50 ปี 6 ตุลา 19 : ความรุนแรงไม่เคยถูกเรียนรู้ และการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่ “ไม่มีอยู่จริง” | จาตุรนต์ ฉายแสง  

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ภาพจำส่วนใหญ่มักผูกติดอยู่กับ สนามหลวง และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ทว่าหน้าประวัติศาสตร์ในวันนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ใจกลางเมืองหลวง แต่เปลวไฟแห่งความขัดแย้งและความรุนแรง ได้ลุกลามไปทั่วประเทศ หัวเมืองภาคเหนืออย่าง เชียงใหม่ ที่ซึ่งทั้งนักศึกษา และคณาจารย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต่างก็ออกมาเผชิญหน้า และเอาชีวิตรอดจากความรุนแรงไม่แพ้กัน

จากนักศึกษาแพทย์ ที่เป็นถึงนายกสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สู่นักเคลื่อนไหวแนวหน้าจนต้องระหงระเหินเข้าป่าจากเหตุการณ์ครั้งนั้น มาวันนี้ จาตุรนต์ ฉายแสง นักการเมืองรุ่นใหญ่ ที่เคยเป็นถึงอดีตรองนายกรัฐมนตรี และนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีอีกหลายกระทรวง ชวนนึกย้อนภาพความทรงจำถึง 6 ตุลา 2519 พร้อมสารภาพว่านี่คือเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่เปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของเขา และทิ้งบาดแผลไว้ให้สังคมไทยไปตลอดกาล

จาตุรนต์ ฉายแสง สส.พรรคเพื่อไทย

จาก 14 ตุลา 2516 จนมาถึง 6 ตุลา 2519 จาตุรนต์ มองว่าบ้านเมืองต่างกันราวฟ้ากับเหว ย้อนไปถึงตอนที่เขาและเพื่อนได้มีโอกาสสัมผัสช่วงเวลาที่ความรู้ใหม่เบ่งบาน มีหนังสือพิมพ์ หนังสือต่าง ๆ จากต่างประเทศให้นักศึกษาได้อ่าน มีกิจกรรมทางสังคมให้ได้ขับเคลื่อน เรื่องที่ไม่เคยรู้ ก็ได้เรียนรู้กัน

แต่แล้วแสงสว่างทางปัญญาก็ดับมืดลงโดยมือของ ผู้มีอำนาจ ไม่นานที่มีข่าวว่าอดีตผู้นำเผด็จการจะกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง กระแส ขวาพิฆาตซ้าย ก็ทวีความรุนแรงขึ้นในกลุ่มนักขับเคลื่อนที่เป็นชาวนา แรงงาน กรรมกร ข้อกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์พรากชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ความรุนแรงค่อย ๆ ทวีคูณมาเรื่อย ๆ จนมาถึงเช้ามืดของวันที่ 6 ตุลา 2519 เหตุการณ์ล้อมปราบและสังหารหมู่ ที่ไม่มีใครคาดคิด ก็เกิดขึ้นจารึกในประวัติศาสตร์ไทย

ความรุนแรงที่ลุกลามไปทั่วประเทศ ส่งผลให้ จาตุรนต์ ในเวลานั้นต้องเลือกระหว่างเดินหน้าต่อในฐานะนักศึกษาแพทย์ หรือยืนหยัดต่ออุดมการณ์และไปหนีเอาตัวรอดในป่าแทน

(ภาพจาก : บันทึก 6 ตุลา)

บ้านเมืองก่อน 6 ตุลา 19 ในสายตาของนักศึกษาแพทย์ ม.เชียงใหม่

จาตุรนต์ พาย้อนไปช่วงก่อน 14 ตุลา 2516 จะเห็นได้ว่าสังคมปิด แม้จะเปิดให้มีการเลือกตั้ง ก็มีเพียงแค่ในปี 2512 ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นก็เป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ พอมาถึงปี 2514 มีการยึดอำนาจอีกครั้งโดย จอมพล ถนอม กิตติขจร ประเทศกลับมาเป็นเผด็จการ มีการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพเต็มไปหมด

“แต่พอหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ก็เกิดบรรยากาศใหม่ที่การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ข้อมูลความรู้ ข่าวสารต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ มีการจัดเสวนา จัดอภิปราย มีคนมาพูดเรื่องที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็ทำให้มีความรู้ความเข้าใจโลก”

จาตุรนต์ ฉายแสง

สมัยนั้นการรับรู้ข่าวสารไม่ได้มีโซเชียลมีเดีย ไม่ได้มีโทรศัพท์มือถือแบบทุกวันนี้ ต้องอาศัยการสื่อสารทางตรงเป็นส่วนใหญ่ ในตอนนั้นก็มีสื่อแบบหนังสือที่เป็นเล่มเล็ก ๆ บ้าง หนังสือพิมพ์บ้าง ขณะเดียวกันก็มีการจัดนิทรรศการ มีการวิทยากรมาพูดด้วยซ้ำ

จาตุรนต์ เล่าว่า นักศึกษาแพทย์หลายคนรวมทั้งนักศึกษาอีกหลายคณะ เข้าร่วมกิจกรรมกันมากมาย นักศึกษาในช่วงเวลานั้นมีความตื่นตัวทางการเมือง มีความสนใจเรื่องการเมือง สนใจปัญหาของสังคม โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่อยู่กับผู้คนในชนบท เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ไปออกค่ายอาสานักศึกษาก็ได้เห็นว่าชาวบ้านอยู่กันอย่างไร ไปออกค่ายแล้วก็คุยกันเรื่องการเมืองและสังคม ทำให้รับรู้ปัญหาของชาวบ้าน

ดังนั้นเนื้อหาหลักของการทำกิจกรรมมักเป็นเรื่องที่ต้องการ ทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ต้องการต่อสู้เรียกร้องร่วมกับประชาชนเพื่อประโยชน์ของประชาชน เช่น ไปเรียกร้องให้ชาวนา ไปเรียกร้องแทนประชาชนที่ภาคอุตสาหกรรมทำให้เดือดร้อนเรื่องสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ทำให้นักศึกษามีความตื่นตัว กระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมและทำกิจกรรม

แต่แล้วในตอนค่ำของวันที่ 6 ตุลา 2519 ได้เกิดการรัฐประหารขึ้น ซึ่งเป็นการรัฐประหารที่ดึงประเทศไทยกลับไปสู่ระบอบเผด็จการอีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ที่ทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงมาเป็นประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ การเมืองเป็นระบบรัฐสภา มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยค่อนข้างมาก แต่พอมี 6 ตุลา เกิดขึ้น การรัฐประหารครั้งนั้นที่ ดึงประเทศถอยหลัง

“มันเป็นการถอยหลังครั้งใหญ่ ที่ไม่ว่าจะพัฒนาต่อมาอีกอย่างไรก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นประชาธิปไตยมาก ๆ ได้อีก จนกระทั่งมาเกิดการปฏิรูปการเมืองเมื่อช่วงก่อนและหลังปี 2540 แต่สุดท้ายก็มาเจอกับการรัฐประหารปี 2549 และปี 2557”

จาตุรนต์ ฉายแสง

เช้าวันที่ 6 ตุลา 2519

หากย้อนไปก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มันมีกระบวนการจัดการกับนักศึกษา ประชาชนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องมาเป็นปี ๆ อย่างน้อยก็ราว 2 ปีกว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชาวนาชาวไร่ ผู้นำกรรมกร นักการเมือง ผู้นำนักศึกษา ถูกฆ่า ถูกสังหารต่อเนื่องมา มีกระแสขวาพิฆาตซ้าย พร้อมกับเกิดแนวคิดที่ว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป

และแล้วก็มาถึงช่วงการเผด็จศึก มีความต้องการจัดการผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองให้สิ้นซากกันไปเสียทีการต่อสู้เมื่อ 6 ตุลา เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด ถ้าพูดถึงมหาวิทยาลัยก็มีร่วม 10 มหาวิทยาลัยที่เผชิญกับการต่อสู้

“ก่อน 6 ตุลา จนถึง 6 ตุลา ผมอยู่กับนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษาภาคเหนือชุมนุมต่อเนื่องกันมาหลายวัน จนกระทั่งถึงคืนวันที่ 5 และเช้าวันที่ 6 สมัยนั้นการติดต่อกันไม่สะดวก จะโทรหากันก็ยาก ยิ่งจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย แต่ได้ข่าวจากทางโน้นทางนี้ อาจจะมีคนติดต่อกันได้บ้าง เลยทำให้รู้ว่ามีการล้อม มีการยิงเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”

จาตุรนต์ ฉายแสง

จาตุรนต์ ในฐานะผู้นำนักศึกษาตอนนั้น ก็ทำหน้าที่ขึ้นไปบนเวทีและ ประกาศยุติการชุมนุมที่เชียงใหม่ เพราะที่เชียงใหม่ก็มีกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันและทราบว่ามีกลุ่มที่เตรียมจะบุกมาที่ชุมนุมของนักศึกษา เพราะฉะนั้นก็ทำหน้าที่ประกาศยุติการชุมนุมเพื่อความปลอดภัยของทุกคนที่อยู่ในที่ชุมนุม แล้วก็แยกย้ายกัน

“เราเองก็โดนไล่ล่า นักศึกษา อาจารย์ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็ถูกจับไปหลายคน นี่คือเหตุผลที่บอกว่า 6 ตุลาไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะที่ธรรมศาสตร์ มันคือส่วนหนึ่งของกระบวนการทำลายล้างการเคลื่อนไหวด้วยการใช้สิทธิ์ใช้เสียงของนักศึกษาประชาชนทั่วประเทศ และมันเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เป็นขั้นตอนหนึ่งของการรัฐประหาร”

จาตุรนต์ ฉายแสง

พอเกิดการไล่จับกุมนักศึกษาที่ทำกิจกรรม จาตุรนต์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะเป็นนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกรรมการกลางของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย มีเลขาธิการศูนย์ รองเลขาธิการศูนย์ฯ กรรมการกลาง ซึ่งก็คือนายกสโมสรนักศึกษาตามแต่ละมหาวิทยาลัย

เวลานั้นอุปนายกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลขาฯ และรองเลขาฯ ถูกจับไปแล้ว ในเวลาต่อมาก็ถูกดำเนินคดี ทั้งหมดมี 18 ผู้ต้องหา หนึ่งในนั้นมี สุธรรม แสงประทุม เป็นเลขาธิการศูนย์นิสิตฯ กลายมาเป็นผู้ต้องหา ต่อมาตกเป็นจำเลย และขึ้นศาลทหาร มีการจับนักศึกษาไป 3,000 กว่าคนทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดยังมีอีก เชียงใหม่ก็มี แต่เขาไม่โดนจับเพราะหลบอยู่ แล้วหลังจากนั้นเวลาล่วงเลยมาถึงประมาณวันที่ 19 ตุลา ก็เป็นวันที่ตัดสินใจเข้าป่า

“เพื่อนๆ เพิ่งถูกฆ่าตายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปหลาย 10 คน บาดเจ็บไปอีกเยอะ และบรรยากาศการไล่ล่าเกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่ใช่เกิดที่ธรรมศาสตร์และกรุงเทพฯ เท่านั้น แกนนำหลายคนก็ทยอยถูกจับ ระหว่างที่ผมหลบอยู่ คุณมหินทร์ ตันบุญเพิ่ม นายกองค์การนักศึกษารามคำแหงก็ถูกจับ รู้สึกจะถูกจับที่บ้านเลย”

จาตุรนต์ ฉายแสง

ทิ้งอนาคตแพทย์ มุ่งหน้าเข้าป่า

จาตุรนต์ ย้ำว่ามันเป็นไปตามเหตุการณ์ เป็นไปแบบที่ไม่อาจตัดสินใจอย่างอื่นได้ ระหว่างที่หลบอยู่ที่เชียงใหม่ก็หาวิธีโทรศัพท์คุยกับพ่อกับแม่ที่น่าจะเข้ามากรุงเทพฯ พ่อในขณะนั้นเป็นอดีตรัฐมนตรี

“ทั้งพ่อทั้งแม่ก็อยากให้กลับบ้าน บอกว่าจะหาตำรวจ หาคนมาช่วยรับกลับเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะแม่ยิ่งอยากให้รีบกลับบ้าน แต่ผมก็อธิบาย แลกเปลี่ยนกันว่าคงอยู่ไม่ได้แล้ว ยังไงก็ไม่ปลอดภัย และยิ่งเป็นผู้นำนักศึกษาอยู่ เพราะฉะนั้นก็คงจำเป็นต้องเข้าป่า ในที่สุดพ่อผมก็บอกว่า เอ้า เข้าก็เข้า”

ส่วนความคิดที่ตัดสินใจเข้าป่า อันดับแรกก็คงเป็นเรื่องความปลอดภัย ซึ่งมันก็ไปผสมกับการเข้าป่าทำให้เกิดการเชื่อมกันระหว่างการต่อสู้ของนักศึกษากับการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ใช้กำลังอาวุธ มันจึงทำให้ขบวนนักศึกษาเข้าร่วมกับการต่อสู้ด้วยอาวุธด้วยกัน

“ผู้ที่พูดเรื่องนี้ได้ดีมากท่านหนึ่งคือ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ถ้าเราไปดูอนุสรณ์หรือรูปปั้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หน้าหอประชุมใหญ่ จะมีคำพูดของอาจารย์ป๋วยอยู่ที่บอกว่า เหตุการณ์นี้ผลักให้นักศึกษาที่เรียกร้องต่อสู้อยู่ด้วยสันติวิธี ต้องหันไปใช้ความรุนแรง ผมจำข้อความที่ชัดเจนไม่ได้ ท่านมองแบบผู้ใหญ่ มองแบบคนที่เข้าใจสังคม และมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ”

จาตุรนต์ ฉายแสง

นักศึกษาที่เข้าป่าไปนั้น อายุส่วนใหญ่ประมาณ 17–18 ปี ไปจนถึง 20 กว่าปี สำหรับ จาตุรนต์ ในตอนนั้นอายุ 20 ปี ถือว่ายังเด็ก ๆ กันทั้งนั้น แล้วก็ต้องกลายเป็นการเข้าร่วมต่อสู้ด้วยอาวุธ 

ประสบการณ์จากโลกในเมือง สู่โลกในป่า 

การอยู่ป่าคือการไปอยู่ที่ที่ลำบาก ต้องหลบภัยอันตราย หลบเครื่องบินที่ยิงปืนกราด ปืนกลใส่จากบนอากาศ หรือบางทีก็มาทิ้งระเบิดบ้าง ไปไหนมาไหนก็ต้องระวัง เพียงแต่ว่าอยู่ลึกก็อาจจะไม่ถึงกับมีการโจมตีจากภาคพื้นดิน แต่อย่างไรก็ต้องระวัง แม้แต่ตอนกลางคืนนอนก็ต้องผลัดกันอยู่ยาม

พอมีนักศึกษาเข้าไปมากขึ้นร่วม 100 คน อาหารที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอ ตอนนั้นก็ต้องไปหาข้าวมาตำกับครก หรือใช้ครกน้ำตำข้าว ไปหาฟักเขียว ฟักทอง ผักกะหล่ำมาทำอาหาร เวลาครึ่งค่อนวันก็ใช้ไปกับการหาอยู่หากิน ที่เหลือก็เป็นเวลาที่ใช้ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองข้างนอกว่าเป็นอย่างไรบ้าง เวลาต่อมาก็มีบางกลุ่มไปทำหนังสือพิมพ์โดยใช้กระดาษโรเนียวลูกกลิ้ง เป็นงานการเมืองเพื่อสื่อสารออกมา

“นักศึกษาก็ไปศึกษาเรื่องต่าง ๆ บางส่วนก็ศึกษาเรื่องสังคมนิยม เรื่องการต่อสู้ด้วยอาวุธ แม้รู้เรื่องนี้มาบ้างแล้ว แล้วก็ไปศึกษาเรื่องนี้เข้มข้นขึ้น เลยทำให้การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธเข้มแข็งขึ้นอยู่ระยะหนึ่ง สัก 3-4 ปี ก่อนที่จะมีปัญหาระหว่างประเทศที่เป็นสังคมนิยม เป็นคอมมิวนิสต์ด้วยกัน แล้วก็มีปัญหาที่นักศึกษา อาจารย์ที่เข้าป่าไปแลกเปลี่ยนความเห็นกันมากขึ้น”

จาตุรนต์ ฉายแสง

ในระหว่างที่ประเทศสังคมนิยมก็ขัดแย้งกันเอง เราเห็นระบบสังคมนิยมล่มสลายในหลายประเทศ และการวิเคราะห์สังคมที่พรรคคอมมิวนิสต์วิเคราะห์สังคมไทยก็ไม่สอดคล้องกับสังคมไทย เพราะฉะนั้นบางส่วนมองว่าการต่อสู้ที่สู้อยู่นั้นจะไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ ไม่สามารถเป็นที่ยอมรับของสังคม หรือไม่สามารถนำไปสู่สังคมที่เป็นเหมือนสังคมในอุดมคติที่คิดกันได้

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่ ตัดสินใจกลับบ้าน ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากรัฐบาลในตอนนั้นออกกฎหมายนิรโทษกรรมเหตุการณ์ 6 ตุลา ทำให้พวกที่จะโดนข้อหาอะไรเกี่ยวกับ 6 ตุลาก็เป็นอันไม่ต้องโดน ซึ่งความจริงมันไม่มีอะไร แต่เขานิรโทษ มันก็ทำให้ไม่ต้องกังวล

ต่อมามี คำสั่งที่ 66/2523 ที่รัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ให้นักศึกษา อาจารย์ หรือใครก็ตามที่หลบหนีเข้าป่าไปหรือหนีไปไหนก็ตาม กลับคืนสู่สังคมได้ และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข จะไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ ยกเว้นคดีอาญาที่ชัดเจน เช่น ไปฆ่าคนตายหรือทำร้ายเจ้าหน้าที่แบบมีพยานหลักฐานชัดเจน นอกนั้นจะไม่มีการดำเนินคดี

เขาจึงตัดสินใจกลับมาและไปติดต่อที่มหาวิทยาลัยหลังจากอยู่ป่าไป 3 ปีกว่า ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็ให้การต้อนรับอย่างดี เขียนหนังสืออะไรนิดหน่อยก็กลับมาเป็นนักศึกษาแล้ว ใครเคยเรียนอยู่ที่ไหนก็เรียนที่นั่น ส่วนอาจารย์ก็กลับมาเป็นอาจารย์กันได้

บ่มเพาะประสบการณ์ในอดีต สู่วิถีนักการเมือง

“การต่อสู้ การทำกิจกรรมก่อนเข้าป่าก็มีผลต่อชีวิต ต่อความคิด หรือการทำงานการเมือง ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ก่อน 6 ตุลาแล้ว เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทำกิจกรรม ต่อสู้คัดค้านเผด็จการ ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ทำงานร่วมกันแบบนักศึกษาด้วยกัน ลำบากด้วยกัน เดือดร้อนด้วยกัน ถูกกลั่นแกล้ง ถูกคุกคามด้วยกัน และเราก็คิดว่าที่ทำอยู่นี้ทำเพื่อสังคมที่ดีขึ้น ทำเพื่อประชาชน”

จาตุรนต์ ฉายแสง

เขายอมรับว่า ช่วงชีวิตที่ประทับใจมาก ๆ คือช่วง 2-3 ปีก่อน 6 ตุลา ซึ่งจะอยู่ในความทรงจำในทางที่ดีว่า เราเคยได้มีเวลาที่มีเพื่อนที่ร่วมกันต่อสู้ ร่วมกันลำบาก ร่วมกันคิดอะไรดี ๆ ต่อสังคมด้วยกัน มันก็เป็นสิ่งที่มีผลต่อการใช้ชีวิต หรือมีผลต่อการทำงานการเมืองเมื่อมาเป็นนักการเมือง

จาตุรนต์ ผ่านการเรียนรู้ถูกผิด เรียนรู้ความสำเร็จ ความล้มเหลว เรียนรู้การได้ชัยชนะแบบเหตุการณ์ 14 ตุลา แล้วก็มาเรียนรู้ความล้มเหลว การวิเคราะห์อะไรที่บางทีคิดว่ามันใช่แล้ว มันถูกแล้ว เช่น ตอนอยู่ในป่าในช่วง 2 ปีแรก ก็จะคิดว่า “เอาละ อย่างนี้แหละถูกแล้ว” อุดมการณ์แบบนี้ถูกแล้ว วิธีการแบบนี้ก็ถูกแล้ว ถูกเพราะเรียกร้องด้วยสันติวิธี

แต่ต่อมาก็ได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่คิดว่าใช่ อาจจะไม่ใช่เสมอไป บางทีมันอาจจะเกิดจากการรับข้อมูล รับฟังความเห็น ซึ่งมันสอดคล้องไปกับสถานการณ์บางด้านในเวลานั้น แต่พอมามองดูพัฒนาการของสังคมและดูภาพรวม เราจะมองเห็นความเป็นไปในโลกกว้างเพราะมันเป็นเรื่องประเทศ ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ สงครามเย็น ทุกประเทศกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงหมด สิ่งนี้มันก็ทำให้เราเรียนรู้ และได้เป็นข้อสรุปเหมือนกันว่า บางทีอะไรที่เราคิด แล้วเราคิดว่ามันใช่ มันก็ไม่อาจะเป็นเช่นนั้นได้เสมอไป

“สังคมที่ดีเป็นแบบไหน ? นี่เป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องมาคิดและเรียนรู้กัน มันไม่มีพิมพ์เขียว นักศึกษาปัญญาชน ไม่ว่าจะที่เข้าป่าไปหรือไม่ได้เข้าป่า มีอาชีพนั้นอาชีพนี้ และอยากให้สังคมดีขึ้น ก็ต่างคนต่างต้องคิด หรืออาจจะร่วมกันคิดบ้างเพื่อที่จะได้มีเป้าหมาย คิดว่าทำอย่างไรจะให้บ้านเมืองดีขึ้น ทำอย่างไรจะให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น”

จาตุรนต์ ฉายแสง

อิทธิพล 6 ตุลา บทเรียนความรุนแรง สู่บทบาทเคลื่อนงานสันติวิธี-ชายแดนใต้

เรื่องแรกเลยก็คือการรัฐประหารปี 2534 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ในตอนนั้นที่ จาตุรนต์ เป็นนักการเมืองอยู่ ก็เลือกที่จะคัดค้านการรัฐประหาร เลือกที่จะวิพากษ์วิจารณ์ คัดค้านการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และคัดค้านการสืบทอดอำนาจของ คณะ รสช. 

“ผมก็จะมีความเห็นในทางที่ว่าต้องสนับสนุนการปฏิรูปการเมือง และการพยายามจะมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตอนนั้นผมเป็นโฆษกพรรค พรรคยังไม่มีมติ บางทีเราก็พูดคาดการณ์ไปก่อน พยายามพูดทั้งนอกพรรค และในพรรคว่าต้องสนับสนุนรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”

จาตุรนต์ ฉายแสง

ในตอนที่ได้เป็นรัฐบาล เวลานั้นมีการเคลื่อนไหวของ สมัชชาคนจน ซึ่งเขาได้รับมอบหมายให้ไปพูดคุยเจรจา และบางทีนักการเมืองที่ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลาด้วยกันมา ก็จะอาสากับหัวหน้ารัฐบาลว่า จะไปเจอ ไปพูดคุยกับแกนนำ ตั้งโต๊ะคุยกันเพื่อเจรจาหาทางออก เพราะเราเข้าใจเรื่องที่ประชาชนรวมตัวกันไปเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวนา คนยากคนจน

“มีคนมาชุมนุมก็มีปัญหาเรื่องถูกขับไล่ออกไปบ้าง ปะทะกันบ้าง เราไปตั้งโต๊ะนั่งคุยกันเลยว่าทำอย่างไร หาทางแก้อย่างไร แล้วนำไปเสนอรัฐบาล เสนอนายกฯ เพื่อให้มีมาตรการบางอย่างออกมา อันนี้เป็นเรื่องที่เรามีความรู้สึกว่าเราเคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มา เราผ่านการไปร่วมกับเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ เราจึงเข้าใจอันนี้”

จาตุรนต์ ฉายแสง

จาตุรนต์ ชวนย้อนไปในสมัยที่รับบทบาทเป็นกรรมการใน คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิเหล็ง เขาได้คุยกับนักการเมืองที่ทันเหตุการณ์สะพานกอตอที่ปัตตานี จนเกิดการชุมนุมใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ หลังเหตุการณ์ปล้นปืนมีการจะกวาดล้างกันและปะทะกันมากขึ้น มีแนวโน้มว่าความขัดแย้งจะรุนแรงขึ้น เห็นแล้วก็นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต

“คิดว่าแบบนี้มันไม่ใช่ ถ้ายิ่งไปปราบ ไปใช้ความรุนแรง ประชาชนก็จะได้รับความเดือดร้อนเสียหาย สูญเสีย แต่ขณะเดียวกันการต่อสู้คัดค้านมันจะยิ่งเข้มข้น เพราะเป็นเรื่องเห็นกันมาแล้วในสมัยก่อน”

“ผมก็ไปเสนอ เป็นงานกึ่งอาสา กึ่งได้รับมอบหมาย ตอนนั้นเป็นรองนายกฯ ให้ไปรับฟังปัญหา รับฟังความเห็น ปัญหาของประชาชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ เราก็ฟังทุกฝ่ายตั้งแต่แม่ทัพนายกอง ผู้บัญชาการภาค รองผู้บัญชาการภาค ตำรวจ ผู้ว่าฯ ต่าง ๆ ไปจนถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น นักวิชาการ  ฟังแล้วรวบรวมความเห็นมา ยิ่งไปฟังก็ยิ่งเข้าใจ”

“อีกด้านหนึ่งผมก็พูดกับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ลำบากอยู่ ที่เขามีญาติพี่น้องถูกซ้อม ถูกอุ้มหายไป เราพูดแล้วเขาก็พร้อมจะเปิดใจกับเรา เราไปกันไม่กี่คน แต่เป็นรองนายกฯ แล้วก็เอาคนที่เคยทำงานด้วยกันสมัยก่อนลงไปด้วยและฝ่ายความมั่นคงด้วย ผมก็จะมีความรู้สึกว่า เอ้ย เราเคยถูกกระทำแบบนี้มาก่อน เราเคยคิดอะไรที่มีอุดมการณ์แตกต่างจากผู้มีอำนาจ พอเราไปฟังคนในสามจังหวัดก็จะเข้าใจ และประชาชนก็จะรู้สึกว่า คนที่มาฟังนี่เขาเคยผ่านเหตุการณ์มา เป็นผู้ถูกกระทำมาเหมือนกันฉะนั้นก็จะสื่อสารกันง่าย”

“ชายแดนใต้” ในมุมมองของคนเดือนตุลา ที่เคยผ่านการต่อสู้กับความรุนแรงมาก่อน

ส่วนเรื่องความไม่สงบที่ชายแดนภาคใต้ ถ้าโยงกับประสบการณ์ในอดีต จาตุรนต์ เชื่อว่า ถ้าคนคิดต่างก็อย่าไปประหัตประหาร ต้องเปิดโอกาสให้แสดงความเห็นได้  ส่วนคนที่ต่อสู้เรียกร้องหรือต่อสู้ด้วยสันติวิธี เราต้องให้เขาสู้ได้ ไม่ใช่ไปเห็นว่านี่เป็นศัตรู แล้วต้องจัดการให้หมด การทำเช่นนี้ดีกว่าให้เขาไปสู้ด้วยความรุนแรง

เขาย้ำว่าเป็นคนหนึ่งที่สู้ด้วยสันติวิธีตั้งแต่อายุ 18, 19, 20 ปี แล้วกลายเป็นต้องไปถือปืนยาวหนัก 4 กิโลเดินไปไหนมาไหนทุกวัน เพราะฉะนั้นประชาชนจังหวัดชายแดนใต้เขาเรียกร้องอะไรแล้วเขาต่อสู้ด้วยสันติวิธี เราต้องส่งเสริม เห็นต่างต้องไม่ปราบ ไม่ใช่ไปห้าม ไปบีบ จนเขาคิดว่า “ถ้าอย่างนั้นไปสู้ด้วยความรุนแรงดีกว่า”

“เรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมถือหลักง่าย ๆ ว่า คนเหมือนกัน ที่เราจะไปฟัง ไปดูปัญหาคนเหมือนกันกับเรา จริง ๆ มันเป็นคำชาวบ้านธรรมดา แต่มันคือหลักเดียวกันกับหลักสิทธิมนุษยชน ที่มีการพัฒนาความคิดนี้มาเป็นร้อยปีแล้ว แต่เราคุ้นชินคำว่า คนเหมือนกัน ถ้าเราคิดว่านี่คือคนเหมือนกัน เราก็ต้องถือว่าพร้อมจะรับฟัง พร้อมจะให้โอกาสและให้ความเท่าเทียม”

จาตุรนต์ ฉายแสง

สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความคิดว่า ต้องให้ประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ เป็นเจ้าของสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

“คนอื่นก็จะฟังอาจจะ เอ๊ะ…ผมก็เลยต้องขยายความไปอีกว่า เราบอกว่าเราเป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นต้องให้ประชาชนที่ชายแดนภาคใต้เป็นเจ้าของ ไม่ใช่เฉพาะชายแดนภาคใต้ แต่เป็นเจ้าของประเทศนี้ทั้งประเทศร่วมกับประชาชนจังหวัดอื่น ๆ นี่คือหลักประชาธิปไตยที่ทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ส่วนรายละเอียดปัญหาที่เป็นรูปธรรมก็ไปว่ากัน”

“เราจะเข้าใจผู้ที่เขาสู้ด้วยอุดมการณ์ มันไม่ใช่เรื่องว่าทำให้เศรษฐกิจดีแล้วเดี๋ยวก็จะไม่ต้องสู้ ไม่ใช่ พวกผมไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ”

จาตุรนต์ ฉายแสง

เขายังเชื่อว่า เรื่องอุดมการณ์ที่ชายแดนใต้ คือ เรื่องวัฒนธรรม มีเรื่องของประวัติศาสตร์ มีประเด็นทางศาสนา ความคิดเกี่ยวกับศาสนา ซึ่งไม่ใช่ขัดแย้งระหว่างศาสนาแต่อุดมการณ์มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับศาสนาอยู่ด้วย และเรื่องศาสนาไม่ใช่สิ่งที่กำลังล่มสลาย อันนี้ก็จะเป็นความต่างกับปัจจัยเรื่อง 6 ตุลา การมีเรื่องของความเป็นเชื้อชาติ วัฒนธรรม ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ อันนี้ก็จะต่างจากเรื่องที่คนเดือนตุลาเจอ

ความขัดแย้งในช่วงนั้นกับช่วงนี้มันคนละแบบ เราก็ต้องเข้าใจความเป็นคนละแบบด้วย ไม่ไปทึกทักเอาว่า เหมือนกัน เบาอย่างเราต้องศึกษา ต้องฟัง แต่โอกาสในการฟังและโอกาสที่จะคุยกันได้ระหว่างประชาชนที่ชายแดนใต้กับพวกที่ผ่านความขัดแย้ง ที่ถูกกระทำมาในอดีต มันมีจุดร่วมที่คุยกันได้ เราอาศัยจุดร่วมอันนี้ แต่เราต้องเข้าใจบริบทที่ต่างกัน เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้ดีขึ้น

ถ้า…6 ตุลา ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ?

จาตุรนต์ สารภาพตามตรงว่า “ผมคงไม่ได้เข้าป่า แล้วผมก็จะเรียนต่อ” แล้วไปเป็นแพทย์ตามชนบท สมัยนั้นเขาจะพูดเรื่องถ้าเป็นแพทย์ ก็ควรเป็นแพทย์ชนบท ในสมัยนั้นเราทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อคนที่ลำบาก 

แล้วทำไม ? ถึงมาเดินในเส้นทางการเมือง จาตุรนต์ ยอมรับว่า จริง ๆ แล้วในตอนเรียน ม.ศ.5 ตอนทำหนังสือรุ่นกัน ก็มีการมาสัมภาษณ์ว่าอนาคตอยากจะเป็นอะไร เขาจึงตอบไว้ในขณะนั้นว่า อยากเป็น สส.

“ผมเป็นลูกนักการเมือง พ่อเป็นนักการเมืองตั้งแต่ผมเด็ก ๆ มันก็มีความคิดเกี่ยวกับจะเป็น สส. อยู่แล้ว แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว กิจกรรมนักศึกษามีเยอะ และช่วงนั้นเราจะให้ความสนใจกับการเมืองแบบ สส. แบบเลือกตั้งน้อยลง มาสนใจการชุมนุม การเรียกร้อง กิจกรรมมากกว่า ความรู้สึกอยากเป็นนักการเมืองก็ลดลงไป แล้วก็ไปเรียนเศรษฐศาสตร์ กำลังจะได้เป็นด็อกเตอร์อยู่แล้ว เกิดมาลงสมัครรับเลือกตั้งเพราะพ่อชวนมา เพราะฉะนั้นพูดโดยรวม ๆ แล้วคงหนีไม่พ้น น่าจะมาเป็นนักการเมืองอยู่ดี”

“เพราะฉะนั้น 6 ตุลาเป็นอะไรที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของคนจำนวนมาก ผมก็เปลี่ยน อีกหลายพันคนชีวิตก็เปลี่ยนไป แต่ที่มากกว่านั้นคือ มันมีผลกระทบต่อสังคมอย่างลึกซึ้ง และทำให้บางอย่างหวนกลับคืนไม่ได้เลย พอคุณสังหารประชาชนกลางเมือง สังหารเด็กเยาวชน แล้วคุณทำรัฐประหาร คุณเปลี่ยนสังคมไปแบบนั้น ทำสังคมไปสู่การเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง ใช้ความรุนแรงเข้าใส่กันอย่างไม่เคยมีมาก่อนแบบนั้น กว่าจะเยียวยาทางความรู้สึกมันก็จะนาน”

จาตุรนต์ ฉายแสง

แต่ที่แย่ที่สุดสำหรับ จาตุรนต์ แล้วก็คือ ความคิดความเข้าใจของชนชั้นนำก็ยังไม่เปลี่ยน ผู้มีอำนาจยังไม่เปลี่ยน ยังจัดการกับคนเห็นต่างอยู่เนือง ๆ

การต่อสู้ครั้งสุดท้าย…ไม่มีอยู่จริง

การต่อสู้ในสังคมไทย หรือการต่อสู้ทางการเมืองในประเทศต่าง ๆ มักจะมีคำพูดว่า “นี่เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย” การต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่พูดเป็นคำขวัญที่ปลุกใจ ให้คนที่สู้อยู่มีความรู้สึกฮึกเหิม มีความรู้สึกว่า เอาละ อันนี้เป็นครั้งสุดท้าย มันจะสำเร็จ เหนื่อยคราวนี้แล้วก็จะได้ประสบความสำเร็จ แต่ความจริงไม่ว่าที่ไหนก็ผ่านการต่อสู้ ผ่านการมีแพ้มีชนะ มันไม่มีการต่อสู้ครั้งสุดท้าย

“ตั้งแต่ออกมาจากป่าระยะหนึ่ง จนมาเป็นนักการเมือง ผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 35 ผ่านอะไรมาอีกเยอะแยะ สำหรับผมไม่มีคำว่าการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ผมไม่เชื่อความคิดนี้ พอไม่เชื่อมันยิ่งยากใหญ่ ถ้าเชื่อว่าเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย มันยังได้ฮึด แล้วก็จะได้สำเร็จเสียที แต่พอไม่เชื่อเรื่องการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ก็หมายความว่าประเทศชาติบ้านเมืองต้องมีการสู้กันไปเรื่อย ๆ”

จาตุรนต์ ฉายแสง

เมื่อเราเห็นว่าระบบที่ใช้ปกครองกันอยู่ไม่เป็นประชาธิปไตย เราก็ต้องไปผลักดันให้เป็นประชาธิปไตย และไม่ใช่ว่าผลักดันกันคราวนี้แล้วจะได้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ ไม่ต้องทำอะไรกันอีก แต่มันยังต้องทำต่อเนื่องไปต่างหาก เรื่องจากการต่อสู้ก่อนเข้าป่า หรือในป่า จนออกมาจากป่า มันก็จะให้บทเรียนกับเราแบบนี้

“สำหรับผม 14 ตุลา และ 6 ตุลา ถ้ายังจะพูดอยู่ในฐานะคนที่ผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มา ที่แน่ๆ คือเราต้องไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร การใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน ฆ่าประชาชน อันนี้เห็นด้วยไม่ได้”

จาก 6 ตุลา 2519 ถ้าพูดโดยรวม สังคมไทยโดยการนำของผู้มีอำนาจ ก็ยังไม่ได้เรียนรู้ และยังไม่ได้ถือเอาเหตุการณ์ 6 ตุลา มาเป็นกรณีตัวอย่าง ที่จะต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสิ่งที่เกิดขึ้น และเหตุการณ์ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นกับประชาชนมาจนทุกวันนี้…

Author

Alternative Text
AUTHOR

ณัฐริฎา ศิริสอน

หาตัวเองผ่านการเขียน