ความทรงจำหนึ่งที่แวบเข้ามาในสมองคือ ภาพร่างเปื้อนเลือดของหญิงสาวกึ่งเปลือย นอนไร้สติปะปนกับร่างไร้ชีวิตของนักศึกษาคนอื่น ๆ บนสนามหญ้า กับเศษไม้เปื้อนเลือดชิ้นหนึ่งที่วางอยู่ใกล้ ๆ
ที่มา : สูจิบัตรละคร “ที่ไม่มีที่”
…
ผมจำได้รางเลือนว่าเคยเห็นภาพนี้ที่ไหนสักแห่ง อาจจะเป็นหน้าหนังสือพิมพ์ ข่าวโทรทัศน์ นิทรรศการสักแห่ง หรือหนังสือสักเล่ม
…
แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใดจึงทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับภาพอันติดตานี้เลอะเลือนไปได้ ทั้งที่เวลาผ่านไปได้เพียง 40 ปี
คิดมาถึงจุดนี้แล้วกลับหนาวเยือก ประสบการณ์เลือนหลงในประวัติศาสตร์ของผม น่าจะสะท้อนอาการ ‘ผิดปกติ’ ของสังคมไทยได้ไม่น้อย
ข้อความข้างต้นระบุที่มาที่ไปของการเขียนบทละคร “ที่ ไม่มีที่” หรือ “A Nowhere Place” ของ ครูตั้ว – ประดิษฐ ประสาททอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ละครร่วมสมัย) ซึ่งเป็นทั้งผู้กำกับ คนเขียนบท และนักแสดงของละครเรื่องนี้
ละครดังกล่าวเริ่มแสดงครั้งแรกเมื่อปี 2559 หรือตอนครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก่อนจะถูกนำกลับมาแสดงซ้ำอีกครั้ง ในปีนี้ เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หลังผ่านการแสดงครั้งแรกถึง 10 ปีเต็ม

ที่มา : Anatta Theatre Troupe
หาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ ธงชัย วินิจจะกูล นิยามเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” – “ลืมไม่ได้” เพราะเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่ทิ้งรอยแผลไว้ รวมถึงความยุติธรรมยังไม่เกิด ผู้กระทำผิดไม่เคยถูกลงโทษ ขณะเดียวกันก็ “จำไม่ลง” เพราะถูกทำให้เงียบจากการถูกกดปราบ และอิหลักอิเหลื่อที่จะพูดถึงเหตุการณ์
อาจไม่ได้มีแค่ภาวะจำ-ลืมเหตุการณ์ แต่รวมถึงภาวะหลง ๆ เลือน ๆ จากความทรงจำที่เลือนรางเมื่อเวลาผ่านไป อาจปะปนกับความทรงจำอื่น ๆ จนจำได้แบบกระท่อนกระแท่น สับสนกับเหตุการณ์อื่น ๆ จนไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เคยเห็นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ดังเช่นกรณีของครูตั้วข้างต้น
ภาวะเลอะเลือนนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนบทละคร “ที่ ไม่มีที่” เพื่อสะท้อนความผิดปกติของสังคมไทย ตั้งคำถามถึงความทรงจำของเรา สาเหตุที่ทำให้เราจำไม่ได้ และชวนคิดต่อว่า ที่ผ่านมา สังคมไทยเรียนรู้อะไรจากอดีตกันบ้างไหม
จากภาวะเลอะเลือนของ “6 ตุลาฯ” สู่ละคร “ที่ไม่มีที่”
ภาพของหญิงสาวที่นอนไร้สติกับเศษไม้ข้างตัว ในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 นั้น ผู้เขียนบทเล่าว่า ตอนนั้นเขาเป็นเด็กวัยรุ่นอายุเพียง 16-17 ปี พอโตขึ้น ได้เข้ามหาวิทยาลัย ก็ยังมีโอกาสไปร่วมงานนิทรรศการ เสวนาต่าง ๆ เกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ ซึ่งเขาก็ยังเห็นภาพนี้อยู่
แต่พอเวลาผ่านไป ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาไม่ได้สนใจ พอจะใกล้จะครบ 40 ปี ก็มาสังเกตเห็นว่า หลัง ๆ มานี้ เวลาไปนิทรรศการต่าง ๆ ก็ไม่เห็นภาพนี้แล้ว ค้นหาในอินเทอร์เน็ตก็ไม่เจอ จนมาสงสัยว่า ตัวเองจำผิดหรือเปล่า จำสลับกับเหตุการณ์อื่น ๆ ในต่างประเทศหรือเปล่า ซึ่งก็สะท้อนว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำก็อาจปน ๆ เบลอ ๆ และผสมกันได้
ละครจึงนำเสนอเรื่องราวผ่านคำถามที่ว่า อะไรทำให้เราไม่จำ อะไรทำให้เราจำไม่ได้ มันอาจไม่ใช่ตัวเองที่ไม่ได้อยากจำหรือเปล่า เราถูกทำให้ไม่จำไหม เช่น เราถูกช็อตไฟฟ้าไหม (ในละครมีการกล่าวถึงการบำบัดอาการทางจิตด้วยการช็อตไฟฟ้า) หรือถูกบำบัดด้วยวิธีผิด ๆ ที่จงใจไหม ที่เขาพูดว่าเขารักเรา เขาดูแลเรา เขาบำบัดเรา แต่จริง ๆ แล้ว เขาซ้ำเติมเราไหม หรือยาที่เขาฉีดให้เราทำให้อาการดีขึ้นหรือยิ่งซ้ำเราให้แย่กว่าเดิม
บทบาทของละคร: ต้องชวนคิด ไม่ใช่ชวนเคลิ้ม
ละคร “ที่ ไม่มีที่” ว่าด้วยภาวะความจำเสื่อม ความหลงลืม ความป่วยไข้ ภาวะกึ่งชัดกึ่งเบลอ ภาวะกึ่งจริงกึ่งฝัน ของทั้งตัวตนปัจเจกและสังคมประเทศ ผ่านตัวละครเจ้าสาวและเจ้าบ่าวท่าทีเหม่อลอย ละครพาผู้ชมไปสำรวจความหลังของทั้ง 2 คน ที่ต่างมีส่วนข้องเกี่ยวในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทับซ้อนไปกับข้อความข้อเท็จจริงที่ฉายบนผนังภาพเป็นระยะ

และ เพียว – ดวงใจ หิรัญศรี (ขวา) นักแสดง
ที่มา : Anatta Theatre Troupe
ความเห็นจากผู้ชมละครเรื่องนี้หลากหลาย ตั้งแต่ชื่มชมการแสดง พยายามอธิบายความรู้สึกที่เกิดขึ้น “ร้องไห้ไม่ออก แต่หนักในใจ” ตีความแต่ละฉากในละคร “ดูจบแล้วต้องกลับมาคิด” ไปจนถึงตั้งคำถามว่า “ละครเวทีเรื่องนี้ทำมาขายใคร(ว่ะ)” หรือ “ไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่รู้สึกอะไรบางอย่างที่อธิบายได้ยาก และจะกลับไปทำความเข้าใจเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ต่อ”
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นความเห็นแบบไหน ครูตั้วเห็นว่า “รู้สึกยินดีที่เขียนถึง” และเป็นสิทธิ์ของคนดูที่จะตีความละคร “ชวนคิด” เรื่องนี้
“ความเห็นส่วนตัว ถ้าจะเอาข้อมูลตรงก็ต้องไปอ่านสารคดี บทความ แต่ถ้าจะดูศิลปะการแสดง ละคร มันต้องชวนคิด”
ครูตั้ว มองว่า ละครร่วมสมัยหรือละครที่ตอบโจทย์คนปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเป็นละครที่มีความคิดสำเร็จรูปหรือจบในตัว แบบนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เพราะคนปัจจุบันไม่ได้ต้องการแค่สิ่งเหล่านั้น เขาคิดได้และเลือกได้ว่า จะเอาความจริงส่วนไหนมาใช้กับชีวิตตัวเอง ที่ไม่เดือดร้อนคนอื่น ไม่ขัดศีลธรรมจรรยา ไม่ขัดกฎหมาย
นอกจากนี้ ศิลปะต้องกระตุ้นให้คนรู้สึกก่อน แต่ไม่ต้องเคลิ้มตาม ความตั้งใจในการทำละครเรื่องนี้ จึงไม่ได้ต้องการชวนเคลิ้ม ไม่อยากให้คนดูไหลไปกับอารมณ์ร่วม แต่ชวนคิด ผ่านการเบรกคนดูเป็นระยะ ๆ ว่านี่คือละคร เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว เป็นเรื่องเล่า และให้อ่านข้อเท็จจริง (fact) ที่ฉายบนผนังเทียบเอาด้วย
ศิลปะมีหลายมิติที่คนดูที่พื้นไม่เท่ากัน มีความสนใจต่างกัน บางซีนอาจสะกิดคนดูต่างกัน นำไปสู่การต่อจิ๊กซอว์ในหัวเขา และอาจจะได้ประโยชน์อะไรบางอย่างกลับไป
การทำละครก็ไม่ใช่เพื่อให้ทุกคนเชื่อ แต่ต้องการแลกเปลี่ยน เขามองว่าในบทละครได้บอกไปหมดแล้วว่าอยากสื่อสารหรืออยากได้อะไร สิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้ เป็นสิทธิ์ของคนดูที่จะแต่งเติม ตีความ และถือเป็นกำไรมหาศาลและความสุขของผู้สร้างงาน ถ้าคนดูจะเก็บเกี่ยวประโยชน์จากงานชิ้นเดียวกัน
ในภาวะหลงลืม จะจดจำ 6 ตุลาฯ แบบไหน
เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 สำหรับครูตั้ว เขามองว่า เราอาจไม่ต้องไปเคียดแค้นอะไร แต่เราต้องถอดรหัสจากเหตุการณ์
เขามองว่า คนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ บางคน อาจไม่กล้าเผชิญ ไม่กล้าเล่า หรือจมอยู่ในความเจ็บปวดจนมองไม่เห็นมิติอื่นของเหตุการณ์ จนวันหนึ่ง เมื่อเขามีความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด เขาก็มีบางประเด็นที่พูดขึ้นมา ทำให้ทุกครั้งที่ครบรอบปีเหตุการณ์ จะมีประเด็น งานวิจัย หรือบทความใหม่ ๆ ออกมาให้เราได้เห็น
ตัวอย่างเช่นในปีนี้ คือประเด็นเสนอของ รศ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (ประเด็นเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ คือสงครามระหว่างรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)) ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่แรง แต่ถือว่าน่าสนใจ ตัวเขาเองไม่ได้บอกว่าต้องเชื่อหรือต่อต้าน แต่ยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิ์คิด ตั้งคำถาม ค้นคว้า และเอามาพูดคุยกัน
ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตัวเอง ในตอนเด็ก คำว่า “คอมมิวนิสต์” เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่ากลัว เหมือนกฎหมายบางกฎหมายในปัจจุบันที่ใครชี้หน้าใครว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ก็อาจโดนทำร้ายหรือโดนคุมขังก่อนแล้วค่อยพิสูจน์ หรือบางทีก็ไม่พิสูจน์ด้วย
อย่างไรก็ตาม ในแต่ละครัวเรือนก็มีคนที่เชื่อในอุดมการณ์แตกต่างกัน เช่น บางคนอาจจะเชียร์อเมริกา บางคนอาจจะเชื่อคอมมิวนิสต์ แม้แต่ครอบครัวของเขาเองในตอนนั้น แต่สิ่งที่เราต้องยึดโยงคือ เราไม่ต้องรักสิ่งเดียวกันก็ได้ แต่ต้องเคารพกัน
หรือแม้แต่ฝั่งเดียวกันก็มีหลายเฉด ฝั่งนักศึกษาในตอนนั้นก็มีทั้งคนที่ลุกขึ้นจับอาวุธต่อสู้เพราะทนไม่ไหว มีคนที่ไม่ได้มีเหตุผลอะไรแต่รู้ว่าถ้าเข้าร่วมกับ พคท. เขาอาจจะชนะได้โดยไม่ได้สนใจวิธีการ
สิ่งที่ รศ.สมศักดิ์ พูด ก็อาจเชื่อได้ว่ามีจริง แต่จะเหมารวมก็คงไม่ได้ คนที่โดนสังหารในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็มีหลายเฉด อาจมีทั้งคนที่ไม่รู้เรื่อง คนที่ยิงปืนสวนใส่ทหารก็มี ซึ่งเป็นธรรมชาติมนุษย์ที่ต้องการปกป้องตัวเอง ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร ไม่ต้องมาปฏิเสธว่าตัวเองบริสุทธิ์ นั่นคือวิถีของการต่อสู้ในยุคปี 2519 “ประเด็นคือเราเรียนรู้ไหมว่า วิธีสู้แบบนั้นมันไม่เวิร์ก มันไม่ใช่”
“อยากให้คนจำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ยังไงก็ได้ แม้แต่อดีตกระทิงแดงจะจำว่าเขาเป็นวีรบุรุษ … จำอย่างนั้นก็ได้ แต่พอมาถึงวันนี้ ครบรอบ 50 ปีแล้ว มาคุยกันเลยว่าถ้าเป็นวันนี้คุณยังจะยิงอยู่ไหม จำในแบบที่จำได้ แต่ซื่อสัตย์กับมัน แล้วมาถกกันเพื่ออนาคต ไม่ใช่เพื่อหาคนผิดหรือล้างอดีต”
10 ปีให้หลัง เรากลับมาพบกันอีกครั้งในวันที่อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไป
เรื่องของเจ้าสาวขี้เหงาและเจ้าบ่าวขี้ลืม กับความทรงจำเลว ๆ ในวันร้าย ๆ 40 ปีให้หลัง พวกเขานำพาแต่ความทรงจำดี ๆ เพื่อกลับมาพบกันอีกครั้งในวันที่อะไร ๆ ก็ยังร้าย ๆ
คำโปรยของละครเรื่องนี้ ในช่วงที่เล่นครั้งแรก ตอนครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 (ปี 2559) ในตอนนั้นเอง ครูตั้วมองว่าละครยังทำได้ไม่ดีเท่า เพราะเวลาซ้อมน้อย และเล่นไปยังไม่ลงตัว ก็ต้องหยุดเล่นไป (จากเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 9)
หลังจากนั้น บทละครดังกล่าวถูกนำไปดัดแปลงและนำเสนอในที่ต่าง ๆ เช่น ทั้งในชั้นเรียนศิลปะการละครของหลายสถาบันการศึกษา หรือในต่างประเทศ เช่น เทศกาลละครในประเทศฮ่องกง เมื่อปี 2564 ซึ่งแต่ละที่ก็ตีความและออกแบบละครแตกต่างกัน ตามแต่อิสระและจินตนาการของผู้กำกับแต่ละคน
10 ปีให้หลัง ในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 เขาตัดสินใจนำละครเรื่องนี้ขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ เอากลับมาแสดงบนเวทีอีกครั้ง เป็นเพราะความคาใจที่เขารู้สึกว่า คนไทยยังไม่ได้ดูเวอร์ชันต้นฉบับในแบบที่อยากนำเสนอ รวมถึงผ่านการตกตะกอน เห็นประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการที่บทละครถูกนำไปดัดแปลง
10 ปีให้หลัง ทั้งนักแสดง ละคร และสังคมต่างก็เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะประเด็นบริบทสังคม อย่างเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 22 พฤษภาคม 2557 เพียงไม่กี่ปี สังคมก็เริ่มมีความเก็บกด คับแค้น เหมือนหม้อน้ำเดือดที่ปิดอยู่ พอมีอิสระในการผลักฝา (เช่น การมาของม็อบเยาวชน) พะเยิบฝาหม้อขึ้น ให้ไอน้ำได้ระบายออกไปบ้าง บางคนก็รู้สึกสบายขึ้น ได้สู้ ได้ลงมือทำ ได้ปลดปล่อยความอึดอัด เลยทำให้พลังขัดขืนแผ่วลง หรือทำให้บางคนยอมรับว่า ‘มันได้แค่นี้แหละ’ ถึงดันต่อไปฝาก็ไม่กระเด็นออกจากหม้อ มันได้แค่พะเยิบ บางคนถอดใจ ลดแรงดันไอน้ำลง สุดท้ายฝาก็โดนปิดลงไปใหม่
แต่สำหรับครูตั้วไม่ได้เชื่อแบบนั้น และไม่ได้เชื่อว่าทุกคนรู้สึกอย่างนั้น ตัวเขาเอง แม้จะอายุมากขึ้น เห็นโลกมากขึ้น ผ่านความผิดหวัง คับแค้น ฮึกเหิม ท้อแท้ หมดหวัง แต่พลังงานก็ยังไม่หมด บางทีก็ต้องการเวลาและพื้นที่ เพื่อรวมแรงพะเยิบต่อไป
บริบทสังคมยังถูกสะท้อนผ่านละครเรื่องนี้ จากความตั้งใจเดิมคือ พยายามแสดงให้ตัวละครนิ่งมากที่สุด กดความรู้สึกไว้ เพราะไม่ต้องการให้คนดูรู้สึกฟูมฟายไปกับแสดง แต่ต้องการให้คนดูหยุด คิด และตั้งคำถาม แต่การกลับมาเล่นคราวนี้ พอชีวิตจริงโดนกดเอาไว้เยอะ ๆ ตามบริบทของสังคมที่กล่าวมา ก็รู้สึกว่า ถึงการกำกับจะให้พยายามกดอารมณ์ไว้ แต่ในการแสดงจริงก็อดเผลอไม่ได้ที่จะบอกหรือที่จะเล่นเยอะกว่าที่ควรจะเป็น
อีกอย่างที่เปลี่ยนไปคือ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คนที่มาดูส่วนใหญ่เป็นคนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แต่ในครั้งนี้ มีสัดส่วนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจและมาดูมากขึ้น นอกจากนี้ ละครยังทำงานกับคนรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์มากกว่าที่ผู้กำกับคิดไว้

บทส่งท้าย: จาก 6 ตุลาฯ เราเรียนรู้อะไรกันบ้างไหม ?
สำหรับครูตั้ว เหตุการณ์เมื่อปี 2519 ไม่ได้เป็นเพียงความทรงจำหรือประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปแล้ว แต่เขามองว่ามัน “เหมือนฝีเหมือนหนองที่ยังไม่ได้บ่งออก” และ “ยังคงส่งผลมาจนถึงปัจจุบันนี้”
นอกเหนือจากความพร่าเบลอของความทรงจำภาพของหญิงสาวนอนไร้สติแล้ว อีกหนึ่งคำถามสำคัญที่ผู้กำกับเน้นย้ำคือ “สังคมไทยหรือคนเราเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์บ้าง” ทำไมเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดถึง ก็เกิดขึ้นซ้ำ ๆ
ละครเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นมาในปี 2558 นั่นหมายความว่า เพิ่งผ่านเหตุการณ์รัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มาเพียง 1 ปีเศษ เหตุการณ์ในเช้าวันรัฐประหารนั้น ผู้เขียนบทได้เอาไปใส่ในละครด้วยประโยคว่า “อย่างข่าววันนั้นทำให้ผมประสาท” และ “ดำดิ่งสู่ดินแดนที่ไม่รู้จัก มันไม่มีอะไรครบถ้วนอย่างที่มันควรจะเป็น” ในดินแดนเหนือจริง ก่อนจะฉายภาพกลีบดอกกุหลาบที่ร่วงโรยโปรยปราย

ที่มา : Anatta Theatre Troupe
ดอกไม้สีแดงที่เป็นตัวแทนของความรัก ปรากฏในงานแต่งงาน กลับข้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันรัฐประหารเช่นกัน ซึ่งคือ การมอบดอกกุหลาบให้กำลังใจทหารที่ทำการรัฐประหาร หรือนี่อาจเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เขาเขียนบทละครเรื่องนี้ เพื่อตั้งคำถามว่า “เราไม่เรียนรู้อะไรกันเลยใช่ไหม”
มันก็ยังมีความผิดพลาดเกิดขึ้น มันยังมีการตัดสินใจที่งง ๆ เบลอ ๆ คือหลักการมันเบลอ ถ้าหลักการชัดเจน เราเรียนรู้แล้วว่าเราเดินก้าวไปทางหนึ่งมันผิด มันไม่เวิร์ก แต่เราก็ยังคงก้าวไปทางนั้นอยู่เรื่อย ๆ … อะไรที่เราเคยเรียนรู้ไว้แล้ว เราก็ลืม เราก็ไม่จำ

