ผ่านมาแล้ว 50 ปี นับจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 แต่จนถึงวันนี้ ข้อเท็จจริงของความรุนแรงยังไม่ได้รับการสะสาง ผู้ลงมือก่อความรุนแรงอย่างโหดเหี้ยมยังไม่ต้องรับผิด ขณะที่เหยื่อยังไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐอย่างเป็นรูปธรรม
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐประหารในวันเดียวกันยัง ทิ้งมรดก ของคำสั่งและมาตรการที่บั่นทอน สิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งส่งแรงสะเทือนมาถึงปัจจุบัน
อาจกล่าวได้ว่า 6 ตุลา 19 ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงบาดแผลในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ยังฝาก มรดกบาป ไว้กับสังคมไทยทั้งประเทศ ทว่าในอีกด้านหนึ่ง บาดแผล ความทรงจำ และอุดมการณ์ของผู้ที่ผ่านพ้นเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนั้น ไม่เคยสูญสลาย แต่ได้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
หนึ่งในผู้รับช่วงมรดกแห่งความทรงจำนั้น คือ ทนายทราย-กุณฑิกา นุตจรัส ทายาทคนเดือนตุลา ผู้เติบโตมากับเรื่องราว บาดแผล และอุดมการณ์ที่ไม่เคยถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา

ทายาทคนเดือนตุลา
ทนายทราย เป็นทนายด้านสิทธิมนุษยชนและคดีการเมือง เธอเป็นลูกสาวของ ทนายด่าง-กฤษฎางค์ นุตจรัส อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
นั่นทำให้เธอเติบโตมากับเรื่องราวของ 6 ตุลา ผ่านพ่อที่สนิทกันเหมือนเพื่อน และเพื่อนของพ่อที่เคยร่วมเคลื่อนไหว หนังสือจำนวนมากในบ้าน ทำให้รับรู้ เข้าใจเหตุการณ์ของเช้าวันนั้น และเรื่องราวให้หลังอย่างละเอียดจากบุคคลที่มีประสบการณ์ตรง
“เนื่องจากมันเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดของคนที่เรารัก มันก็เลยมีผลต่อตัวตนของเราในแง่ที่ว่า เราอาจจะรู้สึกว่าผูกพันกับเหตุการณ์นี้ในแง่ที่มันเป็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคนที่เรารัก คนที่เป็นพ่อเรา…บางภาพเวลาเราเห็น เราจะถาม(พ่อ)ว่า เขาตายแล้วจริง ๆ ใช่ไหม ทำไมมีรองเท้าอยู่ในปากคนคนนี้ แล้วพ่อเราก็จะยืนยันว่า เออ นี่ตายแล้ว ตายจริง ๆ หรือมันก็จะมีบางรูปที่พ่อบอกว่า คนนี้เพื่อนเขา…”
ทนายทราย
นอกจากนี้ การที่ครอบครัวเธอรับนิตยสาร เช่น นิตยสารศิลปวัฒนธรรม สารคดี และ National Geographic ก็ทำให้เธอคุ้นเคยกับการตั้งคำถามต่อประวัติศาสตร์กระแสหลักมาโดยตลอด รวมถึงคุ้นเคยความขัดแย้งระหว่างเนื้อหาในแบบเรียนที่ละเลยเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์กับข้อเท็จจริงนอกห้องเรียน
“เรื่องที่ตลกที่สุดคือ อันนี้น่าจะเป็นประสบการณ์แรก ๆ เลยที่จำได้ แล้วก็จำได้ตั้งแต่เล็กจนโต ตอนนั้นเรียน ป.5 คุณครูวิชาภาษาไทยให้เขียนเรียงความ เราก็เอาหนังสือที่มีในบ้านมาเขียน ก็เลยเขียนเรียงความเรื่อง 6 ตุลา เราก็ตั้งใจทำ พอยิ่งทำมันก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ การที่มีภาพศพที่รุนแรงขนาดนั้น ตอนเป็นเด็กเราอาจจะไม่เข้าใจความตายหรือก จะมาเพิ่งเข้าใจตอนโต แล้วพอเราโตขึ้น พ่อกับแม่เขามาเล่าให้ฟังทีหลังว่า ครูภาษาไทยที่โรงเรียนตอน ป.5 เขาโทรไปบอกพ่อว่า ลูกเป็นคอมมิวนิสต์ รู้เปล่า…“
ทนายทราย
จากความไร้เดียงสาในวัยเยาว์ที่ทำให้ ทนายทราย ตั้งคำถามกับภาพความรุนแรงตรง ๆ การรับฟังประสบการณ์เอาชีวิตรอดจากความรุนแรงของคนใกล้ชิดได้เปลี่ยนความเจ็บปวดส่วนบุคคลให้กลายเป็นความเข้าใจถึงความอยุติธรรม ความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อประชาชน และวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล
ชีวิตของลูกทนายด่าง
ทนายทราย เล่าให้ฟังว่า ในชีวิตที่ผ่านมา เธอมักจะถูกมองว่าเป็นลูกคนเดือนตุลา ก็เฉพาะช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่ว่าพอพ้นเดือนตุลาคมไปแล้ว จะถูกมองว่าเป็น ลูกทนายด่าง แทน ซึ่งสำหรับเธอ มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะว่าการเป็นลูกคน 6 ตุลา และการเป็นลูกทนายด่าง ก็ได้ประกอบสร้างให้เธอได้เป็นอย่างที่เธอเป็นในวันนี้
“สารภาพเลย บางครั้งมันอาจจะทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่ มันเป็นตัวตนของเราหรือเปล่า หรือมันถูกคนอื่นมองว่ามันเป็นตัวตนของคนอื่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพ่อแม่ก็ไม่ได้ผิด เขาก็ไม่ได้เลือกให้เราเกิดมาเป็นเรา เราก็ไม่ได้เลือกที่จะเข้าท้องใครอะไรอย่างนี้…มันมีหลายครั้งนะคะ เช่น 2 ปีแรกที่ทรายกลับมาจากเยอรมนี ไม่มีใครเรียกชื่อทราย ว่าทนายทรายเลย ทุกคนเรียกว่าลูกทนายด่าง แล้วมีบางครั้งทรายไปประกันตัวคน คือทรายไปประกันเองเลยนะ ตอนนั้นคุณพ่อไปเมืองนอก พอประกันเสร็จ พ่อของจำเลยเขายืนขึ้นแล้วเขาบอก ขอบคุณทนายด่าง”
ทนายทราย
เธอยอมรับว่า ต้นทุนทางครอบครัวและสิ่งแวดล้อมที่เติบโตมาเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้เธอเป็นทนายความในปัจจุบันนี้ และเป็นการค้นพบคุณค่าในตัวเองและการยืนหยัดทำงานเพื่อความเป็นธรรมในฐานะนักวิชาชีพกฎหมาย
“เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่เราเป็นลูกคนเดือนตุลา หรือการที่เราเป็นลูกทนายสิทธิมนุษยชน มันทำให้ให้เราเป็นอย่างงี้ ก็เลยไม่ได้ไม่ได้รู้สึกแย่ อาจจะรู้สึกว่าอยากแข่งขัน แข่งขันกับพ่อตัวเองเพื่อจะก้าวข้ามสิ่งนี้ ซึ่งก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเรากับพ่อก็จริง ๆ ไม่เหมือนกัน เราควรจะแข่งขันกับตัวเอง”
ทนายทราย

มรดกบาป 6 ตุลา 19
หลังการสังหารหมู่และรัฐประหารในวันนั้น คณะรัฐประหารก็ได้ออกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41ออกเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ที่แก้ไขเพิ่มอัตราโทษในประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา เช่น มาตรา 112 ปรับเพิ่มโทษจากเดิมที่จำคุกไม่เกิน 7 ปี ให้กลายเป็น จำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือดำเนินคดีทางการเมืองกับประชาชนและนักเคลื่อนไหวต่อเนื่องยาวนานมาตลอด 50 ปี รวมถึงมาตรา 138 ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ซึ่งมักถูกนำมาใช้ในคดีการแสดงออกทางการเมือง
สิ่งเหล่านี้ต่อมาถูกเรียกว่า มรดกบาป 6 ตุลา ผลพวงและกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด
สำหรับทนายทรายแล้ว ประสบการณ์ในฐานะที่เป็นทนายคดีการเมืองให้กับเยาวชนและกลุ่มนักเคลื่อนไหวปี 63 ทำให้เห็นว่า แม้บริบททางการเมืองและรูปแบบของกระบวนการยุติธรรมจะแตกต่างกัน หากแต่รัฐยังใช้กฎหมายจัดการกับผู้เห็นต่าง ที่ไม่แตกต่างกันกับเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
และเมื่อเปรียบเทียบการดำเนินคดีทางการเมืองระหว่างเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 กับการเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 2563 ทนายทราย ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างและตรรกะเบื้องหลังการใช้อำนาจรัฐแทบไม่มีความแตกต่างกัน แม้ว่ารูปแบบภายนอกจะปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากเดิมที่ใช้กฎหมายเผด็จการทหารและดำเนินคดีในศาลทหาร มาสู่การใช้กฎหมายอาญาปกติและขึ้นศาลยุติธรรมหรือศาลพลเรือน แต่เป้าหมายหลักยังคงเป็นการ กำจัดและจำกัดเสรีภาพทางความคิด ของประชาชนที่เห็นต่าง
ในคดีประวัติศาสตร์ 6 ตุลาที่มีจำเลย 18 คน รัฐตั้งข้อหารุนแรง เช่น ข้อหากบฏ และกฎหมายว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่ต่างจากคดีการเมืองหลังปี 2563 เช่น กรณีคดีปักหมุด 19 กันยายน ที่รัฐยังคงใช้ข้อหาความมั่นคงและมาตรา 112 เป็นเครื่องมือหลัก
ทั้งสองยุคสมัยมีกระบวนการทำสำนวนคดีที่คล้ายคลึงกัน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจัดทำรายงานย้อนหลังเพื่อผูกโยงกิจกรรมในอดีตของจำเลย เพื่อสร้างภาพให้เห็นว่าบุคคลนั้นมีเจตนากระทำผิดความมั่นคงมาอย่างต่อเนื่อง
“เมื่อเราไปศึกษาสำนวนคดี 6 ตุลา ที่มีจำเลย 18 คน มันก็ไม่ค่อยต่างกับวิธีการที่อัยการปัจจุบันดำเนินคดีกับน้อง ๆ ปี 63 ที่เขาโดนคดีปักหมุด 19 กันยายน สิ่งที่เหมือนกันมาก นั่นคือมีคนมากล่าวหา แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมานั่งพูดว่า ทำรายงานมาแล้วว่า คนพวกนี้ทำกิจกรรมมาตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว”
ทนายทราย
และเมื่อดู ๆ แล้ว จำเลยทั้ง 2 ยุคต่างเป็นคนหนุ่มสาวที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือผู้อยู่เบื้องหลัง แต่เคลื่อนไหวด้วยเจตจำนงบริสุทธิ์ที่ต้องการเห็นสังคมและประเทศชาติดีขึ้นตามบริบทแห่งยุคสมัย เขาก็เลยแสดงออกตามวัยตามสถานการณ์
ทนายทราย ย้ำว่า หลังการล้อมปราบและสังหารหมู่ประชาชนในวันที่ 6 ตุลา รัฐก็ยังคงกระทำความรุนแรงกับประชาชนโดยใช้กฎหมายเป็นอาวุธในชั้นศาล เราเห็นได้ชัดเลยว่า รัฐไทยก็เหมือนเดิม ยังใช้ นิติสงคราม กับประชาชน
“การใช้กระบวนการยุติธรรมและภาษีของประชาชนมาเป็นเครื่องมือปราบปรามประชาชนสะท้อนถึงการทำ นิติสงคราม อย่างเป็นระบบ แม้ฝ่ายผู้กุมอำนาจจะพัฒนารูปแบบการควบคุมให้แนบเนียนขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาพความรุนแรงแบบเปิดเผยในอดีต แต่ฝ่ายประชาชนและเยาวชนก็มีพัฒนาการทางความคิดผ่านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและอินเทอร์เน็ต ทำให้ความขัดแย้งระหว่างการควบคุมกับการแสวงหาเสรีภาพยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง”
ทนายทราย
และนี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว่าอยากเอาสำนวนคดี 6 ตุลา มาทำเป็นกึ่งละครเวทีกึ่งศาลจำลอง ให้คนได้เห็นถึงความรุนแรงของนิติสงคราม เห็นความไม่เป็นธรรมและข้ออ้างของรัฐในการใช้ความรุนแรงต่อนักศึกษาและประชาชน ที่ยังคงซ้ำรอยกับปัจจุบัน
“The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4” เปิดสำนวนคดี 6 ตุลา 19
ในงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 (จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4–6 ต.ค. 69) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีการจัด ศาลจำลอง (จำลองการพิจารณาคดี 6 ตุลา) เพื่อทบทวนและสะท้อนกระบวนการยุติธรรมในอดีตและปัจจุบัน และ ทนายทราย เองก็เป็น 1 ในผู้ร่วมจัดกิจกรรมนี้
เธอนำความรู้และความสามารถในการอ่านสำนวนคดี รวมถึงการอยู่ในจุดที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ นำสิ่งที่มีอยู่มาทำงานร่วมกับนักแสดง ทีมงาน และคนเขียนบททนายทราย บอกว่า หากพูดแบบไม่เท่ เป้าหมายแรก คือ ทำเพื่อคนที่ได้รับความอยุติธรรม ทั้งจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และคดีความต่าง ๆ

หรือถ้าจะให้พูดเท่ ๆ ก็เพื่อให้ผู้รับชมได้เห็นความจริงของกระบวนการยุติธรรมที่ล้มเหลวในการปกป้องผู้เห็นต่างนั้นมันเป็นอย่างไร และกระตุ้นให้สังคมเกิดจิตสำนึกถึงปัญหาความอยุติธรรมและนิติสงคราม รวมถึง การรับผิดรับชอบ หรือที่เรียกว่า Accountability ที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงโดยรัฐแล้ว ไม่มีการรับผิดชอบ ไม่มีการเยียวยา มีแต่คนพ้นผิดลอยนวล แล้วปล่อยให้เรื่องนี้ลืม ๆ กันไป สังคมไทยยังคงติดหล่มอยู่กับวัฒนธรรมการปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล โดยองค์กรของรัฐมักเลือกใช้ความเงียบเพื่อรอให้กระแสสังคมจางหายไป ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม
สำหรับ The Trial ห้องพิจารณาคดีที่ 4 ห้องพิจารณาคดีที่สร้างขึ้น ก็เป็นพื้นที่ที่คนดูเข้าไปนั่งและมีอิสระที่จะคิด จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้
“แต่คุณอาจจะไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งมันจะเป็นคุณหรือเป็นลูกคุณไหม เพราะว่าถ้าคุณคิดเสมอว่า ถ้าฉันไม่ทำอะไร ฉันก็ไม่ผิด คุณไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่ง วันมะรืน เขาอาจจะบอกว่าสิ่งที่คุณทำอยู่ผิด ออกกฎหมายมาเลย แล้วคุณก็โดนแบบนี้ ดังนั้น เมื่อเราเข้าไปสู่ห้องพิจารณาคดีที่ทรายกับเพื่อน ๆ ทำ ทรายอยากให้นั่งแล้วก็มีอิสระที่จะคิดอะไรก็ตาม จะคิดว่าจะชอบกระบวนการแบบนี้ก็ได้ ชอบให้ประเทศมีกระบวนการแบบนี้ หรือจะไม่ชอบก็ได้ ให้ประเทศไม่ต้องมีกระบวนการแบบนี้ แต่อยากจะให้ไปนั่งด้วยจิตใจที่พร้อมที่จะวิพากษ์วิจารณ์และเห็นมันอย่างที่วันหนึ่งมันอาจจะเป็นคุณ”
ทนายทราย
มรดกจากคนเดือนตุลา ส่งต่อถึงการใช้ชีวิต
แม้มรดกบาป 6 ตุลา ยังคงสืบทอดมาถึงปัจจุบันเป็นเวลา 50 ปี มรดกคนเดือนตุลา ก็ยังคงสืบสานมาถึงทายาทและคนรุ่นหลังเช่นกัน
มรดกสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคนรุ่น 6 ตุลา ไม่ใช่ความเคียดแค้นหรือการเรียกร้องความรุนแรงตอบโต้ แต่คือ ความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ (Empathy) ความเข้มแข็งของคน 6 ตุลา ที่แปรเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม และความเมตตาที่ยังคงเชื่อมั่นในการส่งต่อสิ่งที่ดีงามเพื่อผู้อื่นต่อไป
นอกเหนือจากแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยความหวัง และความเข้าอกเข้าใจ มากกว่าการใช้ความเกลียดชังเป็นแรงผลักดัน เธอยังมองเห็น มิตรภาพที่ยังหล่อเลี้ยงจิตใจให้คนเดือนตุลายังคงสู้ต่อไปให้กับเพื่อนที่จากไป เมื่อ 50 ปีก่อน

“มรดกที่ได้จากคน 6 ตุลา คิดว่าก็คงเป็นสังคมรุ่นพี่ที่ที่เข้าใจเรา หลายครั้งที่ทรายได้พบเจอคน 6 ตุลาทั้งในฐานะลูกในฐานะหลาน ในฐานะเพื่อนร่วมงาน หรือหลายคนก็กลายมาเป็นลูกความเรานะ พูดตรง ๆ”
“พวกเขาเข้มแข็งนะ การที่เขาผ่านอะไรแบบนี้มา ในขณะเดียวกันเขาก็ยังออกมายืนตรงนี้ เรียกร้องความเป็นธรรมให้เพื่อนเขาได้ ทรายคิดว่าเขาเข้มแข็ง มันก็ทำให้ทรายมองโลกแบบมีสติมากขึ้นเพราะว่าหลายหลายครั้งการวางตัวของพวกเขาทั้งหมดสอนเรา เป็นอีกเรื่องนึงที่ทำให้ทรายเห็น ก็คือคุณค่าของมิตรภาพ ที่เขายังคงสู้ต่อ เคลื่อนไหวต่อ ก็มีเหมือนกันที่ทรายได้ยินเขาพูดว่า อยากจะพิสูจน์ให้เพื่อนที่ตายไปเขารู้ว่า กูก็ยังทำให้มึงอยู่นะ”
ทนายทราย ฝากทิ้งท้าย

