แนะนโยบายสิ่งแวดล้อมก่อนเลือกตั้ง เลิกขายฝัน คืนความเป็นธรรมให้คนรุ่นอนาคต

ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และตัวแทนเยาวชน ร่วมระดมความเห็นผ่านเวที Policy Forum: ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม ชี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไทยไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่คือ “ภัยเชิงโครงสร้าง”จากความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวระหว่าง “รัฐ” และ “ทุน” แนะไทยต้องกล้าทำแพ็กเกจเปลี่ยนโครงสร้าง “กระจายอำนาจ-เก็บภาษีคนรวย-แก้รัฐธรรมนูญ” เพื่อหยุดวงจรมรดกบาปส่งต่อให้ลูกหลาน

ภายใต้งาน Policy Watch Connect 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่รัฐสภา โดยเป็นกระบวนการที่มีตัวแทนจากภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้กำหนดนโยบาย มาพูดคุยกันในหลากหลายโจทย์สำคัญของประเทศ ซึ่งเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างการระดมความเห็นจากนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และตัวแทนเยาวชน ในเวที Policy Forum: ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม พบข้อสรุปที่น่าตกใจว่า รากฐานของปัญหาสิ่งแวดล้อมไทยเกิดจากความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวระหว่าง “รัฐ” และ “ทุน” ที่ทำให้ความยุติธรรมกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าไม่ถึง โดยหลายฝ่ายเสนอทางรอดของไทยต้องกล้า “กระจายอำนาจ-เก็บภาษีคนรวย-แก้รัฐธรรมนูญ” เพื่อหยุดวงจรมรดกบาปที่ส่งต่อให้ลูกหลาน

เจาะลึกรากปัญหา “รัฐซ้อนทุน” และกฎหมายที่บิดเบี้ยว

วงเสวนาชี้ชัดว่า “ศัตรูตัวจริง” ของสิ่งแวดล้อมไทยไม่ใช่พลาสติกหรือควันรถ แต่คือ โครงสร้างอำนาจ รัฐธรรมนูญและกฎหมาย อย่างรัฐธรรมนูญปี 2560 และมรดกคำสั่ง คสช.ลดทอนสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วม ทำให้เกิดโรงงานขยะและโครงการขนาดใหญ่โดยประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ส่วนความยุติธรรมที่เลือกปฏิบัติ ประเด็นนี้คนตัวเล็กตัวน้อยถูกดำเนินคดีบุกรุกป่า แต่กลุ่มทุนรุกที่ดินหรือปล่อยมลพิษกลับลอยนวล หรือใช้กลไกกฎหมายฟ้องปิดปาก ภาคประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่ล้มเหลว กรณีระบบการศึกษาไม่ได้สร้าง “ความฉลาดทางนิเวศ” ให้กับคนรุ่นใหม่ แต่เน้นท่องจำ ทำให้ขาดจิตสำนึกรักธรรมชาติอย่างแท้จริง

วิกฤตโครงสร้าง: เมื่อ “รัฐ” และ “ทุน” เป็นเนื้อเดียวกัน

ปัญหาสิ่งแวดล้อมไทยไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนเทคโนโลยี แต่เกิดจาก “ระบอบอำนาจ” ที่รัฐและกลุ่มทุนขนาดใหญ่หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน นโยบายการพัฒนาประเทศมุ่งเน้นการเติบโตของ GDP และภาคอุตสาหกรรม โดยผลักภาระต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้กับประชาชน

กฎหมายเอื้อนายทุน มีการตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายและนโยบายหลายฉบับถูกเขียนขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนผูกขาด เช่น การอนุญาตให้นำเข้าขยะ การขยายโรงงานอุตสาหกรรมโดยไม่ทำ EIA อย่างเข้มงวด หรือการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects) เช่น แลนด์บริดจ์ โดยไม่คำนึงถึงระบบนิเวศ

ผู้กำกับดูแลคือผู้เล่น ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ “ความขัดแย้งทางผลประโยชน์” ในโครงสร้างคณะกรรมการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อม ที่มักมีตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมหรือกลุ่มทุนเข้าไปนั่งเป็นผู้กำหนดกติกา ทำให้กฎหมายที่ออกมา เช่น ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด หรือ พ.ร.บ.โลกร้อน กลายเป็นการ “ฟอกเขียว” ให้กับผู้ก่อมลพิษ

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ จากการติดตามผลกระทบด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน พบว่าทิศทางการพัฒนาประเทศของไทยมุ่งเน้น “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” เป็นหลัก (เทหมดหน้าตัก) จนทำให้มิติอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กันอย่าง สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม กลายเป็นสิ่งที่ “มองไม่เห็น” ในนโยบายระดับชาติ แม้ระยะหลังจะมีการพูดถึงมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ได้รับความสำคัญเพียงพอ ปัญหา ความไม่สมดุลของนโยบาย การให้ความสำคัญกับตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดช่องว่างและความไม่เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากร ความเสี่ยงที่จะพังทลายแม้อุตสาหกรรมจะโตเร็วและการแข่งขันทางการค้าไปได้ไกล แต่หากฐานรากอย่างสิ่งแวดล้อมเสียหายและสุขภาพประชาชนเสื่อมถอย ความเจริญทางเศรษฐกิจนั้นจะ “พังครืนลงมาอย่างรวดเร็ว”

ทางออกที่ต้องขับเคลื่อนผ่าน “เจตจำนงทางการเมือง”มีข้อเสนอ สร้างสมดุลเชิงนโยบายด้วยการต้องยกระดับเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้มีความสำคัญ “เทียบเท่า” กับเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องรอง ขณะเดียวกันอยากเรียกร้องให้นักการเมืองและว่าที่รัฐบาลใหม่ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่าแค่เรื่องปากท้อง แต่ต้องมองให้เห็นภาพรวมว่าสังคมและสิ่งแวดล้อมจะอยู่รอดอย่างไรไปพร้อมกัน”ทางออกไม่ใช่การหยุดพัฒนาเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างสมดุล เพราะเศรษฐกิจที่เติบโตบนความหายนะของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ คือความสำเร็จที่ไม่ยั่งยืนและพร้อมจะล่มสลายได้ทุกเมื่อ”

ความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากร: ที่ดิน-น้ำ-ประมง คนรวยผูกขาด คนจนไร้สิทธิ

ด้านประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ระบุว่า ความไม่เป็นธรรมยังสะท้อนผ่านการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน อย่างที่ดินจาก ข้อมูลเผยว่า คนไทย 10% ถือครองที่ดินที่มีโฉนดกว่า 70% ของประเทศ ขณะที่กลุ่มทุนตระกูลเดียวถือครองที่ดินมากกว่า 3 แสนไร่ เท่าจังหวัดอ่างทองในขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่ไร้ที่ดินทำกิน สะท้อนความล้มเหลวของการกระจายถือครองที่ดินและระบบภาษีที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่ประมงกฎหมายประมงปัจจุบันเอื้อต่อเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ 20% ของจำนวนเรือ แต่ได้โควตาสัตว์น้ำ 80% ในขณะที่ประมงพื้นบ้านเรือเล็ก (80% ของจำนวนเรือ) เข้าถึงทรัพยากรได้เพียงน้อยนิด

ปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมมีรากฐานมาจากโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไปและการมองคนไม่เท่ากัน โดยเฉพาะวิกฤตความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินและทรัพยากร ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนที่ดิน หากมีการบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม คนไทยทุกคนจะมีสิทธิ์ในที่ดินเฉลี่ยคนละ 2 ไร่ครึ่ง แต่ความเป็นจริงกลับพบว่ามีเพียงตระกูลเดียวที่ถือครองที่ดินสูงถึง 300,000 กว่าไร่ ในขณะที่ที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนเพียง 70 ตระกูลในทางกลับกัน พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนในเขตป่ากว่า 4,000 ชุมชน ซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาป่าต้นน้ำ กลับถูกกฎหมายอุทยานฯและการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับที่ทำกิน จำกัดสิทธิการอยู่อาศัยเพียงชั่วคราว 20 ปี ทั้งที่พื้นที่เมืองในปัจจุบันหรือแม้แต่ย่านรังสิต ก็ล้วนเคยเป็นป่ามาก่อน สะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติระหว่างคนเมืองที่มีเอกสารสิทธิ์กับคนชายขอบที่ถูกมองข้าม

“ไม่มีที่ดินแปลงไหนที่ไม่เคยเป็นป่ามาก่อน… ถ้าเราจะทำให้ความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้น เราต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม และสิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องมองเห็นคนทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน”

“การแก้ปัญหา” ที่สร้าง “ปัญหาใหม่” ธุรกิจโลกร้อน

เตือนภัยรูปแบบใหม่ของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใช้ “กลไกตลาด” เป็นตัวนำ เช่น ตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งท้ายที่สุด ประโยชน์จะตกอยู่กับกลุ่มทุนเดิมที่ผันตัวมาทำธุรกิจพลังงานสะอาด หรือขายเทคโนโลยีการเกษตรให้ชาวนา ในขณะที่เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนการปรับตัว และกลายเป็นจำเลยสังคมว่าเป็นผู้เผาป่า ทั้งที่โครงสร้างการผลิตถูกกำหนดโดยบริษัทใหญ่อีกทอดหนึ่ง

เสียงจากคนรุ่นใหม่ ความยุติธรรมข้ามรุ่น

ตัวแทนเยาวชนสะท้อนว่า พวกเขาคือผู้รับมรดกบาปจากคนรุ่นก่อน และเรียกร้องให้หยุดมองเยาวชนเป็นเพียง “ไม้ประดับ”ในเวทีรับฟังความคิดเห็น สิ่งที่ต้องการคือสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี: ต้องถูกบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพื่อรับรองความปลอดภัยของคนรุ่นอนาคต การมีส่วนร่วมจริงเยาวชนต้องมีพื้นที่ในการกำหนดนโยบาย (Policy Maker) ไม่ใช่แค่ผู้ถูกขอความเห็น

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักสื่อสารงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีช ประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ไม่เกิดความเป็นธรรมคือกลไกกระบวนการยุติธรรมที่มันไม่เป็นธรรมทางด้านสิ่งแวดล้อม คือตัวปัญหาหลักที่ไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมทางด้านสิ่งแวดล้อม หลายๆครั้งเราจะคิดกรอบนโยบายที่เป็นนโยบายที่เป็นวิกฤตซ้ำซ้อนใช้คำนี้เลย เพราะว่า โพลีซี ไคซิส มันไปกดทับ ปัญหาเดิม โดยที่ไม่ได้คิดทบทวนว่า เราควรจะมุ่งหน้าไปทางไหน ยกตัวอย่างเช่น ในเวทีระดับโลก คนรุ่นก่อนมุ่งเน้นสร้างกติการะหว่างประเทศที่โฟกัสเพียง 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยหลงลืมมิติของ “สิ่งแวดล้อม” ไป กว่าที่สหประชาชาติ (UN) จะออกความเห็นทั่วไป ยอมรับว่าสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในมิติของ สิทธิมนุษยชน ก็ต่อเมื่อทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมลงไปมากแล้ว

ขณะที่การมุ่งเน้น GDP และผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ ความคุ้มค่าที่จะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเมินมูลค่าความเสียหายได้ยาก ปัจจุบันภาครัฐยังคงผลักดันนโยบายที่เน้นการเติบโตทาง GDP และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) หรือท่าเรือน้ำลึกเป็นต้น อีกประเด็น การใช้ทรัพยากรเกินตัวในยุคนี้ คนรุ่นปัจจุบัน (ผู้กำหนดนโยบาย) ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองเพื่อตอบสนองความต้องการในยุคสมัยของตน คำถามถึงผู้กำหนดนโยบาย ประเด็นสำคัญที่สุดคือ “ความยุติธรรมข้ามรุ่น” โดยตั้งคำถามว่า หากคนรุ่นปัจจุบันใช้ทรัพยากรจนหมด จะเหลือทรัพยากรใดไว้ให้คนรุ่นลูกหลานหรือคนรุ่นอนาคตใช้บ้างหรือไม่

ทางออกและข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 เสาหลักสู่ความยั่งยืน

เพื่อให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม รัฐบาลใหม่ต้องทำ ในเวทีมองถึง “แพ็กเกจเปลี่ยนโครงสร้าง” ทันที ไม่ใช่แค่ทำโครงการ CSR

  • ปฏิรูปที่ดินและทรัพยากร แก้ปัญหาที่ดินกระจุกตัวใช้ระบบ “ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า” เก็บภาษีคนถือครองที่ดินแปลงใหญ่ เพื่อนำเงินและที่ดินมาจัดสรรให้คนจน รื้อโควตาประมงเปลี่ยนระบบโควตาสัตว์น้ำจากที่เอื้อเรือพาณิชย์ (20% ของเรือ ได้ 80% ของปลา) ให้เป็นธรรมต่อประมงพื้นบ้าน
  • กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด & พ.ร.บ.โลกร้อน: ต้องไม่เขียนกฎหมายให้เอกชนผู้ปล่อยมลพิษเข้ามานั่งเป็นกรรมการกำกับดูแล (Regulator)กฎหมาย PRTR: บังคับเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษจากโรงงานสู่สาธารณะ โดยอ้าง “ความลับทางการค้า” ไม่ได้ ปฏิรูป EIA ตัดวงจร “บริษัทที่ปรึกษารับเงินนายทุน” โดยตั้งกองทุนกลางจ้างผู้ประเมินผลกระทบที่เป็นกลาง
  • ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน แก้รัฐธรรมนูญ บรรจุ “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” ให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน มีกฎหมายคุ้มครองประชาชนจากการถูกฟ้องปิดปากเมื่อออกมาปกป้องชุมชน กระบวนการยุติธรรม: ตั้ง “ศาลสิ่งแวดล้อม” หรือแผนกคดีสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้าใจบริบทนิเวศและชุมชน เพื่อพิจารณาคดีรวดเร็วและเป็นธรรม
  • หยุดการฟอกเขียว รู้ทันทุนนิยมโลก: อย่าหลงกลไกตลาดอย่าง “คาร์บอนเครดิต” จนละเลยการลดการปล่อยมลพิษที่ต้นทาง และต้องไม่ให้นโยบาย Climate Change กลายเป็นการแย่งยึดที่ดินชาวบ้านไปปลูกป่าขายเครดิต
  • กระจายอำนาจและการศึกษา ท้องถิ่นจัดการตนเอง: ให้อำนาจและงบประมาณท้องถิ่นในการจัดการไฟป่า ขยะ และภัยพิบัติ การศึกษาฐานนิเวศ: ปรับหลักสูตรให้เด็กเรียนรู้จากการสัมผัสธรรมชาติจริง เพื่อสร้างพลเมืองที่ตื่นรู้ ไม่ใช่แค่เรียนในห้องแอร์

ในเวทีสะท้อนภาพลักษณ์นโยบายของแต่ละพรรค

พรรคประชาชน เสนอนโยบายครอบคลุมและลงลึกที่สุด ตั้งแต่การปฏิรูป EIA (ให้คนทำรายงานเป็นคนกลาง ไม่ใช่บริษัทที่รับจ้างนายทุน), การเปลี่ยนสัดส่วนคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมให้ภาคประชาชนเข้าไปมีอำนาจตัดสินใจ ประกาศชัดว่า “คาร์บอนเครดิต” ไม่ใช่พระเอก แต่เป็นเพียงเครื่องมือการเงิน ต้องระวังการ “ฟอกเขียว” เน้นมาตรการ “ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย”ผ่านระบบภาษีคาร์บอนและการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซ

พรรคประชาธิปัตย์ ตัวแทนพรรคยอมรับกลางเวทีว่าเป็นคนรุ่นที่ “ปล้นอนาคต” ของเด็กๆ ไป และเสนอแนวคิดว่าการทำลายสิ่งแวดล้อมต้องถือเป็น “อาชญากรรม” ประชาชนต้องฟ้องรัฐและเอกชนได้ทันที มีข้อเสนอ ระหว่างรอกฎหมายใหญ่ เสนอให้มี “การคุ้มครองชั่วคราว” เพื่อยับยั้งความเสียหาย และเน้นการสร้างจิตสำนึกแบบญี่ปุ่น (ให้เด็กเรียนรู้ผ่านธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ตำรา)

พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ นโยบายยังคงเน้นการ “ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” “เศรษฐกิจชีวภาพ” หรือ “การจัดการน้ำ” ซึ่งเป็นการมองสิ่งแวดล้อมเป็นสินค้าทางเศรษฐกิจมากกว่าการมองเรื่องสิทธิและความเป็นธรรมทางนิเวศ และยังขาดความชัดเจนเรื่องการกระจายการถือครองทรัพยากร

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active