฤทธิ์ ย้ำว่า ร่าง พร.บ.นี้เป็นร่างของพรรคภูมิใจไทย ที่มีสิทธิ์จะเสนอแต่ว่าควรจะมีร่างที่จะแก้ไขต้องตั้งต้นจากคนที่อยู่ในชุมชนเพราะว่าไทยพีบีเอสเองไม่ใช่แค่เป็นองค์กรสื่อเท่านั้น ยังทำงานกับภาคประชาสังคมทำงานกับเครือข่าย แม้กระทั่งสภาผู้ชมผู้ฟังเหล่านี้ ต้องมีส่วนร่วม

“ผมคิดว่าเรื่องการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องหัวใจสำคัญของการก่อร่างสร้างไทยพีบีเอส และสร้างสื่อนี้ขึ้นมามันมีเนื้อนาบุญมันมีบริบทที่แตกต่างกันไปเราไม่ได้บอกว่าสื่อนั้นดีสื่อโน้นดีดีกว่าใครแต่ว่าสื่อควรจะมีความหลากหลายตามบริบทตามที่ของมันและคนที่จะได้ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดก็คือผู้บริโภคในสื่อนั้น ๆ จะได้ข้อมูลที่หลากหลายอีกประการสำคัญมีการอ้างเรื่องวินัยการเงินการคลัง ภาครัฐปี 2561 ก็เป็นเรื่องที่น่าตั้งข้อสังเกตว่าร่างนี้ไม่ได้ออกโดยกระทรวงการคลังแต่ว่าเป็นร่างที่ออกโดยภาคการเมืองต้องดูด้วยว่าทั้ง 4 ร่างที่ออกมาก็เช่นเดียวกันก็เป็น Package ออกมาก็เป็นคำถามว่าถ้าหากอ้างอิงตามพรบวินัยการเงินกันคลังภาครัฐ ปี 61 ดังนั้นควรจะเป็น กระทรวงที่เป็นเจ้าภาพหลักหรือเปล่า ทำไมเป็นพรรคการเมืองที่เป็นเจ้าภาพหลักแน่นอนว่าเขามีอำนาจ มีสิทธิ์ในการเสนอได้แต่ว่าควรจะตั้งคำถามว่ามันเป็นวาระจริง ๆ ต้องการที่จะปฏิรูปไทยพีบีเอสให้ตอบโจทย์ให้เป็นสื่อที่เป็นสื่อสาธารณะจริง ๆ หรือมีวาระการเมืองซ่อนเร้น ผมคิดว่าอันนี้มันเป็นพิรุธหรือเป็นข้อสังเกตที่ตั้งข้อสังเกตได้”

เทวฤทธิ์ มณีฉาย




Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active