‘สื่อสาธารณะ’ ต้องคงหลักการ ‘อิสระ’ ห่วงรัฐเจ้าของเงิน เสี่ยงตัดตอนพื้นที่กลาง ปากเสียงประชาชน

นักวิชาการ-สื่อพลเมือง-ภาคประชาชน เรียกร้องเปิดพื้นที่ตอบข้อสงสัย “ใครได้ประโยชน์” จากการแก้ พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส เห็นฟ้อง งบฯ 2,000 ล้าน สังคมต้องมีส่วนร่วมตรวจสอบได้ ชี้ มีจุดอ่อนต้องเร่งทบทวน ปรับแก้ แต่แอบหวั่นใจ ถ้ากระเป๋าเงินเปลี่ยน สื่อภายใต้อำนาจรัฐ จะรับใช้รัฐ มากกว่า “ประชาชน” ปิดทางสร้าง Active Citizen พื้นที่กลางให้ผู้คนออกมาพูด สื่อสาร ในยามวิกฤต ยกบทเรียนทั่วโลก ในวันที่สื่อสาธารณะต้องเอาใจรัฐ เพื่อไม่ให้ถูกลดงบฯ โยนทิ้งความเป็นอิสระ

เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2569 คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับ คนใต้เท่าทันสื่อ และสมาคมสื่อชุมชนภาคใต้นครศรีธรรมราช จัดเสวนา “จากภาษีบาปสู่งบประมาณแผ่นดิน: จุดเปลี่ยนผ่านหรือจุดเปราะบางของสื่อสาธารณะไทย” หลังจากมีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)

ใครเป็นเจ้าของ ? ชี้ สื่อภายใต้อำนาจรัฐ จะรับใช้ “รัฐ” มากกว่า “ประชาชน”

ผศ.กุสุมา กูใหญ่ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชี้ให้เห็นว่า ไทยพีบีเอสอยู่กับไทยอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงตอนนี้เกือบ 20 ปี ประเด็นที่เกิดขึ้นในแนวคิดของ สส.พรรคภูมิใจไทย ที่ต้องการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับรายได้ หรือ งบประมาณของไทยพีบีเอส ต้องตั้งต้นไปที่เรื่อง “ความเป็นสื่อสาธารณะ” ซึ่งการถกเถียงกันขณะนี้ประเด็นถูกแตกแขนงออกไปจากการแก้ไข พ.ร.บ. ลุกลามไปจนถึงเรื่องการบริหารงานของไทยพีบีเอส

สื่อสาธารณะ คืออะไร แตกต่างอย่างไรกับสื่ออื่นที่รับข่าวสาร ทำไมจำเป็นที่จะต้องออกมาปกป้องสื่อสาธารณะ จึงอยากให้นึกถึงเวลาที่ประเทศประสบปัญหา ภัยพิบัติ หรือเรื่องราวของผู้คนที่ห่างไกล ไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งข้อมูลหรือส่งเสียง สังคมต้องการช่องทางการสื่อสารที่เปิดกว้าง เป็นปากเสียง เป็นตัวแทนของประชาชน โดยมีกรอบการทำงานที่ยึดจรรยาบรรณวิชาชีพ หนักแน่น ไม่โอนเอียง ยืนเคียงข้างประชาชนในยามวิกฤติ สังคมต้องการสื่อลักษณะนี้ ถ้าไม่มีสื่อแบบนี้ สังคมไทยจะเป็นอย่างไร การดูว่าสื่อนั้นเป็นสื่อสาธารณะหรือไม่ จะดูจากการที่ “ใครเป็นเจ้าของ” ตามความหมายคือสาธารณะเป็นเจ้าของ คือของทุกคน คือของประชาชนผู้เสียภาษี ความเป็นเจ้าของนี้ไม่ได้หมายถึงรัฐ 

ทั้งนี้เป้าหมายของสื่อสาธารณะ กับสื่อของรัฐ มีความแตกต่างกันแต่อาจจะเหมือนกันในบางประเทศ ในประเทศประชาธิปไตยจะไม่ต่างกัน เพราะสื่อจะรับผิดชอบต่อประชาชนเช่นเดียวกับรัฐบาลที่รับผิดชอบต่อประชาชน แต่ถ้าเป็นประเทศที่มีระบบการเมืองที่รัฐบาลอาจจะไม่ค่อยสนใจประชาชน หรือรัฐอำนาจนิยม หรือ เผด็จการ ดังนั้นสื่อที่อยู่ใต้อำนาจรัฐแบบนี้ก็จะรับใช้รัฐ มากกว่ารับใช้ประชาชน 

“สรุปง่าย ๆ ก็คือว่า สื่อสาธารณะโดยหลักการของมัน คือเราดูว่าใครมีอำนาจในการกำหนดข้อมูลข่าวสาร ใครเป็นเจ้าของ ถ้าสาธารณะเป็นเจ้าของ ประชาชนเป็นเจ้าของ ประชาชนเป็นผู้กำหนดวาระข่าวสาร กำหนดสิ่งที่สื่อต้องสื่อสารให้กับประชาชน”

ผศ.กุสุมา กูใหญ่ 

ผศ.กุสุมา กูใหญ่ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ส่วนคำถามที่ว่า สื่อ รับผิดชอบต่อใคร สื่อสาธารณะต้องรับผิดชอบต่อประชาชน โดยยกตัวอย่าง ต้นแบบของสื่อสาธารณะ BBC ที่มีหลักคิดในการสื่อสารเช่นเดียวกันกับไทยพีบีเอส ซึ่ง BBC มีภารกิจหลัก ๆ ในการสื่อสาร คือ การทำงานต้องตอบสนองเป้าหมายของประชาชน ผลประโยชน์ของสาธารณะเป็นสำคัญ มีความอิสระ ที่ไม่ได้หมายความว่าทำอะไรก็ได้ แต่มีกติกา หลักการ มีระบบการกำกับติดตาม ซึ่งก็จะมีกฎหมายเฉพาะ โดยมีภารกิจคือ

  1. ต้องเข้าถึงคนทุกกลุ่ม ต้องสนับสนุนเป็นตัวแทนเสียงของชุมชนที่หลากหลาย เช่น ชนกลุ่มน้อย กลุ่มเปราะบาง 

  2. ต้องไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ยืนหยัดอยู่กับสาธารณะไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร หัวใจสำคัญคือรับใช้ ตอบสนองประชาชน

  3. ให้ความรู้ ให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชน ที่ถูกต้อง เที่ยงตรง เชื่อถือได้ ไม่มุ่งตอบสนองต่อระบบทุน หรือ กำไร ไม่แสวงหารายได้

  4. ต้องมีคุณภาพที่ดี

ทุนนิยม-อำนาจการเมือง ขีดจำกัดที่สื่อต้องเจอ

ผศ.กุสุมา ยังมองว่า เงื่อนไขหนึ่งของความเป็นสื่อที่เป็นขีดจำกัดที่ต้องเผชิญ 2 ด้าน คือ 1. การรักษาตัวเองท่ามกลางทุนนิยม 2. สื่อเผชิญอำนาจทางการเมือง และจะเห็นความพยายามลดขีดจำกัดเหล่านี้ลง เพื่อให้ทำงานของตัวเองเต็มที่ แต่หลายครั้งสื่อสาธารณะล้มเหลว

เช่น ใน ฮังการี รายงาน ของ EU ก็พบข้อจำกัดของสื่อสาธารณะที่พบว่าขาดอิสระและถูกครอบงำทางการเมือง หรือใน กรีซ ในช่วงที่ประเทศกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐต้องตัดงบประมาณ รัฐก็ยุบสื่อของกรีซ ซึ่งเป็นการตัดสิทธิเสรีภาพในการรับข่าวสารของประชาชน

“คำถามคือ ถ้ามีการแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยการตัดมาตราที่เป็นเงินรายได้ ที่เป็นหลักประกันอิสรภาพของสื่อ ไทยพีบีเอสจะสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้หรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ท้าทายกับประชาชนด้วยว่า ประชาชนจะเหลือพื้นที่ของการสื่อสารที่เป็นอิสระได้หรือไม่”

ผศ.กุสุมา กูใหญ่ 

“สื่อสาธารณะ” กับบทบาทสร้างพื้นที่กลางลดความขัดแย้ง

มุมมองจาก ผศ.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก็ชวนให้ย้อนดูเหจตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นบาดแผลครั้งสำคัญที่คนไทยเข่นฆ่ากันเองเพราะอุดมการณ์ที่แตกต่างทางการเมือง ซึ่งเกี่ยวข้องกับหัวข้อเสวนาครั้งนี้ เพราะบทบาทของสื่อในอดีตแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ

  1. สื่อเอกชน ที่ขับเคลื่อนโดย สื่อสิ่งพิมพ์เป็นหลัก จะเห็นบทบาทของสื่อหนังสือพิมพ์ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายขวา

  2. สื่อที่รัฐเป็นเจ้าของ ทั้งสถานีโทรทัศน์ วิทยุ กระจายข่าวสร้างความเกลียดชัง

“จะเห็นว่าสื่อทั้ง 2 ประเภทเป็นตัวจุดที่ทำให้เกิดความขัดแย้งที่เป็นแผลบาดลึก ถึงการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น”

ผศ.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา

ผศ.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

นำมาสู่สิ่งที่เราขบคิดว่าสื่อควรทำหน้าที่อย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ เพื่อให้คนยังมีพื้นที่ในการพูดคุย อีกเหตุการณ์คือ พฤษภาทมิฬ 35 พบบทบาทสื่อที่นำเสนอข่าวสารที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง ทำให้คนไปดูเหตุการณ์ก็พบว่าไม่เป็นไปตามที่สื่อนำเสนอ และทำให้เกิดมาตรา 40 ของ รัฐธรรมนูญ 40 ที่ทำให้เกิด “สื่อเสรี” หรือ ไอทีวี ที่ไม่ได้มีการครอบงำของรัฐบาล เป็นสื่อที่สามารถใช้วิชาชีพของตนเอง ทำให้เกิดข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือ แต่หลักการนั้นอยู่ได้สักระยะ จนเกิดรัฐประหาร 2549 ทำให้เกิด “ไทยพีบีเอส” มี พ.ร.บ. ปี 2551 จะเห็นว่าการต่อสู้กันของทั้ง 2 ฝ่ายเกิดขึ้นตลอด จำเป็นต้องมีพื้นที่กลางในการถกเถียงพูดคุย และรับข้อมูลข่าวสารที่มีความหลากหลาย

ดุษฎีนิพนธ์ที่เคยศึกษาเรื่องเหตุการณ์ความสงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบบทบาทไทยพีบีเอสในการเป็นสื่อที่สร้างพื้นที่กลางให้เกิดขึ้น ซึ่งพื้นที่กลางนี้มีทั้งเชิงกายภาพ เช่น การจัดประชุมในโรงแรม ในมหาวิทยาลัย ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ไปเชื่อมต่อกับประเด็นของการสื่อสาร ที่สามารถนำประเด็นของการพูดคุยจากผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย ไปขยายความทำให้เกิดการถกเถียง และยังมีพื้นที่ในเชิงกิจกรรม คือการเชื่อมต่อภาคประชาสังคมและภาคส่วนต่างๆ 

“สิ่งที่ผมมองคือบทบาทสำคัญของไทยพีบีเอสคือการทำให้ เกิดตัวแสดงที่ไม่ปรากฏในสื่อเชิงพาณิชย์ หรือสื่อของรัฐเกิดขึ้น และที่สำคัญก็คือ ผมมองว่านี่เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ที่ศึกษาคือภาคประชาสังคมมีพื้นที่ในการที่จะสื่อสารในประเด็นของตัวเอง เช่น การขับเคลื่อนเรื่องพื้นที่สาธารณะปลอดภัย”

“นี่คือบทบาทหนึ่งของไทยพีบีเอส ไม่ใช่เพียงแค่เรียกร้องให้ยุติความรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ เพียงอย่างเดียว แต่ว่ามันส่งเสียงไปถึง ระดับนโยบาย รัฐบาล คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่าย ได้รับฟังประเด็นนี้ ซึ่งนำเข้าสู่วาระของโต๊ะเจรจาสันติภาพ นี่มาจากบทบาทที่ทุกคน ตัวแสดงใหม่ ๆ เด็ก เยาวชน ผู้หญิง รวมถึงเหยื่อความรุนแรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ได้มีโอกาสพูด สื่อสารความในใจ ซึ่งจะไม่ปรากฏในพื้นที่สื่อหรือสื่อของรัฐมากนัก”

ผศ.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา

มองพัฒนาการสื่อสาธารณะ ปกป้องประชาชน แต่อาจเป็นภัยคุกคามรัฐบาล

เช่นกันกับ ภญ.ชโลม เกตุจินดา จากสมาคมผู้บริโภคสงขลา บอกว่า จริง ๆ ไทยพีบีเอส สามารถของบประมาณจาก กสทช. ได้ในการพัฒนาโครงข่าย หรืออะไรก็แล้วแต่ จาก USO (กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ) และ กสทช. ต้องสนับสนุนศักยภาพต่าง ๆ ในการให้คนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วน และหลายครั้งที่เราดูโทรทัศน์ จะเห็นโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสริมความงาม อาหารเสริม ในรายการเด็กก็มีขนม แต่ไทยพีบีเอสทำให้เห็นว่าไม่ใช่แบบนั้น และยังมีการจัดสรรสัดส่วนรายการแต่ละช่วงเพื่อให้ติดตาม และเห็นพัฒนาการที่ดีอย่างรายการ “ฮาร์ดทอร์ก” ซึ่งพัฒนาการที่ดีนี้อาจเป็นภัยคุกคามกับรัฐบาลหรือไม่ เช่น รายการที่นำเสนอซากปรักหักพังจากโครงการที่รัฐทำ ซึ่งจะไม่สามารถทำได้ในสื่อของรัฐ

ภญ.ชโลม เกตุจินดา สมาคมผู้บริโภคสงขลา

อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดอ่อน เช่น ระบบที่สร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข่าวภูมิภาค อาจทำให้คนรับรู้ได้ไม่กว้างขวางมาก หรือการผลิตเครือข่ายภาคประชาชนให้เป็นผู้สื่อข่าว เราสามารถทำให้เขามีพื้นที่ในการสื่อสาร เมื่อประชาชนมีความแข็งแรง กลายเป็นภัยคุกคามของรัฐ และการเปลี่ยนที่มาของรายได้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดขึ้นเลย แต่จะเกิดเป็นระยะ ๆ เหมือน สปสช. สสส. และไทยพีบีเอส 

“ทำไมมันเกิดช่วงนี้ มันเป็นคำถามที่เราบอกว่า รัฐไม่สามารถใช้แนวทาง ใช้งบประมาณและตัวเองสั่งการได้ มีการล้วงลูกไปถึงการจัดการระดับพื้นที่ เรื่องนี้ต้องมอง 2 ส่วนคือ เรามีระบบตรวจสอบดีอยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่ดีพอที่จะให้สาธารณะประชาชนทั่วไปรับรู้ ประชาชนไม่ได้รู้สึกกระทบ ในการที่สื่อสาธารณะจะปรับไปอยู่ในรัฐบาล ในขณะที่คนทำงานจะสื่อสารอย่างไรให้ประชาชนเห็นว่าอย่าเคยชินกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ถ้าคุณได้ประโยชน์ ต้องมาแสดงออกด้วย”

ภญ.ชโลม เกตุจินดา 

“สื่อสาธารณะ” สร้าง Active Citizen เปิดพื้นที่ให้คนออกมาพูด สื่อสาร

มุมมองของ อัสรา รัฐการัณย์ อดีตสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ก็มองว่า 18 ปีที่ผ่านมารัฐต้องภูมิใจว่าได้สร้าง Active Citizen ขึ้นมาทั่วประเทศ เพราะไทยพีบีเอสให้ความรู้ ให้ความจริง ที่เป็นสิ่งสำคัญของสังคม ที่บ้าน เด็กเติบโตมากับไทยพีบีเอส ซึ่งมีรายการที่ให้ทั้งความรู้และความจริง ทางสภาผู้ชมฯ จึงมีความเป็นห่วงอย่างมากในการแก้ไข พ.ร.บ. ที่ต้องไปของงบฯ จากรัฐทุกปี แต่เราต้องการสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระจากแหล่งทุน อิสระจากรัฐ จากการเมืองทุกรูปแบบ 

อัสรา รัฐการัณย์ อดีตสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส

“18 ปี ไทยพีบีเอสทำอะไร ไทยพีบีเอสสร้างพลเมือง ประชาชนที่ตื่นรู้ และประชาชนที่ไม่ยอมจำนน เสียงของทุกคนได้สื่อสาร เป็นช่องเดียวในประเทศไทย เป็นสื่อสาธารณะเดียวในประเทศไทยที่ทำให้ทุกคนได้ออกมาพูด ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน ผู้สูงวัย แรงงานทั้งในและต่างประเทศ แรงงานทั้งในและนอกระบบ คนพิการ กลุ่มชาวประมง กลุ่มเปราะบาง มีรายการหลากหลายมาก” 

“ปีที่แล้วน้ำท่วมหาดใหญ่คนที่บ้านนั่งดูไทยพีบีเอสทั้งวัน เมื่อเกิดวิกฤตประเทศชาติ ไทยพีบีเอสตัดรายการประจำออกหมดเลย และเข้าไปสู่วิกฤติของประเทศชาติ มีทีวีไหน สื่อไหนที่ทำอย่างนี้ได้ วันนี้สื่อสาธารณะจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไทยพีบีเอสถอดบทเรียนน้ำท่วมทุก 2 ชั่วโมง ว่าเราต้องตั้งวอร์รูม ช่วยวิกฤตน้ำท่วมที่หาดใหญ่อย่างไร รวบรวม แจกถุงยังชีพ หลังน้ำท่วมเราจะจัดการอย่างไร ช่วยคนอย่างไร เรื่องโรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย พูดละเอียดมาก เป็นสื่อสาธารณะที่เต็มไปด้วยองคาพยพ”

อัสรา รัฐการัณย์

อัสรา บอกว่า ถ้าต้องแก้ พ.ร.บ.ให้ไปของบประมาณจากรัฐทุกปี มองว่า อีกหน่อยคงถูกเซ็นเซอร์ในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเรื่องปลาหมอคางดำ SEC ที่ภาคใต้ อากาศเสีย น้ำเสีย จะกล้าพูดแบบเดิมหรือไม่

“สื่อสาธารณะ” ต้องยึดโยงการมีส่วนร่วม

ขณะที่ อานนท์ มีศรี นายกสมาคมสื่อชุมชนภาคใต้นครศรีธรรมราช ก็ย้ำว่าไทยพีบีเอสมีกลไกภายใน อย่างกรรมการนโยบาย 9 คน มีคณะกรรมการบริหาร และมีสภาผู้ชมผู้ฟังรายการไทยพีบีเอส ที่เป็นตัวแทนประชาชน จากทุกภูมิภาค ซึ่งเป็นจุดแข็ง ที่มีการรับฟังประชาชนและนำเสนอต่อกรรมการนโยบายเพื่อนำไปพัฒนา ทุก 10 ปีจะมีแรงสั่นสะเทือนว่าจะต้องมีการทบทวน พ.ร.บ. อีกทั้งการเปิดพื้นที่ให้คนตัวเล็กตัวน้อย ในทุกครั้งที่เกิดความไม่สงบ จะมีพื้นที่ให้สื่อสาร แต่การมีจุดแข็ง บางครั้งทำให้เป็นจุดอ่อน เชื่อว่า นักการเมือง รัฐบาล แหล่งข่าว ดูด้วยความอิจฉา มีการปรับแก้ระเบียบให้สภาผู้ชมฯ มีหน้าที่เพียงรับฟัง แต่ขาดการยึดโยง ไม่ได้รับการประสานงานต่อ แต่ไม่มีสื่อไหนที่มีองค์ประกอบครบ จุดอ่อนเหล่านี้เขามองเห็น 

อานนท์ มีศรี นายกสมาคมสื่อชุมชนภาคใต้นครศรีธรรมราช

“ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการจะเปลี่ยนการรับงบประมาณ เพราะเห็นว่าหน่วยงานที่รับงบประมาณจากรัฐบาลมีแต่ละลดลง แต่ก็อยากจี้จุดไทยพีบีเอสว่าต้องจัดการภายในเรื่องการมีส่วนร่วม เรื่องการยึดโยงกับประชาชน แต่สิ่งที่ดีก็ยอมรับ เช่น The Active ทีมของคุณแวว (ณาตยา แวววีรคุปต์) ทำหน้าที่ได้ดีมาก พยายามยึดโยงกับประชาชน หลายเรื่องทำได้ดีมาก แต่สิ่งที่ต้องทำคือต้องรับฟังและนำกระบวนการมีส่วนร่วมกลับคืนมา”

อานนท์ มีศรี

“สื่อ” กับความเป็น “อิสระ” สำคัญกับเสียงของชาวบ้าน

สอดคล้องกับ กอเฉม สะอุ นักข่าวพลเมือง มองว่าที่ผ่านมาแทบจะไม่มีพื้นที่การสื่อสารในเรื่องที่เป็นประเด็นปัญหาของพื้นที่ กระทั่งได้เห็นพัฒนาการของสื่อแต่ละช่อง และได้มารู้จักกับไทยพีบีเอสช่วงสถานการณ์โควิด-19 เห็นมิติทางการสื่อสารที่ประทับใจ ที่ให้พื้นที่ เป็นกระบอกเสียงในความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ควรจะมีสิทธิ์ในการส่งเสียง ความเป็นอิสระสำคัญมาก ในยุคที่การเมืองแทรกแซง ทุกองค์กรถูกตีกรอบพร้อมตั้งคำถามว่าต้องการอิสระแบบไหน หรือต้องการอิสระที่ควบคุมได้ 

กอเฉม สะอุ นักข่าวพลเมือง

“เห็นไหมองค์กรอิสระ ผมไม่เห็นว่าจะอิสระเลยครับ เพราะอำนาจทางการเมืองเข้าไปแทรกแซง ควบคุมได้หมด คุณก็สบายจนไม่มีใครมาขัดขวางคุณได้ แต่พอจะมีสื่อสักช่องที่เป็นปากเสียงชาวบ้าน คุณก็เริ่มหาเรื่องสารพัด และคุณกล้ามากในระยะเวลาที่ผ่านมา ใช่ ที่เราเห็นไทยพีบีเอสพัฒนาตลอดที่ผ่านมา แต่ก็มีสะดุดบ้าง แต่เห็นพัฒนาการที่ดีในการออกแบบ วางแผน พยายามให้เสียงของทุกกลุ่มทุกฝ่ายสื่อสารได้ เราเห็นว่าการตีกรอบโดยอ้างเรื่องงบประมาณ หรือคุณกลัวความจริงหรือเปล่า ”

“ความจริงปรากฏให้เห็นแล้วว่าการควบคุมองค์กรอิสระที่เห็นอยู่ แทบจะไม่มีความจริงที่เราสัมผัสได้ ผมในฐานะสื่อพลเมือง เห็นว่าไทยพีบีเอสให้โอกาส กับทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเปราบาง คนด้อยโอกาส สามารถส่งเสียงได้ ในการประสานงานก็เช่นกัน มีการประสานงานมาเสมอ ไม่มีช่องไหนที่ทำได้อย่างนี้ที่ประสานได้โดยตรง”

กอเฉม สะอุ 

กอเฉม ระบุว่าในส่วนของ พ.ร.บ.จะสุ่มเสี่ยง ประชาชนที่มีส่วนในการรับประโยชน์จากการสื่อสารสาธารณะ เราก็ควรออกมาสื่อสารกันว่า ไม่ใช่ว่าตรวจสอบไม่ได้ มีข้อสงสัยตรงไหนก็ถามได้โดยตรง แต่การจะไปตีกรอบ ควบคุมและอ้างเรื่องงบประมาณ จะมีนัยอื่นแฝงหรือไม่ สิ่งสำคัญคือจุดยืนของสื่อสาธารณะที่เกาะติด เชื่อถือได้

“สื่อของทุกคน” ยกระดับการสื่อสารสื่อภาคพลเมือง

ชัยวัณฏ์ เหมะรักษ์ เครือข่ายสื่อสาธารณะท้องถิ่น ย้ำว่านี่คือจุดเปลี่ยนและจุดผ่าน จากการเปลี่ยนแหล่งที่มารายได้ของไทยพีบีเอส ที่ผ่านมาจะเห็นอิสระในการสื่อสารของสื่อสาธารณะ สโลแกนที่ยึดโยงกับประชาชน อย่างล่าสุด คือ “สื่อของทุกคน” หากเปลี่ยนที่มาของแหล่งรายได้ คนถือกุญแจหีบเงิน ปฏิเสธไม่ได้ที่จะเกิดการแทรกแซงจากรัฐ และเกิดความไม่เป็นอิสระ แต่หากดูสื่อทั่วไปของรัฐ ก็จะประชาสัมพันธ์งานของรัฐ หรือสื่อเอกชนที่รับเงินจากสปอนเซอร์ก็ยังไม่มีอิสระ เพราะหากจะนำเสนอผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมและบริษัทที่สนับสนุนมีส่วน ก็จะกระทบกับการรายงานข่าว

ชัยวัณฏ์ เหมะรักษ์ เครือข่ายสื่อสาธารณะท้องถิ่น

ชัยวัณฏ์ ยังชี้ว่าการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ถือเป็นจุดเปลี่ยน ถ้าเปลี่ยนไปรับงบฯ จากรัฐบาล การนำเสนอข่าวก็จะมีความเกร็งใจรัฐบาล และเป็นจุดผ่าน คือ หลังจากเป็นข้อถกเถียง ที่ทำให้สื่อและประชาชนออกมาตั้งคำถาม ต้องมาย้อนดูตัวเองถึงสิ่งที่ทำไป ภารกิจไทยพีบีเอสมีหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัล สื่อใหม่ ข่าวต่างประเทศ เป็นต้น เกิดคำถามถึงความคุ้มค่าของงบฯ 2,000 ล้าน ซึ่งหากเป็นสื่อของรัฐหรือเอกชนจะสามารถทำแบบนี้ได้หรือไม่ และยังเป็น “จุดเปราะบาง” ที่ทำให้ความเป็นอิสระหายไป 

“เราจะเห็นตัวอย่างโครงการของรัฐ ที่ดูไม่คุ้มค่า แต่กลับเห็นเสียในสภายกมือให้ผ่าน ถ้าวันหนึ่งเกิดกับไทยพีบีเอส งานที่สำนักต่าง ๆ ของไทยพีบีเอสทำ ถ้า สส.เสียงข้างมากยกมือให้ไม่ผ่าน ถือว่าเป็นจุดเปราะบาง”

“จากที่เคยร่วมงาน ไทยพีบีเอสถือว่าให้โอกาสกับประชาชน สื่ออิสระ รวมถึงสำนักสร้างสรรค์ที่เปิดให้ทุกคน คนธรรมดา บริษัท ได้นำเสนอรายการ คัดเลือกก่อนจะออกมาเป็นรายการตามผัง เรียกว่าเป็นการกระจายโอกาสให้ภาคประชาชนอย่างเท่าเทียม”

ชัยวัณฏ์ เหมะรักษ์

ส่วนที่มีคำถามช่วงนี้ว่าไทยพีบีเอสมีงบประมาณอยู่แล้ว ทำไมต้องไปจ้างผู้ผลิต ในอีกมุม การที่จ้างผู้ผลิตในท้องถิ่น เป็นการกระจายงบประมาณ กระจายอำนาจการสื่อสาร และที่สำคัญ ช่วยลดงบประมาณ เพราะนักข่าวส่วนกลางต้องไปทำข่าวที่พัทลุง หรือที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็มีค่าเดินทาง นักข่าว ช่างภาพ มีการขับรถ การใช้นักข่าวพลเมืองเป็นการกระจายอำนาจการสื่อสาร และลดงบประมาณ และยังส่งเสริมให้ความรู้ ทุกปีมีการอบรมคนที่สนใจการเป็นนักสื่อสารมาเข้าร่วม ซึ่งสื่อเอกชนด้วยข้อจำกัดงบประมาณอาจไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ ซึ่งนี่เป็นการยกระดับจากการเป็นนักข่าวพลเมือง เป็นผู้ผลิตที่ามารถทำเนื้อหาคุณภาพได้ ซึ่งมีเครือข่ายกระจายอยู่ทุกภูมิภาคของไทย

มองข้อเสนอ ทางออก ต่อความท้าทาย “สื่อสาธารณะ”

ภญ.ชโลม จึงมองว่า ต้องสร้างพลังการคัดค้าน และสำหรับไทยพีบีเอส ผู้บริหารควรรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในด้านลบ สร้างพื้นที่สาธารณะให้ทุกคนได้สื่อสาร ซึ่งอาจจะคิดต่าง ให้คนที่ไม่รู้ได้เข้ามามีส่วนร่วม และควรเข้าไปร่วมกับส่วนอื่น เช่น กสทช. และสื่อสารสาธารณะ ในมุมผู้บริโภคก็จะไปแสดงความคิดเห็นในตัวกฎหมาย เพื่อให้เห็นความเข้มแข็งของประชาชน

ขณะที่ อานนท์ เชื่อว่าไทยพีบีเอสทำงานกับคน 70 กว่าล้านคน ไม่ได้ทำกับแค่คนบางกลุ่ม เพราะสื่อสาธารณะต้องทำงานกับทุกคน แต่จะให้ทุกคนเห็นตรงกันก็เป็นไปไม่ได้ คณะกรรมการนโยบายที่มีหน้าที่ทำนโยบาย ต้องทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบกฎหมาย ส่วนคณะกรรมการบริหาร ก็นำนโยบายมาปฏิบัติให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

ขณะเดียวกันเรากำลังอยู่กับความท้าทาย ที่ AI เข้ามา และคนรุ่นใหม่ไม่ได้ดูทีวี คณะกรรมการนโยบายและบริหารต้องแก้โจทย์นี้ให้ได้ เชื่อว่า การที่ถูกโจมตีก็มีมูลที่ต้องพิสูจน์และต้องมีคำตอบให้กับสังคม และนำจิ๊กซอว์การมีส่วนร่วมของสภาผู้ชมฯ กลับมาต่อให้แน่นเหมือนเดิม มองว่า 2,000 ล้านเหมาะสม เพราะทำงานกับคนจำนวนมาก และยังมีศูนย์วิชาการทำงานให้ความรู้ด้วย  

อัสรา ก็เชื่อว่าสิ่งสำคัญคือหากไทยพีบีเอสยังได้ใช้งบประมาณเหมือนเดิ อยากให้การทำให้สื่อสาธารณะเกิดขึ้นทุกภูมิภาค เพราะแต่ละภูมิภาคมีอัตลักษณ์ ความเชื่อ วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่ตอนนี้สื่อสาธารณะกำลังถูกเปลี่ยนแปลง อยากให้ประชาชนลุกขึ้นมาสื่อสารว่าอย่าให้ใครมาเปลี่ยนสื่อสาธารณะ อย่าให้ใครมาเปลี่ยนงบประมาณสื่อสาธารณะ

กอเฉม ระบุว่ารัฐบาลต้องกล้าเปิดเผยมุมมองของรัฐบาลว่าติดใจเรื่องอะไร และเรื่องงบประมาณมีคนไม่เข้าใจเรื่องการใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท ถ้าไม่สามารถสื่อสารกับคนที่มีอิทธิพลในการแสดงให้เห็นความอิสระ จำเป็นต้องมีเวทีสาธารณะและเชิญคนจากรัฐบาลมาคุย และแสดงจุดยืนของสื่อสาธารณะ

ชัยวัณฏ์ ก็สะท้อนว่าสื่อสาธารณะต้องฟังเสียงจากประชาชน ให้เห็นถึง 2,000 ล้าน ว่ามีความคุ้มค่า โปร่งใสมากแค่ไหน ควรมีการรับฟังเสียงจากประชาชน  และที่สำคัญสื่อสาธารณะควรปราศจากโฆษณา ปราศจากการครอบงำ และสามารถนำเสนอและสะท้อนเสียงจากประชาชนจริง ๆ

ผศ.ภีรกาญจน์ ย้ำว่าจากหลักฐานเชิงประจักษ์ งบประมาณสื่อสาธารณะทั่วโลก มีระบบที่แตกต่างกัน เช่น บางระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่ประชาชนจ่ายโดยตรงตามที่กฎหมายกำหนด บางประเทศเก็บจากครัวเรือนที่มีเครื่องรับโทรทัศน์ เก็บค่าธรรมเนียมจากการรับสัญญาณ ซึ่งยังมีข้อถกเถียงในการจัดเก็บ

โดยยกตัวอย่าง งานวิจัยของสหภาพยุโรป ในสโลวีเนีย ที่มีการเก็บจากเครื่องรับโทรทัศน์และวิทยุ ต่อมาปี 2022 รัฐบาลได้ยกเลิก แล้วให้เก็บในลักษณะของงบประมาณแผ่นดิน อัตราส่วนตามการเติบโตของจีดีพีประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลกำหนดเก็บ 0.17 ของจีดีพีของประเทศ ต่อมาเปลี่ยนรัฐบาลก็เก็บน้อยลงเป็น 0.12 ของจีดีพีของประเทศ ปรากฏว่า สหภาพยุโรป ได้ส่งหนังสือท้วงติงไปที่รัฐบาลสโลวีเนียว่า นี่ผิดหลักการของสื่อสาธารณะ เพราะทำให้เกิดปัญหาการขาดเงินอุดหนุน และขาดความเป็นอิสระ คนทำสื่อต้องคำนึงในการเอาใจรัฐบาลเพื่อไม่ให้ถูกลดงบประมาณ

อีกตัวอย่างในออสเตรเลีย ที่สื่อสาธารณะต้องนำเสนอต่อรัฐบาลว่าจะทำอะไรบ้าง พบว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลก็ตัดลดงบประมาณสื่อสาธารณะในประเทศลง แต่ปีล่าสุดมีการเพิ่มงบฯ เพราะมีโครงการที่ตอบโจทย์นโยบายต่างประเทศของรัฐบาล

ส่วนที่สหรัฐอเมริกา รัฐบาลำนาจนิยม ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ถูกรัฐบาลตัดงบประมาณสื่อสาธารณะทั้งหมด จนไม่มีเงินอุดหนุน

สำหรับ ผศ.กุสุมา ก็มองว่า ต้องเบรกเรื่องนี้และรัฐจะทำอะไรแบบรวบรัดตัดตอนไม่ได้ หรือใช้กลไกเสียงข้างมากในสภาฯ ในลักษณะแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่ามีความชอบธรรมเสมอไป แม้กระบวนการจะชอบธรรม และในหลักคิดยังมีข้อสงสัยที่ต้องตอบได้ว่ามีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองหรือไม่ ใครได้ประโยชน์จากข้อเสนอนี้ เช่น มีคนตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มทุนผู้ผลิตบุหรี่ สุรา ไม่ต้องจ่ายภาษีส่วนนี้หรือไม่ เพราะในร่าง พ.ร.บ.ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ และหากยังตอบคำถามไม่ได้ประชาชนก็มีสิทธิ์เรียกร้อง เพื่อให้เกิดความกระจ่างว่าใครได้ประโยชน์ และประเด็นสาธารณะที่ทุกคนต้องตอบ

“หากไทยพีบีเอสจะต้องจัดเวทีสาธารณะเอง ก็อาจกลายเป็นการใช้พื้นที่เพื่อประโยชน์ของไทยพีบีเอส จึงเป็นสิ่งที่เครือข่ายที่ทำงานร่วมกับไทยพีบีเอสและเห็นว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมดำเนินการ รวมถึงถ้าแหล่งที่มารายได้ไทยพีบีเอส จะเป็นที่อื่นได้ไหม ซึ่งก็มีหากจะปรับให้ถูกที่ถูกทาง และรูปแบบไหนควรจะเป็นอย่างไร เพื่อตอบข้อกังขาให้ได้ และมีคำถามว่าอำนาจประชาชนกำลังถูกลิดรอนไปเรื่อย ๆ หรือไม่ ถ้าไม่มีสื่อสาธารณะจะมีอะไรมาแทน”

ผศ.กุสุมา กูใหญ่

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active