หนุนยุทธศาสตร์ เกษตรในเมือง สร้างพื้นที่ระบบอาหารยั่งยืน ถอดบทเรียน 3 ปี พบ คนมีสุขภาวะที่ดี เพิ่มกิจกรรมทางกาย อัตราการกินผักเพิ่มขึ้น ช่วยลดรายจ่าย รวมถึงรู้สึกมีความมั่นคงทางอาหาร หวัง กทม. จากผู้ควบคุม เป็น ผู้สนับสนุนเกษตรในเมือง ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ
เมื่อวันนี้ 20 ก.พ. 69 ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ร่วมกับ สสส. และ กทม. จัดงานนำเสนอสาธารณะ “กินได้-ใกล้บ้าน-ระบบอาหารเมือง” ถอดบทเรียน 3 ปี การขับเคลื่อนเกษตรในเมือง พร้อมเปิดข้อค้นพบ 4 กุญแจสำคัญ Policy-Land-Actors-Resource หวังปลดล็อกข้อจำกัดที่ดินและกฎหมาย มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนเมืองอย่างเป็นรูปธรรม
ถอดบทเรียน 3 ปี เกษตรในเมือง พบคนมีสุขภาวะที่ดี รู้สึกมีความมั่นคงทางอาหาร
รศ.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงผลการดำเนินโครงการ เกษตรในเมือง ในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่
- สวนผัก 15 นาทีเพื่อการฟื้นฟูย่าน : ทำในพื้นที่สาธารณะและกึ่งสาธารณะ
- Plantable Bangkok ร่วมด้วยช่วยปลูก : ทำในพื้นที่ส่วนบุคคล
- โรงเรียนของเราน่าปลูก: ทำในโรงเรียน ซึ่งถือว่าเป็นการขยายผลสู่สถานศึกษาที่มีศักยภาพในการเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรเมือง




จากบทเรียนที่ผ่านมาตลอด 3 ปี พบว่า เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้และพิสูจน์ได้ด้วยตัวเลข (Evidence-Based) ได้แก่ การทำให้คนมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น 17% คนมีอัตรการกินผักเพิ่มขึ้น 22% และด้านเศรษฐกิจ พบว่า 87% ของผู้เข้าร่วมโครงการรู้สึกมีความมั่นคงทางอาหารมากขึ้นและช่วยลดค่าใช้จ่าย
แต่นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น รศ.นิรมล ย้ำว่า กทม. จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นแพลทฟอร์มกลาง เปลี่ยนบทบาทจาก ผู้ควบคุม เป็น ผู้สนับสนุน (facilitator) พัฒนาการทำเกษตรในเมือง ให้เข้าไปตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์
ความสำคัญนโยบายเกษตรในเมือง
รศ.นิรมล อธิบายด้วยว่า หากมองไปยังภูมิทัศน์ของนโยบายเรื่องเกษตรในเมืองทั่วโลก โดยเฉพาะหลังโควิด-19 พบว่า มีนโยบายในลักษณะนี้ปรากฏให้เห็นมากขึ้นควบคู่ไปกับนโยบายการพัฒนาเมือง ไม่ว่าจะเป็นประเศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็ตาม

จากการรีวิวนโยบายที่เกี่ยวข้องมาจากทั่วโลก พบว่า นโยบายเกษตรในเมือง จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองได้ 5 ด้าน ได้แก่
- Food Safety – สร้างระบบการเข้าถึงอาหารปลอดภัยอย่างทั่วถึง เป็นธรรม
- Food Miles – ลดระยะทางส่งต่ออาหาร เพื่อลดต้นทุนแฝงและคาร์บอนฟุตปรินท์ของเมือง ซึ่งเรื่องนี้เชื่อมโยงกับสิ่งที่หลายประเทศมี commitment ต่อสิ่งแวดล้อมของโลกด้วย
- Food Security – สร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนเมืองพึ่งตนเองได้ในยามวิกฤต
- Green and Healthy Space -ขยายพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะที่เสริมสุขภาพกายใจ เนื่องจากที่ดินมีจำกัด การสร้างพื้นที่สุขภาวะสักแห่งจึงใช้ได้อย่างเอนกประสงค์และตอบโจทย์ให้ได้มากที่สุด
- Community Solidarity – ให้พื้นที่ทางการเกษตรเป็นตัวเชื่อมสังคมให้เข็มแข็ง เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมโดดเดี่ยวของคนเมือง
ปารีสโมเดล – เกษตรในเมืองที่ยั่งยืน
สำหรับ เกษตรในเมือง (Urban Agriculture) เป็นหนึ่งในโยบายสำคัญที่หลายเมืองใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส เช่น ปารีส ลียง (Lyon) บอร์โด (Bordeaux) มีขึ้นเพื่อแก้โจทย์ปัญหาของเมือง รวมถึงอีกหลายประเทศในยุโรปที่มีพื้นที่สีเขียวต่อหัวประชากรน้อยเช่นกัน

ภายใต้การนำของ แอนน์ ฮิดัลโก (Anne Hidalgo) นายกเทศมนตรีกรุงปารีส
รศ.นิรมล อธิบายว่า ปารีส เปรียบเสมือนเมือนต้นแบบที่ให้ความสำคัญในการพยายามเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในยุคของ แอนน์ ฮิดัลโก (Anne Hidalgo) นายกเทศมนตรีกรุงปารีส มีการออกนโยบาย “100 Hectares” (100 เฮกตาร์) ตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรในเมือง
“นโยบายนี้ออกแบบให้ประชาชนหรือชุมชนที่มองเห็นที่รกร้างว่างเปล่า สามารรวมตัวกันได้แล้วมาลงทะเบียนกับเทศบาลเพื่อขึ้นทะเบียน และดูแลร่วมกัน ทำให้ในปี 56-60 มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น 24% ของการเพิ่มขึ้นตลอด 15 ปี”
รศ.นิรมล เสรีสกุล
ในขณะที่สถานการณ์ในกรุงเทพฯ พบว่า ปี 2552-2553 สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้ 22% ของการเพิ่มขึ้นตลอด 15 ปี ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการประกาศใช้แผนพัฒนาแห่งชาติ 12 ปี
และในปี 2562 เป็นต้นมา การเพิ่มพื้นที่สีเขียวมีอัตราลดลง เน้นไปที่การพัฒนาพื้นที่ขนาดล็ก และใช้พื้่นที่เอกชน ซึ่งสอดคล้องกลับโครงการ Green Bangkok 2530 (ปี 2562) และนโยบายสวน 15 นาที (ปี 2565)
4 หัวใจสำคัญ ทำให้เกษตรในเมืองเกิดได้จริง
“เกษตรในเมืองไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สวนกินได้เท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่ทางสุขภาวะด้วย”
อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การจะทำให้เกษตรในเมืองเกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยปัจจัย 4 ประการ ดังนี้
- Policy (นโยบาย) – การบูรณาการผังเมือง นโยบายสิ่งแวดล้อม และภาษีให้เอื้อต่อการทำเกษตร
- Land (พื้นที่) – การบริหารจัดการที่ดินรัฐและเอกชน ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายภาษีที่ดินให้กลายเป็น “โอกาส”
- Actor (ผู้ขับเคลื่อน) – กลุ่มผู้ดำเนินการ หรือ “นักปลูก” ในระดับครัวเรือน ชุมชน ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่
- Resource (ทรัพยากร) – ทรัพยากรสนับสนุนในการปลูก การเข้าถึงดิน เมล็ดพันธ์ุ และเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม รวมไปถึงทรัพยากรด้านเวลาด้วย
อย่างไรก็ตาม สถาการณ์ด้านนนโยบายตอนนี้ ผู้ออกนโยบายที่มีบทบาทเกี่ยวข้องไม่ใช่แค่ กทม. เท่านั้น แต่รวมไปถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลโดยตรง เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร (กระทรวงเกษตรฯ)
“เราพบว่าภายหลังมีการพูดเรื่องนโยบายเกษตรในเมืองบ้าง แต่ยังไม่ใช่นโยบายหลัก ออกแบบอย่างไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และถูกหยิบยกขึ้นมาเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตของเมืองเท่านั้น”
อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้
อย่างไรก็ตาม เกษตรในเมือง สามารถเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่รัฐ พื้นที่เอกชน หรือพื้นที่กึ่งรัฐ ซึ่งแต่ละแห่งก็มีความท้าทายแตกต่างกัน
โดยใน พื้นที่รัฐ มักเป็นพื้นที่เปิดรับพร้อมดำเนินการ แต่ความท้าทายคือ ประชาชนไม่สามารถอยู่ ๆ เข้าไปปลูกพืชผักได้ เพราะมีกฎหมายบางอย่างควบคุมอยู่ และเมื่อเกิดผลผลิต ยังคงมีความไม่ชัดเจนว่าใครจะเป็นเจ้าของ เช่น สวนเบญจกิติ สำนักงานเขตบางนา
ด้าน พื้นที่เอกชน สามารถดำเนินการได้เลย แต่หลายแห่งไม่ได้ทำให้เกษตรในเมืองเป็นนโยบายหลักที่นำมาสู่การลงทุนระยะยาว ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับโมเดลธุรกิจของภาคเอกชนเป็นสำคัญ
ในขณะที่ พื้นที่กึ่งรัฐ มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาอันยาวนานในกระบวนการถ่ายโอนกรรมสิทธิที่ดินจากเอกชนเป็นรัฐ กว่าจะได้พัฒนาให้เป็นพื้นที่เกษตรในเมืองได้นั้น เมื่อระยะเวลานาน ความคุ้มค่าในการลงทุนก็น้อยลง

เปิด 4 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ให้พื้นที่เขียวกินได้ กลายเป็น เมืองแห่งสุขภาวะ
ขณะที่ ธนพร โอวาทวรวรัญญู ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย Urban Solution and Operation, UDDC เสนอ 4 เสาหลักสำคัญ ที่จะทำให้พื้นที่สีเขียวกินได้กลายเป็นพินที่สุขภาวะ ได้แก่
1. สถานะและความชัดเจน (Legal and Policy Status)
ต้องนิยามคำว่า เกษตรในเมือง ให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมา บ้านเรามีนิยามคำว่า เกษตรกรรม เท่านั้น แต่คำว่า เกษตรในเมือง ยังไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในพื้นที่ทางกฎหมาย นำมาสู่ปัญหาการเสียภาษีที่ยังไม่ชัดเจน และยากต่อการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง
และต้องทำให้เกษตรในเมืองกลายเป็นพันธกิจหลัก มีการกำหนดตัวชี้วัดในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการ ที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และเป็นตัวกลางในการจับคู่เชื่อมกันทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ
2. กลไกจัดการเชิงพื้นที่และสิทธิประโยชน์ (Spatial Mechanism and Incentive)
มีพื้นที่ศักยภาพไม่น้อย แต่ยังขาดกลไกการใช้พื้นที่เหล่านั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเป็นระบบ โดยมีกลไก เช่น ธนาคารที่ดิน การประเมินมาตรการทางภาษี และกลไกทางผังเมือง ที่แต่เดิมมีพื้นที่สวน หรือลาดจอดรถอยู่แล้ว
“หากเกษตรในเมืองมีผลตอบแทนเรื่องภาษีจะช่วยจูงใจให้เกิดการพัฒนาพื้นที่รอพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งอาหาร โดยไม่ต้องเป็นเกษตรจำแลง”
ธนพร โอวาทวรวรัญญู
3. ระบบนิเวศสนับสนุน (Supportive Ecosystem)
สร้างระบบนิเวศสนับสนุน คือ มีทรัพยากรมาก แต่ใช้อย่างไรให้เกิดสูงสุด พร้อมทั้งควรมีการสนับสุนเงินทุนระยะแรกเพื่อปรับพื้นที่ทางการเกษตร โดทยท้องถิ่นต้องสามารถเป็นแหล่งทุน หรือให้คำแนะนำได้ รวมถึงการจัดสรรและกำหนดโควต้าการกระจายผลผลิตอย่างเหมาะสม
ท้ายที่สุด ต้องมีศูนย์ One Stop Service ระดับเขต ที่รวบรวมททรัพยากรและปัจจัยการผลิตเบื้องต้นได้ พร้อมกับการอบรมให้ความรู้
4. เครือข่ายและความร่วมมือ (Social Platform)
ต้องสร้างความร่วมมือแบบ 3 ประสาน รัฐ เอกชน และชุมชน ส่งเสริม CSR และสื่อสารความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืนทางอาหาร ให้กลายเป็นวาระหลักในการพัฒนาเมือง
ทั้งหมดนี้ หากผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ จะทำให้การทำเกษตรในเมืองไม่ใช่เพียงงานอดิเรกเท่านั้น แต่จะทำให้เมืองมีโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และสร้างระบบอาหารของเมืองที่ตอบโจทย์ภาวะวิกฤตได้อย่างยั่งยืน
