50 ปี 6 ตุลา 19 : ประวัติศาสตร์ไม่เคยจางด้วยบทเพลง ศิลปะบรรเลงเพื่อความเป็นธรรม | นิธินันท์ ยอแสงรัตน์   

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ อดีตนักศึกษาธรรมศาสตร์ นักร้องและโฆษกวง “ต้นกล้า” หนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เช้าวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519 แม้ผ่านมา 50 ปี จนวันนี้…บางความทรงจำไม่เคยจาง เธอยังจดจำทุกภาพ ทุกความรู้สึก และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้ชัดเจน

ในช่วงเวลานั้น ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ชุมนุมนักศึกษาจัดขึ้นเพื่อคัดค้านการเดินทางกลับประเทศของ จอมพล ถนอม กิตติขจร ที่บวชเป็นสามเณรกลับประเทศ และชนวนเหตุสำคัญที่นำไปสู่การล้อมปราบ คือ ละครลานโพธิ์ ที่จัดขึ้นเพื่อประท้วงกรณีพนักงานการไฟฟ้านครปฐมถูกฆ่าแขวนคอจากการติดโปสเตอร์

“ตอนนั้น อภินันท์ บัวหะภักดี ซึ่งเป็นคนรูปร่างเล็ก ได้รับการทาบทามให้ขึ้นแสดงแทนผู้แสดงคนเดิมที่มีอาการบาดเจ็บ โดยไม่มีเจตนาแอบแฝงหรือวางแผนการแต่งหน้าให้คล้ายคลึงกับบุคคลสำคัญตามข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใด ทว่าฝ่ายขวาได้นำภาพการแสดงดังกล่าวไปบิดเบือนและโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปราบปราม”

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์

(ภาพจาก : บันทึก 6 ตุลา)

และในเช้าตรู่ของวันที่ 6 ตุลา 19 กองกำลังติดอาวุธ และกลุ่มจัดตั้งฝ่ายขวา ได้เข้าล้อมปราบผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ด้วยอาวุธสงคราม

เธอจึงนำนักศึกษารุ่นน้องหนีออกทางประตูด้านท่าพระจันทร์ และเข้าไปหลบซ่อนตัวในบ้านของคนแถวนั้นฝั่งตรงข้ามวัดมหาธาตุฯ ตามที่เจ้าของบ้านใจดีเรียกให้มาซ่อนตัว แต่สุดท้ายก็ถูกเจ้าหน้าที่ค้นพบ ถูกนำตัวออกมานอนคว่ำหน้าลงกับพื้นถนน และถูกบังคับให้ยืนหันหลังพิงกำแพงวัดเพื่อเตรียมการยิง

“ตอนนั้น เขาสั่งให้ไปนอนกองที่พื้น คว่ำหน้าลงพื้นถนน แล้วสักพักเขาก็มาสั่งให้ลุกขึ้นไปยืนหันหลังพิงกำแพงวัด กำแพงวัดมหาธาตุฯ ก็นึกในใจอยู่เหมือนกันว่า เออ โอเค คงจะโดนกระสุนปืนเข้าข้างหลัง เราคงตาย ตายแล้วเราก็น่าจะมีวิญญาณ วิญญาณเราจะลอยไปบอกแม่เราซะหน่อยว่าเรารักแม่มากเลย แล้วก็ขอบคุณที่ที่แม่สอนเรามาดี สอนเราให้ให้รักความเป็นธรรม แต่เขาก็ไม่ยิง”

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์

ในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวขึ้นรถบัสเพื่อนำตัวไปยังโรงเรียนนายร้อยตำรวจบางเขน ก็ต้องเผชิญกับการถูกทำร้ายร่างกายจากกลุ่มคนที่มุงดู

“ตอนนั้นเขาสั่งให้เดินเอามือชูเหนือหัว แล้วก็เดินไปขึ้นรถบัส ก็เดินหน้าเชิดเลย หน้าเชิดเลย แล้วก็รู้สึกจะมีคนเอาอะไรตีหัวเรา แล้วเราก็มาเจ็บวันรุ่งขึ้นนะ พอดีเป็นคนความรู้สึกช้า เขาตีเพราะว่าสั่งให้ก้มหน้าลง เราก็เป็นเด็กเย่อหยิ่ง ก็ไม่ก้ม บังคับฉันก้ม ฉันไม่ชอบถูกข่มขู่ ฉันไม่ก้ม ก็เดินหน้าเชิด แล้วก็ไปนั่งริมหน้าต่างเพื่อกันน้องไม่ให้โดนตี”

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-นักร้องและโฆษกวง “ต้นกล้า”

ให้เสียงเพลงบรรเลงขับขานเพื่อความเป็นธรรม

สำหรับ วงต้นกล้า เป็นวงดนตรีไทยเพื่อชีวิตที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มนักศึกษาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ที่แหวกขนบดนตรีไทยเดิม ด้วยการใช้ดนตรีไทยเดิมผสมผสานกับแนวคิด “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” ของ จิตร ภูมิศักดิ์ เพื่อใช้เป็นสื่อกลางแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เสียดสีสังคม และเรียกร้องความเป็นธรรมคืนสังคม เช่น การนำทำนองลำตัด หรือเพลงฉ่อยมาปรับเนื้อร้องให้สะท้อนปัญหาเหตุบ้านการณ์เมืองในช่วงเวลานั้น

วงต้นกล้ามี นิธินันท์ เป็นนักร้องและโฆษก เธอย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของวงว่าเกิดขึ้นจากกลุ่มนักดนตรีไทยที่มีแนวคิดขบถต่อจารีตเดิม ซึ่งต้องการปฏิรูปและสร้างสิ่งใหม่ให้แก่วงการดนตรีไทย

ในช่วงเวลานั้น มีบุคคลสำคัญในยุคแรก เช่น สุจิตต์ วงษ์เทศ และ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้ริเริ่มดัดแปลงทำนองเพลงไทยเดิมให้มีเนื้อหาเพื่อสังคมผ่าน วงเจ้าพระยา เช่น การนำทำนองเพลงลาวดวงเดือนมาแต่งเนื้อร้องสะท้อนความยากแค้นของชาวบ้านที่ต้องขอข้าวสารประทังชีวิต

ต่อมาในช่วงปลายปี 2517 ถึง 2518 เมื่อเกิดการชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมของกลุ่มชาวนาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาและนักดนตรีจึงรวมตัวกันจัดตั้งวงต้นกล้าขึ้น เพื่อผลิตงานดนตรีที่สนับสนุนการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของคนยากคนจน

“ที่ชื่อ ต้นกล้า ก็เพื่อสะท้อนถึงการก่อตัวและการถือกำเนิดขึ้นใหม่ของสิ่งใหม่ในสังคม”

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์

วงต้นกล้านั้นมีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากวงดนตรีการเมืองในขณะนั้น เพราะไม่ได้เน้นท่าทีการปฏิวัติหรือลุกขึ้นสู้ แต่ใช้ท่วงทำนองที่นุ่มนวลและบทกลอนที่สละสลวย แม้แต่เธอที่เป็นโฆษกวงก็สื่อสารด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มุ่งเน้นการเชิญชวนให้ผู้ฟังร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่งดงาม จนทำให้หลายครั้งถูกบางกลุ่มมองว่าอ่อนไป

วงต้นกล้าใช้เครื่องดนตรีไทยเดิมเป็นหลัก โดยลดการร้องเอื้อนตามขนบลงเล็กน้อย แต่บทเพลงเป็นเพลงแต่งใหม่ที่เชิดชูคุณค่าของคนธรรมดาสามัญและแรงงาน เช่น เพลง “คนทำทาง”  ที่เน้นย้ำว่าผู้สร้างประวัติศาสตร์ที่แท้จริงคือผู้ใช้แรงงานที่ลุยน้ำลุยโคลนสร้างเมือง ไม่ใช่ชนชั้นนำ รวมถึงเพลง “ใบไม้ป่า” ที่รำลึกถึงการจากไปของจิตร ภูมิศักดิ์

เธอตั้งข้อสังเกตถึงมิตรภาพความรักใคร่ของแวดวงดนตรีไทยในช่วงเวลานั้นว่า แม้จะอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน แต่หลายคนที่วงขาดคน เพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่อาจจะไม่เข้าใจถึงขบวนการเคลื่อนไหวก็มาช่วยเล่นดนตรี

“ความผูกพันในหมู่นักดนตรีไทยมีความแน่นแฟ้น แม้สมาชิกรุ่นพี่หรือครูดนตรีบางท่านจะไม่มีความสนใจทางการเมืองหรือมีทัศนะทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนยังคงให้ความช่วยเหลือ แบกเครื่องดนตรีมาร่วมบรรเลง และร่วมเผชิญความยากลำบาก เวลาเดินทางไปแสดงตามจังหวัดต่าง ๆ ด้วยจิตวิญญาณของนักดนตรี”

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์

และภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 สมาชิกวงต้นกล้าและขบวนการนักศึกษาต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต บางส่วนลี้ภัยไปต่างประเทศ และมีสมาชิกวง 2 คนตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตป่าเขากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

บริบทหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา16 หล่อหลอมให้นักศึกษามีสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมสูงมาก เนื่องจากมองว่าโอกาสทางการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยในขณะนั้น เสมือนเป็นสิทธิพิเศษที่น้อยคนนักจะเข้าถึงได้

ดังนั้นนิสิต นักศึกษาจะต้องนำความรู้มารับใช้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยังตกอยู่ใต้ความยากไร้ หลาย ๆ ครั้ง นิสิตนักศึกษาจึงลงพื้นที่เรียนรู้และสัมผัสความทุกข์ยากของชาวนาและกรรมกร ตามแนวทางโครงการพัฒนาชนบทของอาจารย์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2518 สถานการณ์ทางการเมืองทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการก่อความไม่สงบของกลุ่มขวาจัดและการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ ผู้นำกรรมกร ผู้นำชาวนา และนักศึกษาตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหารรายวัน มีการใช้ระเบิดขว้างเข้าใส่พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเวทีการปราศรัยต่าง ๆ รวมถึงเวทีที่วงต้นกล้าไปร่วมแสดงที่เวทีปราศรับตามต่างจังหวัด

นิธินันท์ ยังเล่าถึงประสบการณ์ ความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล จากกรณี “ถีบลงเขา เผาลงถังแดง” ในภาคใต้ว่า เมื่อครั้งที่วงดนตรีเดินทางไปเปิดการแสดงสนับสนุนการต่อสู้ทั่วประเทศ เธอและเพื่อน ๆ ลงไปช่วยชาวบ้านใช้มือเปล่าขุดค้นศพผู้เสียชีวิตที่ถูกทิ้งลงในหุบเหว ณ อ.บ้านส้อง จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเธอยังจำกลิ่นศพที่ติดมือเธอได้

“ตอนลงไปช่วยขุดศพ เพราะว่าชาวบ้านมาเล่าให้ฟังว่า น่าจะถูกโยนทิ้งแถว ๆ นี้ พวกเราก็ไปช่วยกันขุดศพ ไต่โคลนลึกลงไป แล้วก็ใช้มือเปล่า ๆ ขุด พูดตรง ๆ เลยนะ กลิ่นติดมือมาสองอาทิตย์ เราเห็นใจคนตาย เราก็ไม่รู้สึกขยะแขยงหรือหวาดกลัว แต่เราเราจดจำกลิ่นนั้นได้”

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์

ชีวิตหลัง 6 ตุลา 19

เมื่อเพื่อน ๆ ของเธอ บางคนลี้ภัยไปต่างประเทศ บางคนเข้าร่วมกับ พคท. แต่สำหรับ นิธินันท์ แล้วกลับเข้าใจและยอมรับความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ของการเกิดขึ้นของ พคท. ในฐานะองค์กรที่ลุกขึ้นสู้กับการกดขี่ของรัฐ แต่ด้วยจุดยืนทางปรัชญาแบบ เสรีนิยม (Liberalism) ที่ยึดมั่นในเจตจำนงอิสระ ไม่ต้องการตกอยู่ใต้ระบบการบังคับบัญชาหรือการต่อสู้ด้วยอาวุธที่ขาดความโปร่งใสทางยุทธศาสตร์ เธอจึงปฏิเสธการเข้าป่า

เธอเลือกเข้าสู่วิชาชีพหนังสือพิมพ์ โดยเริ่มงานที่สำนักข่าว เดอะเนชั่น (The Nation) ภายใต้การนำของ สุทธิชัย หยุ่น และผู้บริหารท่านอื่น ๆ ซึ่งเปิดพื้นที่และให้โอกาสในการทำงานอย่างมีเสรีภาพทางความคิด แม้จะมีทัศนะทางการเมืองที่ไม่ตรงกันก็ตาม

เธอเลือกวิชาชีพสื่อสารมวลชนด้วยความมุ่งมั่นเพื่อหวังเป็น กระบอกเสียงของคนไร้เสียง (Voice of the voiceless) แล้วนำเสนอข้อเท็จจริงอีกด้านไปสู่การหาทางออกเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้เกิดขึ้นจริง

ถึงตรงนี้ นิธินันท์ ก็ยังเชื่อเสมอว่า การลุกขึ้นมาทำอะไรในยุคนั้นของตัวเอง ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองเป็นฮีโร่ เป็นผู้เสียสละ เพียงเพราะเราต้องการเห็นบ้านเมืองที่ดีกว่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เรื่องธรรมดา ว่าถ้าคุณไม่พอใจ ก็มีสิทธิที่จะพูด ที่จะเรียกร้อง จึงเป็นเรื่องของยุคสมัย ดังนั้นพอมาถึงยุคนี้เราก็ไม่จำเป็นต้องเอาภาระของคนยุคเรามาให้คนรุ่นใหม่ มันมีพัฒนาการมีความเปลี่ยนแปลง

นิธินันท์ ทิ้งท้ายว่าการต่อสู้ของประชาชนในประวัติศาสตร์โลก ย้ำชัดเจนว่า ไม่เคยชนะ สิ่งที่ทำได้ก็แค่เปลี่ยนรัฐบาล แต่ไม่เคยเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างได้

“ถ้าจะทำจริง ๆ ก็ต้องเข้าไปมีอำนาจ แต่นี่ก็เป็นความท้าทายว่าจะเข้าไปสู่อำนาจอย่างไร โดยไม่ไปทำตัวเลวทราม ใส่คนยากคนจน ดังนั้นอย่างนักการเมืองคุณก็ต้องพิสูจน์ด้วยนโยบาย พรรคการเมืองต้องเสนอนโยบายที่เป็นจริงในทางปฏิบัติ ให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้ในระยะยาว”   

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์