Bangkok Design Week 2026 เนรมิตย่านทรงวาด-ปากคลองตลาด ฟื้นพื้นที่สีเขียว พร้อมประเมินตัวเอง 4 ด้าน รับใบสั่งจ่ายยาส่วนบุคคล ผ่านการทำกิจกรรม เพื่อการมีสุขภาวะกาย-ใจ ปลุกความหวังเชื่อมต่อพื้นที่ ส่งเสริมสุขภาพ กระตุ้นเศรษฐกิจ ชุมชน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ We!park จับมือ สสส., คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ กรุงเทพมหานคร เนรมิตพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสวนพระปกเกล้า เปลี่ยนจากพื้นที่สาธารณะว่างเปล่าสู่พื้นที่สีเขียวแห่งสุขภาวะ พร้อมจัดกิจกรรมการเดิน หรือ Long Walk พร้อมรับใบสั่งยาทางสุขภาพแบบรายบุคคล ผ่านการทำกิจกรรมทางสังคม เพื่อให้คนเมืองมีสุขภาพดีและมีความสุข ภายใน เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 (Bangkok Design Week 2026) ระหว่างวันที่ 28 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569
โดยพบว่า กว่า 3 ปี ที่นโยบาย “สวน 15 นาที” (15-minute Pocket Park) ของ กทม. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพชีวิตของชาวเมืองในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะสีเขียวใน กทม. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนาพื้นที่
ภายใต้การดำเนินโยบายดังกล่าว จึงเกิดเป็นโครงการ เดินสวนสู่ย่าน ภายใน เทศกาล Bangkok Design Week 2026 ในปีนี้
ผู้จัดหยิบยกเอาพื้นที่สำคัญอย่าง ย่านปากคลองตลาด-ทรงวาด ให้กลายเป็น สวนสุขภาวะ ที่มีทั้งนิทรรศการให้ความรู้ งานศิลปะ ดนตรีในสวน และกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ใต้สะพานพระปกเกล้า

และไฮไลท์สำคัญ คือ Pop-up Park โซนพื้นที่สาธารณะสีเขียวขนาดเล็กริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามอาคารเก่าแก่อย่าง ไปรสนียาคาร จุดเชื่อมต่อของย่านทรงวาด สวนพระปกเกล้า และปากคลองตลาด
Longi Park : ชวนเดินในสวนเขียว พร้อมใบสั่งจ่ายยาส่วนบุคคล
Longi Park เป็นเหมือนพื้นที่ทางศิลปะ ในรูปแบบสวนหย่อมเล็ก ๆ ริมน้ำ ที่มีม้านั่งและบันไดสีส้มวางอยู่ตรงกลาง พื้นที่แห่งนี้ ทุกคนสามารถเข้ามานั่งพักใจ ถ่ายรูป หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ และยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรม Long Walk ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
กิจกรรม Long Walk เป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผ่าน การเดิน โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับการประเมินสุขภาพเบื้องต้นผ่านการกรอกข้อมูลในแอปพลิเคชัน โดยจะเป็นคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันทั้งกายใจ เช่น การเดิน การนอน การกินอาหาร การใกล้ชิดธรรมชาติ และการมีความสัมพันธ์

แอปฯ จะประมวลสุขภาพของเราออกมาเป็นค่า Longevity Score ที่เป็นรูปใยแมงมุม เผยให้เห็นถึงความสมดุลในชีวิตแต่ละด้าน ก่อนที่จะได้รับใบสั่งจ่ายยา ที่ Customize จำเพาะเจาะจงตามแต่ละบุคคล
แต่ครั้งนี้ ไม่ต้องถือใบสั่งยาไปให้หมอหรือเภสัชกรร้านไหน เพราะคือการสั่งจ่ายยาที่เราทำได้เองง่าย ๆ ด้วย ผ่านการทำ กิจกรรมทางสังคม

และยาทุกตัวที่ถูกสั่งจ่ายมานี้ ทุกคนสามารถเข้ารับได้ใน Pop-up Park แห่งนี้ ที่หากใครเดินเข้ามา จะพบกับ 4 ฐาน ได้แก่
Move — See to move more พื้นที่แห่งการเคลื่อนไหวผ่านลูปที่ต่อเนื่อง มีจุดโฟกัสที่คอยดึงสายตาที่ชวนให้มอง สำรวจ และชวนให้ก้าวเท้าต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่ การที่เราเดินโดยมีวิวและองค์ประกอบทางสายตา จะทำให้การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องบังคับ ทำให้การเดินกลายเป็นเรื่องสนุก เพลิดเพลิน และไหลลื่น และทำให้ร่างกายได้ขยับเขยื้อนโดยไม่รู้ตัว
Rest — Breathe in comfort พื้นที่สร้างดภาวะผ่อนคลายที่ โดยใช้ สีสัน และกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากพืชพรรณ เพื่อให้เกิดบรรยากาศสบาย ผ่อนคลาย และยังมีพื้นที่เล็กๆ ให้ได้นั่งพัก ฟังเสียงเบาๆ ท่ามกลางหมอกจางๆ ทั้งหมดนี้จะทำให้เราหายใจได้ช้าลง ลึกขึ้น และปลดปล่อยความเครียดออกไป
Nourish — Touch to reconnect พื้นที่ที่เน้นการสัมผัสและความรู้สึก เมื่อใช้มือสัมผัสพืชพรรณที่มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน จะทำให้ได้รับรู้ธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เป็นการเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมรอบตัวเข้าผ่านทางร่างกาย อารมณ์ และพื้นที่ริมน้ำจะทำให้คนอยากพบปะ หยุดพูดคุย และทำให้เกิดความสัมพันธ์เล็กๆ ระหว่างกัน
Reset — Listen into stillness พื้นที่ชวนกลับเข้าสู่จุดสงบของจิตใจผ่านการใช้เสียงธรรมชาติที่คุ้นเคย และเสียงที่ออกแบบให้สอดแทรกไปตามจังหวะการเดิน ช่วยให้จิตใจค่อยๆ นิ่งลง ท่ามกลางพืชพรรณทรงพุ่ม นุ่ม ฟู ที่ลดความวุ่นวายทางสายตา พื้นที่ตรงนี้ จะทำให้เราอยู่กับความสงบ และกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเองอีกครั้ง
ริณรนินณ์ สิริพันธะสกุล Design researcher หน่วยวิจัยและพัฒนาโครงการของ Shma Lab อธิบายว่า จุดเริ่มต้นของการออกแบบมาจากโจทย์ที่ว่า จะทำอย่างไรให้พื้นที่สาธารณะที่มีอยู่ ไม่เป็นเพียงแค่พื้นที่นัดหมาย หรือแค่ทางผ่านไปมาของผู้คนเท่านั้น แต่พื้นที่แห่งนี้ต้องทำให้คนมีสุขภาพดีขึ้นด้วย
“สุขภาพของเราจะเป็นอย่างไร ต้องเริ่มจากการเข้าใจพฤติกรรมของตัวเอง ทีมออกแบบจึงเริ่มจาการสร้างแบบสอบถามเพื่อประเมินสุขภาพผ่านทางแอปพลิเคชัน และสรุปผลผ่าน 4 ด้านสำคัญของชีวิต ได้แก่ การเคลื่อนไหว (move) การพักผ่อน (rest) การอยู่กับผู้คน (nourish) และความสงบ (reset)”
ริณรนินณ์ สิริพันธะสกุล

ทั้งหมด จึงเป็นที่มาของการออกแบบกิจกรรมที่ให้ทุกคนลองทำดู เพื่อให้เห็นภาพรวมของสุขภาพตนเอง ริณรนินณ์ ยังอธิบายอีกว่า เห็นได้ชัดเจนปัญหาของผู้คนสมัยใหม่ คือ การนั่งทำงานนาน ๆ โดยไม่ได้ขยับร่างกาย การอยู่ในเมืองโดยห่างไกลธรรมชาติ และการขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว ล้วนเป็นสิ่งที่ทำลายสุขภาพในระยะยาว
การออกใบจ่ายยา จึงเป็นการแนะนำให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างจำเพาะเจาะจงแต่ละบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ของผู้คนในยุคสมัยนี้ ที่เริ่มหันกลับมาออกกำลังกายมากขึ้น ถอยห่างจากหน้าจอ และความสัมพันธ์ทางโลกออนไลน์ แต่กลับเห็นคนรุ่นใหม่เริ่มเข้าร่วมกิจกรรม Run club หรือแม้กระทั่งการอาบป่า

“บางคนกินอาหารดี ได้เดินวันละหลายพันก้าว แต่กลับแทบไม่เคยใกล้ชิดกับธรรมชาติเลย ใบสั่งยานี้ก็จะแนะนำให้ลองยืนฟังเสียงธรรมชาติ ลองแยกแยะเสียงที่ได้ยิน เพราะจะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ทั้งยังเป็นการได้ฝึกสติ และกลับมาอยู่กับตัวเอง และ reset ความคิดด้วย”
ริณรนินณ์ สิริพันธะสกุล
ใบสั่งจ่ายยาเหล่านี้ ไม่ได้เป็นการแนะนำให้ทำในครั้งนี้เท่านั้น แต่ทุกคนสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ และยังมีการสะสมคะแนน เพื่อทำให้คนรู้สึกสนุก และท้าทายมากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการออกแบบกิจกรรมเหล่านี้ มาจากงานวิจัยรองรับหลายชิ้น หนึ่งในนั้น ได้แก่ งานวิจัย Steps per Day and All-Cause Mortality in Middle-aged Adults in the Coronary Artery Risk Development in Young Adults Study ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network
งานวิจัยดังกล่าว ติดตามกลุ่มตัวอย่างวัยกลางคน 2,110 คน ตั้งแต่ปี 2005 พบว่า ผู้ที่เดินมากกว่า7,000 ก้าวต่อวันมีความเสียงในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลดลงประมาณ 50-70% และช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคอ้วน ได้ด้วย
ณัฐวัฒน์ นาคแฉ่ง ผู้ประสานงานโครงการ อธิบายว่า กิจกรรมนี้มีเป้าหมายอยากกระตุ้นให้คนเดินมากขึ้น เพราะการเดินมีประโยชน์มากกว่าแค่ร่างกาย แต่เป็นเรื่องของจิตใจ แอปพลิเคชันนี้ จึงเป็นเหมือนผู้ช่วยที่จะคอยประเมินผู้ใช้ และสั่งจ่ายยาอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องพบแพทย์เลย

การผสานรวมระหว่างเรื่องการปรับพฤติกรรมผ่านรูปธรรมอย่างการเดิน และ เรื่องของการใช้พื้นที่สาธารณะที่ต้องการยกระดับจากการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะแบบจุด (Point-based Development) ไปสู่การพัฒนาในระดับย่าน (District-based Development) โดยอาศัยการเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะเหล่านี้เข้าด้วยกันผ่านระบบทางเดิน ทางจักรยานและก็จกรรมทางสังคม เพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม และเข้าถึงได้สำหรับคนทุกกลุ่ม
แม้ครั้งนี้จะเป็นเพียงกิจกรรมสั้น ๆ และเป็นเหมือนพื้นที่ทดลอง แต่แต่คาดว่าในอนาคตจะมีการพยายามผลักดันให้เกิดเป็นพื้นที่และกิจกรรมในระยะยาว
“ย่านแต่ละแห่งในกรุงเทพฯ ก็มีเรื่องราวของตัวเอง ปากคลองตลาดเป็นย่านแห่งดอกไม้ ทรงวาดเป็นย่านวัฒธรรม (culture district) ถ้าถัดจากนี้ พื้นที่แต่ละแห่งเชื่อมต่อกันได้หมด จะเกิดเส้นทางใหม่ที่คนสามารถเดินได้แทนการนั่งรถ จะช่วยส่งเสริมสุขภาพ กระตุ้นเศรษฐกิจ ชุมชน และการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในอนาคต”
ณัฐวัฒน์ นาคแฉ่ง
