แก้รถติด! กทม.ใช้ระบบ Adaptive Control ไฟจราจรปรับตามปริมาณรถ

เร่งเปลี่ยนไฟจราจรให้ฉลาดขึ้น จากตั้งเวลาแบบคงที่ เป็นใช้เทคโนโลยีประมวลผลภาพ ตรวจจับปริมาณรถ Real-time ปรับสัญญาณไฟตามสถานการณ์จริง ชี้ ลดความล่าช้าการเดินทางได้ 40% ผู้ว่าฯ กทม. ยัน ติดตั้งแล้ว 74 แยก ปีนี้เพิ่มอีก 50 แยก

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุถึงความคืบหน้าการติดตั้งระบบสัญญาณไฟจราจร แบบ Adaptive Control ย้ำเทคโนโลยี คือ เครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาจราจรอย่างเป็นระบบ แม้ไม่ใช่ “เครื่องมือวิเศษ” ที่ทำให้รถหายติดทันที แต่เป็นหนึ่งในเฟืองหลักที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของคนกรุง

พร้อมย้ำว่า ปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีทางแยกในความดูแล 746 แห่ง โดยกว่า 80% ยังเป็นระบบ Fixed Time หรือ การตั้งเวลาไฟเขียว–ไฟแดงแบบคงที่ ไม่สอดคล้องกับปริมาณรถที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กทม. จึงเร่งปรับสู่ระบบ Adaptive ที่ใช้กล้อง CCTV และเทคโนโลยีประมวลผลภาพ ตรวจจับปริมาณรถแบบ Real-time และประมวลผลด้วยอัลกอริทึมเพื่อปรับสัญญาณไฟตามสถานการณ์จริง

Adaptive ลดความล่าช้ากว่า 40%

ผู้ว่า กทม. ยังชี้ว่า ในช่วงปี 2567–2568 กทม.ได้ติดตั้งและเปิดใช้งานระบบ Adaptive แล้ว 74 ทางแยก ครอบคลุมถนนสายหลักหลายเส้นทาง และจากผลการประเมินพบว่า สามารถลดความล่าช้า (Delay) ในการเดินทางบริเวณทางแยกได้เฉลี่ย 10–41%

ตัวอย่างผลลัพธ์ที่เห็นชัด ได้แก่ แยกสามเหลี่ยมดินแดง ลดความล่าช้าสูงสุดถึง 41% แยกพระโขนง (ฝั่งถนนพระราม 4) จากเดิมประชาชนร้องเรียนว่ารอสัญญาณไฟแดงนานถึง 12 นาที ปัจจุบันเหลือเพียง 5–6 นาที

นอกจากนี้ ระบบ Adaptive ยังช่วยลดปัญหา Lost Green Time หรือ ไฟเขียวแต่ไม่มีรถ และป้องกัน Gridlock หรือรถติดค้างกลางแยก โดยหากตรวจพบว่าด้านหน้าระบายรถไม่ได้ ระบบจะตัดไฟเขียวทันที เพื่อลดการกีดขวางทางแยก

ผู้ว่าฯ กทม. ยังเชื่อว่า ระบบนี้ช่วยให้การปล่อยสัญญาณไฟเป็นไปตามสภาพจราจรจริง แม้ในช่วงที่รถไม่หนาแน่นก็ช่วยลดการรอไฟแดงโดยไม่จำเป็น และมีส่วนช่วยลดพฤติกรรมฝ่าฝืนสัญญาณไฟ เนื่องจากประชาชนเห็นความเป็นธรรมของระบบมากขึ้น

สำหรับปี 2569 กทม.เตรียมติดตั้งระบบ Adaptive เพิ่มอีก 50 ทางแยก และมีแผนต่อเนื่องอีก 20 ทางแยกในอนาคต โดยจะเน้นจุดตัดสำคัญที่เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่าย เพื่อให้การบริหารจัดการสัญญาณไฟมีความสอดประสานทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะจุด

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำว่า การแก้ปัญหาจราจรต้องดำเนินการควบคู่หลายมิติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การจัดระเบียบการจอดรถ การพัฒนาขนส่งสาธารณะ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยระบบ Adaptive เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้การใช้ทรัพยากรจราจรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“การติดตั้ง สมองกล ให้กับทางแยกในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการปรับเวลาไฟ แต่เป็นการยกระดับการบริหารจัดการจราจรทั้งระบบ ลดเวลาการเดินทาง ประหยัดพลังงาน ลดมลพิษ และขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่เป้าหมาย เมืองเดินทางดี อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน”

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ขณะที่ พล.ต.ต. ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รับผิดชอบการจราจร) ยืนยันว่า ตำรวจนครบาลสนับสนุนการนำระบบ Adaptive มาใช้เต็มที่ เนื่องจากช่วยลดภารกิจการควบคุมสัญญาณไฟด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ ทำให้ตำรวจสามารถไปปฏิบัติภารกิจสำคัญด้านการบังคับใช้กฎหมายและดูแลจุดเสี่ยงอื่น ๆ ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังคงมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดเพื่อรองรับกรณีเหตุฉุกเฉินหรือระบบขัดข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active