ส่อง ‘นโยบาย’ เพื่อเด็กและครอบครัว ในวันที่…ภาพฝัน กับ ความจริง ยังสวนทางกัน ?

สถานการณ์เด็กเกิดใหม่ในสังคมไทยที่ต่ำลงต่อเนื่อง สะท้อนความจริงเมื่อ ครอบครัวไทยส่วนใหญ่กำลังก้มหน้ายอมรับว่า ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ การไม่มีลูก คือทางรอดทางการเงิน

ขณะที่ครอบครัวที่มีลูกแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยก็ต้องเผชิญความเป็นจริงที่น่าเจ็บปวดไม่แพ้กัน เมื่อ เงินอุดหนุนเด็กเล็ก ที่อาจจะกลายเป็นตัวช่วยด้านค่าใช้จ่าย และควรจะเป็นสวัสดิการพื้นฐาน กลับเต็มไปด้วยเงื่อนไขซับซ้อน ต้องพิสูจน์ความจน ต้องยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน จนกลายเป็นกำแพงที่กั้นไม่ให้คนลำบากเข้าถึงได้ง่าย

ยังไม่นับรวมปัญหา เวลาที่สวนทาง เมื่อศูนย์เด็กเล็กเลิกเรียนก่อนเวลาเลิกงานของผู้ปกครอง และคำว่า เรียนฟรี ที่มีอยู่จริงแค่ในป้ายหาเสียง แต่กลายเป็นเรื่องจริงที่พ่อแม่ ผู้ปกครองยังคงแบกรับกับสารพัดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่มองไม่เห็น

นี่คือวงจรที่ซ้ำเติมครอบครัวไทย จนความหวังถูกฝากไว้ที่การเลือกตั้งครั้งนี้… ว่า พรรคการเมือง จะเลิกมองเรื่องเด็กเป็นเพียงแค่ งบประมาณเยียวยา แต่ต้องมองเป็น สวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อความยั่งยืน ที่โอบอุ้มชีวิตทุกคนได้จริง

‘เงินอุดหนุนเด็กเล็ก’ ที่รอวัน…ถ้วนหน้า

ก่อนหน้านี้ ผศ.สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ชี้ข้อกังวล เด็กเล็ก 3.2 ล้านคนมีสัดส่วนความยากจนมากที่สุดในกลุ่ม 0-6 ปี ไม่ได้รับเงินอุดหนุนถ้วนหน้าจากรัฐ 

อีกทั้งเกณฑ์การตรวจสอบการรับเงินที่เข้มงวดส่งผลให้ในปี 2559 ได้รับเงินอุดหนุนเพียง 90,261 คนเท่านั้น ขณะที่ ยูนิเซฟ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบการตกหล่นหรือเข้าไม่ถึงเงินอุดหนุนนี้ เนื่องจากการลงทะเบียนและการคัดกรองร้อยละ 34 หรือ 1 ใน 3 ที่ควรได้รับ จึงเสนอเร่งดันผลักดันสวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่ครรภ์มารดา – 6 ปี เดือนละ 3,000 เพื่อแก้ไขความเลื่อมล้ำด้านสวัสดิการในเด็กเล็กต่อพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ในการเลือกตั้งปีในปี 2569

สำหรับนโยบายด้านสวัสดิการเด็ก เบื้องต้น พบว่า

  • พรรคประชาชน ชูนโยบายเงินอุดหนุนถ้วนหน้า เริ่ม 600 บาท/เดือน ตั้งแต่ตั้งครรภ์ 5 เดือน และขยับแบบขั้นบันไดเป็น 1,200 บาท/เดือน พร้อมแจก Baby Box เครดิต 3,000 บาทเพื่อซื้อของใช้เด็กผ่านแพลตฟอร์มมาตรฐาน
  • พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนเงินอุดหนุนแม่และเด็กถ้วนหน้า 5,000 บาท/เดือน นาน 1 ปี และสนับสนุนเงินออม 500 บาท/เดือน จนถึงอายุ 18 ปี พร้อมโบนัสพิเศษ 10,000 บาททุก 5 ปีเมื่อไม่ถอนเลย

  • พรรคเพื่อไทย เปิดบัญชีเงินฝากให้เด็กทุกคน 3,000 บาท/ปี ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี เพื่อสนับสนุนเงินตั้งตัวเมื่อโตขึ้น

  • พรรคภูมิใจไทย ส่งนโยบาย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา คอยดูแลแม่ตั้งครรภ์ถึงบ้านพร้อมดูแลผู้สูงอายุ

ปลดล็อก “พ่อแม่ทำงาน ลูกไม่มีคนดู”

จากสถิติปี 2567 กรมกิจการเด็กและเยาวชน พบว่า มีสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกสังกัดทั่วประเทศ รวม 50,502 แห่ง มีจำนวนเด็ก 2,144,361 คนเท่านั้นที่ได้รับการดูแล ในขณะที่จำนวนเด็กกว่า 1.5 ล้านคนไร้ศูนย์รองรับ เด็กกลุ่มนี้จึงขาดโอกาสที่จะได้รับสวัสดิการอย่างเท่าเทียมและการส่งเสริมพัฒนาการเติบโตที่เหมาะสม

นอกจากนี้ศูนย์เด็กเล็กของรัฐส่วนใหญ่รับเด็ก 3-5 ปี และเลิกก่อนเวลาเลิกงานของพ่อแม่ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่รับตั้งแต่อายุ 4 เดือน ช่องว่างนี้เองได้สร้างความลำบากและซ้ำเติมแก่พ่อแม่ที่ต้องทำงานหารายได้ โดยนโยบายพรรคการเมืองในเลือกตั้งรอบนี้ที่พูดถึงประเด็นนี้ พบว่า

  • พรรคประชาชน เสนอตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กตั้งแต่วัย 4 เดือน – 2 ปี พร้อมขยายเวลาเปิดตั้งแต่ 7.00 -18.00 น. และให้สิทธิลดหย่อนภาษีบริษัทที่จัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กในที่ทำงานไม่เกิน 1 ล้านบาท

  • พรรคเพื่อไทย นำเสนอนโยบาย ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ตั้งแต่ 0 – 6 ขวบ ครอบคลุมทั่วประเทศและใช้มาตรการทางภาษี และการให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำจูงใจและตรวจสอบศูนย์รับเลี้ยงเด็กในสถานประกอบการและในโรงงานอุตสาหกรรม 

การศึกษา 2569 ต้องทันสมัยและเรียนฟรีจริง  

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย เพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68 เรื่อง “ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทย” พบว่า ปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการรัฐบาลชุดใหม่ทำทันที ร้อยละ 44.27 คือ ปรับหลักสูตรการเรียนรู้ให้ทันสมัยและใช้ได้จริง รองลงมา ร้อยละ 40.05 ชี้ว่า ต้องการลดค่าใช้จ่ายและการศึกษาฟรี มีค่าใช้จ่ายแฝง

ประเด็นการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่หลายพรรคให้ความสำคัญ ออกนโยบายที่น่าสนใจ เช่น

  • พรรคประชาชน เสนอ เรียนฟรีไม่มีบิลเพิ่ม กำหนดเพดานค่าบำรุงการศึกษาไม่เกิน 1,250 บาท พร้อมออกแบบหลักสูตรการศึกษาใหม่ที่ยืดหยุ่นและเท่าเทียม เท่าทันกับเทคโนโลยีและ AI,  จัดสรร “คูปองการเรียนรู้” 2,000 บาท/คน/ปี ให้เยาวชนสามารถเลือกเรียนวิชาหรือกิจกรรมที่ตนเองสนใจได้อย่างอิสระ ตามแผนที่วางไว้ร่วมกับผู้แนะนำหลักสูตร, เพิ่มงบอาหารกลางวันสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กและส่งเสริม “มื้อเช้าและอาหารเสริม”, จ้างนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน

    นอกจากนี้ยังยกระดับเชื่อมโยงกับอุดมศึกษาส่งสอบ TCAS ฟรี และยกเลิกการบังคับกิจกรรมจิตสาธาณะการกู้ยืมกยศ., ปรับยอดชำระหนี้ให้แปรผันตามรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ “จ่ายคืนเมื่อจ่ายไหว” (Income-Contingent Loan) พร้อมช่วยหางานและยกระดับทักษะให้กับผู้กู้ยืมร่วมกับกรมจัดหางาน, ปฏิรูปอาชีวศึกษา ให้เป็นการศึกษา “กระแสหลัก”, สนับสนุน พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ คืนอำนาจสู่โรงเรียน คืนเวลาให้ครู คืนความสุขให้ผู้เรียน

  • พรรคเพื่อไทย มุ่งพัฒนาหลักสูตรอาชีวะ ให้เป็นสากลและให้ตรงกับกับความต้องการอุตสาหกรรม ชูนโยบายเรียนได้งบฯ จบได้งาน มอบทุน 10,000 บาท ต่อเนื่อง 4 ปี ปีละ 1 ล้านคน พร้อมหางานให้หลังเรียนจบ พร้อมมอบทุนการศึกษา 1 อำเภอ 1 ทุนการศึกษา ODOS ให้เด็กเก่งและด้อยโอกาส เพื่อเรียนต่อในไทยและต่างประเทศ 

  • พรรคภูมิใจไทย สร้าง แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี รวมคลังความรู้ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงมหาวิทยาลัย และวัยทำงาน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เสริม Skill Bridge ดึงดูดบริษัทเขียนหลักสูตรวิชาที่มีเนื้อหาตรงกับตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการรับสมัคร และนำหลักสูตรวิชาดังกล่าวบรรจุในแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ เพื่อรองรับตำแหน่งงาน ปิดท้ายด้วยธนาคารหน่วยกิต Learning Passport เปิดโอกาสให้เด็กไทย ได้เรียนรู้ในหลากหลายสาขาวิชา โดยเมื่อเก็บเครดิตครบตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ก็จะมีการออกปริญญาบัตรให้ 
  • พรรคประชาธิปัตย์ เน้น เรียนฟรีจริง สนับสนุนงบโรงเรียนขนาดเล็ก เพิ่มบุฟเฟ่ต์การศึกษา เรียนสิ่งที่อยากเรียน พร้อมช่วยหางานเพื่อใช้ทุนเงินกู้ กยศ. ผ่านการบริการสังคมหรือดูแลผู้สูงอายุ และสนับสนุนนโยบาย English For All ครูเจ้าของภาษาสำหรับทุกคน / Learn to Earn /ใช้ AI ในการเรียนรู้ พร้อมแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ Nationnal Learning Digital Platform (NDLP)

วันเด็กปีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเด็ก ๆ แต่ในช่วงเวลาที่เข้าใกล้การเลือกตั้ง นี่จึงเป็นโอกาสที่ พ่อแม่ และผู้ปกครอง ในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จะได้พิจารณานโยบายว่าพรรคไหนให้ความสำคัญ และนำเสนอแนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างตอบโจทย์ที่สุด  


อ้างอิงข้อมูล :

  • ข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น-ชุมชน กุญแจสู่สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า (ตอนที่ 1) : The Coverrage https://www.thecoverage.info/news/content/10388
  • หลักสูตรไทยล้าสมัย-เรียนฟรีไม่มีจริง ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่ปรับหลักสูตร : https://www.thaipbs.or.th/news/content/357936


Author

Alternative Text
AUTHOR

อภิญญา สูงชาญฐ์

สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น