“สันติวิธี ไม่ใช่การยอมจำนน แต่คือการยืนหยัดพูดความจริงในยามที่สังคมเต็มไปด้วยความหวาดกลัว”
กว่าครึ่งศตวรรษหลังโศกนาฏกรรม 6 ตุลา 2519 บาดแผลทางประวัติศาสตร์ยังคงเป็น หนามยอกอก สังคมไทย ในวันที่ความจริงและ การยอมรับผิด จากรัฐยังรอการคลี่คลาย
The Active สนทนากับ รศ.โคทม อารียา จากอาจารย์วิศวกรรมศาสตร์ ผู้ริเริ่มก่อตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งแรกของประเทศสู่ผู้บุกเบิก และขับเคลื่อน ขบวนการสันติวิธี ท่ามกลางความขัดแย้ง 2 ขั้วอำนาจ
ท่ามกลางโครงสร้างอำนาจที่เอื้อต่อ การเข่นฆ่า และ ความรุนแรง ยังคงฝังรากเป็น วัฒนธรรมส่วนลึก สันติวิธีอาจเป็นเพียงไม่กี่คำตอบที่ยังคงหลงเหลือเพื่อพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า แม้การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบคิดของสังคมอาจต้องใช้เวลาชั่วชีวิต

14 ตุลา 16 ถึง 6 ตุลา 19 คุณอยู่ที่ไหน ? เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไร ? ในสังคมช่วงนั้น
ผมมาเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาฯ ในปี 2511
ช่วงเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ตอนนั้นยังหนุ่มอยู่ ผมก็ไปเดินขบวนกับเขานะ วันที่ 15 หรือ 16 ตุลาฯ มีการบอกว่า นักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ นักศึกษาเป็นคนต่างชาติต่าง ๆ นา ๆ ซึ่งมันไม่มีมูลเลย
“หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ผมได้แต่คิดละอายใจอยู่บ้างที่ทำอะไรไม่ได้เลย”
รศ.โคทม อารียา
พอเข้าสู่เดือน พฤศจิกายน ผมน่าจะดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาคณาจารย์ จุฬาฯ แล้ว จึงขออนุญาตใช้สำนักงานสภาคณาจารย์ จุฬาฯ ประชุมหารือกับผู้สนใจ บ้างก็ไปหอประชุมใหญ่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ บ้างก็ไปที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
เราเชิญคนที่สนใจเรื่องสิทธิเสรีภาพมานั่งคุยกันถึงเรื่องความรุนแรงนี้ว่าเหตุใด ? เราจึงทำอะไรไม่ได้เลย มันน่าละอายแก่ใจนัก คุยกันไปคุยกันมา ก็เห็นควรที่จะตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งแรกขึ้นในประเทศไทย นั่นก็คือ สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน 10 ปีให้หลัง (กุมภาพันธ์ 2526) มีการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสมาคมในนาม สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) จนถึงปัจจุบัน ทั้ง 2 ชื่อไม่ต่างกัน ต่อเนื่องกันมาจากเจ้าเดียวกัน
แม้สถานการณ์หลัง 14 ตุลาฯ เสียงคนส่วนใหญ่เข้าข้างนักศึกษา แต่พอถึง 6 ตุลาฯ แล้ว เสียงมันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ มีการโหปั่นกระแสเพื่อสร้างความเข้าใจผิด ทั้งการป้ายสีเรือ่งคอมมิวนิสต์ ภัยคุกคามจากเวียดนาม ไปจนถึงข้อหาหมิ่นพระบรมฯ
“ผมสารภาพว่าไม่ได้ไปร่วมชุมนุมหรือชูธงอยู่ในธรรมศาสตร์หรอก ผมไม่ได้เก่งพอ ผมได้แต่เข้าไปอยู่แถวศิริราช แต่สุดท้ายก็ต้องถอย เพราะเหตุการณ์มันมาถึงจุดที่รุนแรงมากจนทำอะไรไม่ได้แล้ว”
รศ.โคทม อารียา
“สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน” มีบทบาทอย่างไร ?
ช่วงแรกที่ตั้งสหภาพฯ เหมือนเรากำลังเปิดฝาสิ่งที่ถูกกดทับในสังคมไทยมาโดยตลอดออก
มีคนมาร้องเรียนมากมาย ทั้งแรงงาน ชาวนาชาวไร่ เกษตรกร เขาจะประท้วงเรื่องอะไรก็วิ่งมาหาเราหมดเพราะคิดว่าเราช่วยทำได้
ยุคนั้นเราทำงานทั้งเรื่องการปฏิรูปที่ดิน ชีวอนามัย ประกันสังคม บางอย่างก็ค่อนข้างสำเร็จ (ประกันสังคม) บางอย่างก็ดีขึ้นบ้างตามลำดับ (ชีวอนามัย) แต่บางอย่างก็ไม่ค่อยสำเร็จ (ปฏิรูปที่ดิน)
สมาชิกเราตอนนั้นมีอยู่ประมาณ 10 กว่าคน โดยมากอยู่ในแวดวงนักวิชาการ เช่น อ.เสน่ห์ จามริก เป็นประธานคนแรกของสหภาพฯ อ.พฤทธิสาณ ชุมพล เป็นรองประธาน คุณอนันต์ เสนาขันธ์ อ.สุธีรา ทอมสัน และอีกหลายคนที่ผมจำไม่หมด แม้แต่ในยุคหลัง ศุภชัย ใจสมุทร หรือ สมชาย หอมลออ ก็มาช่วยงานเหมือนกัน
ผมมีช่วงที่เป็นประธานอยู่พักหนึ่ง ในปี 2519 พอเกิด 6 ตุลาฯ สถานการณ์มันก็ตึงเครียด เราก็หยุดงานสหภาพฯ ไปชั่วคราว แล้วเริ่มทำงานในนาม กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) โดยเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนและสันติวิธีเป็นหลัก
กศส. มักจะแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น ตอนครบรอบ 1 ปี 6 ตุลา เราก็ไปประกอบพิธีสงฆ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ณ ต้นมะขาม ต้นที่มีการแขวนคอผู้ชุมนุม เหรือไปจัดงานทำบุญที่วัดมหาธาตุ กิจกรรมของเราไปในทิศทางบวกก็จริง แต่เป้าหมายสำคัญคือ เราไม่อยากให้คนลืม

อีกสิ่งหนึ่งที่กศส. ทำ คือการจัดทำรายงานสิทธิมนุษยชนเพื่ออธิบายสถานการณ์ในประเทศไทย เรามีคนหนุ่มสาวลงไปเก็บข้อมูล แล้วส่งต่อให้ นิโคลัส เบนเน็ตต์ (Nicholas Bennett) ซึ่งในเวลานั้นเขาได้เข้ามาทำงานในประเทศไทยในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการศึกษา ประจำกระทรวงศึกษาธิการและเป็นปรึกษาของ UNESCO
ทุก 2-3 เดือน นิโคลัสจะทำรายงาน แล้วส่งให้ อ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ เพื่อส่งต่อเข้าสภาคองเกรสเพื่ออธิบายว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ในเวลานี้แย่และโหดร้ายเพียงใดจากการสู้รบระหว่าง พคท. กับทหาร และมีคนตายทั้ง 2 ฝ่าย
แม้เสียงจากฝั่งเราเบานิดเดียว แต่มันยังมีเสียงจากรอบด้านที่กดดันรัฐบาล สุดท้ายรัฐบาลประกาศนิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ
ทั้งหมดคือบทบาทของกลุ่ม กศส. ที่ดำเนินงานต่อเนื่องเรื่อยมาตั้งแต่สมัย 6 ตุลาฯ กระทั่งหลังนิรโทษกรรมจึงแปลงรูปมาเป็น มูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม
ในขณะที่ สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถูกแปลงชื่อมาเป็น สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นับตั้งแต่ 14 ตุลา วันนี้ก็ยังทำงานอยู่รวมแล้ว 53 ปี นี่เป็นอีกสิ่งที่ผมดีใจ
“เราไม่เชื่อว่าอำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืน ไม่ว่าปืนนั้นจะเป็นปืนของทหารหรือปืนของ พคท. เพราะความรุนแรงไม่ใช่วิถีของการเข้าสู่อำนาจ อำนาจต้องมาจากความยินยอมของประชาชน ตอนนั้นเราคิดแบบนี้ เพ้อหรือเปล่า ฟุ้งเฟ้อหรือเปล่า เราไม่รู้หรอกแต่ยังคิดอยู่แบบนั้นมาโดยตลอด”
รศ.โคทม อารียา
ตอนนั้นมีการใช้วิทยุกระจายเสียงปลุกระดม มีการขว้างระเบิด มีคนเสียชีวิต พวกเราคิดว่าปัญหามันแก้ได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง จึงเห็นพ้องกันว่าต้องพูดเรื่องสันติวิธี
จากนั้นเราเริ่มจัดประชุมด้านสันติวิธี คราวนี้มีกระทิงมาเยี่ยมเลย (หัวเราะ) พวกเขาไม่ได้ทำร้ายเราแต่ก็มาแสดงตัว เห็นได้ชัดเจนว่ามีการจัดตั้ง เตรียมการเพื่อจะทำอะไรบางอย่าง
เมื่อจอมพลถนอม กลับมาฝ่ายนักศึกษาก็ฮึกเหิม พูดภาษาชาวบ้านคือ “ไม่ดูตาม้าตาเรือ” เขารุกเข้ามา เราก็รุกเต็มที่ ไม่ประเมินทั้งกำลังตัวเองและไม่ประเมินพื้นที่ คิดว่าธรรมศาสตร์ปลอดภัย สุดท้ายก็เกิดเหตุความรุนแรงขึ้น
เป็นอาจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ทำไม ? จึงสนใจงานด้านสันติวิธีและสิทธิมนุษยชน
ความสนใจเรื่องสันติวิธีมาจากปมด้อยของผม ผมเรียนจบ ม.8 ที่ประเทศไทยตอนอายุยังไม่ถึง 17 ปี แล้วก็ต้องไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส
ผมเป็นเด็กไทยที่ไม่มีความรู้รอบตัวอะไรเลย พอไปคุยกับเพื่อนคณะวิศวะฯ ที่นั่นก็แปลกใจ พวกเขาไม่ได้สนใจแค่คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี แต่สนใจปัญหารอบตัว คุยกันเรื่องการเมืองบ้าง ปรัชญาบ้าง เขาคุยอะไรกันผมไม่รู้เรื่องกับเขาเลย ได้แต่โดนเพื่อนหัวเราะเยาะ
นั่นเลยทำให้ผมไปไล่หาหนังสืออ่านตามเพื่อนและต้องฝึกภาษาฝรั่งเศสไปด้วย การอ่านหนังสือพิมพ์เป็นเรื่องยากผมเลยเริ่มจากการอ่านนวนิยาย
ครั้งหนึ่งผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับคุณหมอชไวเซอร์ (Albert Schweitzer) เขาเป็นทั้งนักปรัชญา และนักเปียโน แต่เลือกที่จะไปตั้งคลินิกอยู่ในแอฟริกาที่ห่างไกลมาก ต้องพายเรือเข้าไปเป็นวัน ๆ พอเริ่มไม่มีเงิน เขาจะกลับมายุโรปเพื่อจัดคอนเสิร์ตหาเงินแล้วกลับไปใหม่ ผมอ่านเรื่องราวของแกแล้วรู้สึกประทับใจ เริ่มคิดว่าเราต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคม
อีกเล่มที่ผมจำได้ดีคือหนังสือของ อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) เล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้นที่รัสเซีย มีผู้ก่อการร้ายเตรียมระเบิดไปขว้างใส่แกรนด์ดยุก (Grand Duke) ครั้งแรกไม่สำเร็จเพราะหลานชายของแกรนด์ดยุกมาด้วย แต่ครั้งที่สองผู้ก่อการร้ายทำสำเร็จ แกรนด์ดยุกเสียชีวิต
ชายาของแกรนด์ดยุกบอกกับผู้ก่อการร้ายว่าจะอภัยโทษให้หากรับสารภาพ แต่ผู้ก่อการร้ายกลับตอบว่าเค้าเอาชีวิตของคนหนึ่งไป เขาต้องถูกตัดสินในทำนองเดียวกัน
เรื่องราวในหนังสือเหล่านี้เต็มไปด้วยการใช้ความรุนแรง เมื่อฆ่าใครไป ราคาที่ต้องจ่ายคือการต้องยอมให้เค้าคร่าชีวิตคุณไปด้วย
“ตอนนั้นผมเป็นนักศึกษา อายุเพียง 20 ปี ผมอ่านเรื่องนี้แล้วคิดถึงตัวเอง ว่าหากเป็นผม ผมจะกล้าหาญพอที่จะต่อสู้ด้วยอาวุธได้อย่างไร และหากผมไปทำร้ายใครเข้า ผมต้องไปสารภาพและยอมให้เขาประหารชีวิต ตรรกะนี้ทำให้ผมชะงัก แล้วรู้ตัวว่าผมไม่กล้าพอ ผมทำแบบนี้ไม่ไหวเลยคิดว่าเอาอย่างนี้แล้วกัน สันติวิธีนี่แหละ คือสิ่งที่ผมทำได้”
รศ.โคทม อารียา
ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้รัฐบาลทหารมาตั้งแต่ปี 2500 ตอนนั้นราวปี 2510 แล้ว ผมคิดว่าเราควรจะทำอย่างไรดี กลับไปต่อสู้ด้วยความรุนแรงหรือสู้ด้วยสันติวิธี
จากนั้นผมก็เริ่มศึกษาสันติวิธี เริ่มเห็นความสำคัญ เริ่มเห็นความเป็นไปได้ แม้มันจะได้บ้างไม่ได้บ้างจนบัดนี้ แต่อย่างน้อยมันก็ขยับสังคมไทยไปได้บ้างไม่มากก็น้อย
หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ สังคมไทยตกอยู่ในความหวาดกลัว ช่วงเวลานั้นสมาคมฯ มีบทบาทอย่างไร ?
ช่วง 6 ตุลาฯ มีการการใช้อำนาจ เต็มไปด้วยความรุนแรง ทุกอย่างหยุดหมด ทุกคนเลือกอยู่อย่างสงบเพราะความหวาดกลัว เราเริ่มคิดว่าสถานการณ์แบบนี้ต้องทำอะไรบางอย่าง
กศส.เลยจัดประชุม เริ่มพูดถึงสันติวิธี เพราะสันติวิธีไม่การรอให้เหตุการณ์สงบ แต่ต้องพูดในสถานกาณ์ที่รุนแรงทำร้ายกัน
ตลอด 10 ปี แรก (ตั้งแต่ปี 2519) คนสำคัญที่ช่วยงานคือ พระไพศาล วิสาโล ในปัจจุบัน และมี คุณศรีสว่าง พัววงศ์แพทย์ ช่วยไปจดทะเบียนเป็นสมาคมในช่วงปี 2522 – 2523
ต่อมา สมาคมฯ ได้ขยายบทบาทสู่การผลักดันกฎหมายประกันสังคม ควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง กระทั่งร่วมก่อตั้ง คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ขึ้นในปี 2525 เพื่อเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญ
โดยเฉพาะการคัดค้านกลุ่มทหารที่นำโดย พล.อ. อาทิตย์ กำลังเอก ผบ.ทบ. ซึ่งพยายามผลักดันให้ต่ออายุบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2521 เพื่อเปิดทางให้ตนเองสามารถก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ครป. จึงเคลื่อนไหวปกป้องข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญที่ห้ามมิให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ถัดมาในช่วง ปี 2534 เราได้เคลื่อนไหวคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ รสช. มีการจัดชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวงในเดือนพฤศจิการยน 2534 ในเวลานั้นถือเป็นการจัดชุมนุมท่ามกลางบรรยากาศการปกครองของคณะรัฐประหาร เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว จนกระทั่งฝ่าย รสช. ยอมแก้ไขตามข้อเสนอ จึงยุติการชุมนุม
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่รณรงค์จนสำเร็จในครั้งนั้นคือเรื่องผู้รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งในร่างเดิมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี อุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธาน กำหนดให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้รับสนองฯ
แต่จากการผลักดันและเจรจาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการแก้ไขเปลี่ยนมาเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ในเวลาต่อมา อาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ใช้บทบาทนี้เสนอชื่อ อานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจรอบสอง
ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของสมาคมฯ ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชน

เหตุการณ์เดือนตุลาฯ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนเรื่องสันติวิธีในประเทศไทย ?
ในภาษาฝรั่ง คำว่า สันติวิธี มีหลายสำนวน เช่น Peaceful means หากแปลตรงตัวก็แปลว่าสันติวิธี ใช่ไหม ? หรือคำว่า Nonviolence อันนี้ก็แปลว่า ไร้ความรุนแรง พอมาแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนเสนอให้ใช้คำว่า สันติวิธีบ้าง ไร้ความรุนแรงบ้าง แม้ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ จะไม่ค่อยชอบคำว่าสันติวิธีนัก เพราะความหมายไม่ตรงกับคำว่า Nonviolence แต่สุดท้ายคำว่า สันติวิธี ก็ติดตลาดมากกว่า
ในตอนนั้น แนวคิดเรื่องสันติวิธีเป็นสิ่งที่มีประปรายอยู่แล้วในหมู่นักวิชาการในสังคมไทย เพียงแต่ไม่ได้ถูกทำให้ตกผลึก แปรเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหว หรือปฏิบัติการทางการเมือง
อย่าง พล.อ. สายหยุด เกิดผล เป็นหนึ่งในผู้ที่พยายามขับเคลื่อนเรื่อง การเลือกตั้งที่สุจริต มาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ก่อนกลุ่มนักวิชาการและก่อนกลุ่มพวกเราด้วยซ้ำ ซึ่งผมมองว่านี่เป็นวิถีทางของสันติวิธีเช่นกัน
หรืออย่าง นิโคลัส เบนเนตต์ ที่กล่าวถึงไปในตอนต้น เขาเป็นผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งและมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง เขาเปิดบ้านพักให้ลูกศิษย์ลูกหาซึ่งเป็นผู้นำนักศึกษาเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสันติวิธีอยู่เนือง ๆ ครั้งหนึ่ง เขาเคยพาผม, อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์, และ พระไพศาล วิสาโล เดินทางไปฝึกฝนด้านสันติวิธีไกลถึงประเทศเม็กซิโกนานถึง 3 สัปดาห์ มีการฝึกว่าถ้าลองตีคุณ ลองทำโน่ทำนี่กับคุณสารพัด แล้วลองดูซิคุณจะว่าอย่างไร
และที่ขาดไม่ได้คือ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และยังมีนักวิชาการอีกหลายคนที่ศึกษาเรื่องนี้มานาน แต่ที่เป็นรูปเป็นร่างมากที่สุดในสังคมไทยผมคิดว่าน่าจะเป็นสมัยกลุ่มกศส. เริ่มขึ้น
ผมคิดว่าการขับเคลื่อนของเขาทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้แนวคิดสันติวิธีเริ่มปรากฏและหยั่งรากขึ้นในสังคมไทย
ความยากของการพูดเรื่องสันติวิธีในยุคนั้นคืออะไร ?
“ถ้าคุณทำงานด้านสันติวิธี คนที่ใช้ความรุนแรงเขาไม่ชอบขี้หน้า ในยุคนั้น สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพ เป็นชื่อที่ฝ่ายทหารไม่ชอบนัก ทหารส่งคนไปค้นสำนักงานของเราที่ถนนราชปรารภแล้วออกข่าวโดยกรมประชาสัมพันธ์ ระบุว่าพบเอกสารประชาธิปไตยจำนวนมากที่นี่ แล้วยึดไป”
รศ.โคทม อารียา
หรืออีกเหตุการณ์หนึ่ง ในช่วงเวลานั้นมีการอบรมข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องภัยคุกคามชาติ ผมก็เขาไปฟังเหมือนกัน ผู้อบรมบอกว่า ตอนนี้มีกลุ่ม ๆ หนึ่ง เคลื่อนไหวเป็นภัยสังคม ชื่อ กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ… ผมฟังก็ตกใจว่าเขาหมายถึงเราเองนี่หว่า (หัวเราะ)
นอกจากนี้เรายังถูกโจมตีจากอีกฝ่าย มีเสียงตามสาย จาก พคท. โจมตีสมาคมฯ ว่าเป็น ลัทธิแก้ หรือ ลัทธิปากกระบอกปืน บอกว่าพวกเราพูดเรื่องบ้าบออะไรอยู่ เราโดนโจมตีจากทั้ง 2 ฝ่ายซึ่งมันเป็นปกติมากสำหรับคนทำงานด้านสันติวิธี
ความยากของงานสันติวิธีในยุคนั้นคือการต้องอยู่รอดท่ามกลาง 2 ขั้วอำนาจ ด้านหนึ่ง รายงานสถานการณ์ต้องเที่ยงตรงอย่างที่สุดเพื่อไม่ให้ฝ่ายทหารเล่นงานได้ อีกด้านหนึ่ง กลุ่มต้องใช้หลักธรรมทางศาสนาเรื่อง การฆ่าเป็นบาป เป็นหลักยึดเหนี่ยว เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้เข้าร่วมการจับอาวุธต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างแน่นอน
ทั้งหมดนี้ ทำให้เห็นว่าในเวลานั้นการพูดเรื่องสันติวิธีไม่ใช่เรื่องง่าย สันติวิธี ไม่ใช่การไม่หวาดกลัว แต่คือการไม่ถอยเมื่อถูกทำร้าย และต้องฝึกฝนอย่างมีวินัย
กศส. เองก็พยายามจัดฝึกอบรมเรื่องสันติวิธีให้แก่คนหนุ่มสาวในยุคนั้น จนเกิดคนรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการขับเคลื่อนอย่าง คุณนารี ผู้ซึ่งยึดมั่นและแน่วแน่บนเส้นทางสันติวิธีเรื่อยมา
จากอดีต จนถึงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองหลายครั้งในยุคนี้ มองความเข้าใจเรื่อง “สันติวิธี” ของรัฐไทยอย่างไร ?
ประเทศไทยเผชิญกับคลื่นความรุนแรงทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ปี 2535 หรือการสลายการชุมนุมทางการเมืองน ปี 2553 ในทุกวิกฤตที่เกิดขึ้น พวกเราพยายามเรียกร้องและขับเคลื่อนให้ทุกฝ่ายหันมาใช้ สันติวิธี
แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องยากอยู่…
หรือกรณีปัญหาความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อเสนอให้ใช้สันติวิธี ฝ่ายความมั่นคงก็ตอบรับว่ามีการตั้งหน่วยงานด้านสันติวิธีขึ้นมาจริง แต่เป็น สันติวิธีที่ต้องทำตามกรอบของกฎหมาย ซึ่งในแง่หนึ่งเราก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะเขาทำหน้าที่รักษากฎหมาย
แต่แท้จริงแล้ว สันติวิธีไม่ได้มีความหมายแค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่คือ กระบวนการคลี่คลายปัญหาทางการเมืองโดยไม่ใช้ความรุนแรง แน่นอนว่าการใช้กฎหมายเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องอยู่บนขอบเขตความชอบธรรมและความตรงไปตรงมา
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นในลักษณะที่อ้างว่าปิดล้อมตรวจค้นเพราะพบพฤติกรรมต้องสงสัย แล้วบอกว่าผู้ก่อเหตุต่อสู้จนนำไปสู่การวิสามัญฆาตกรรม
แม้คนทั่วไปอาจจะเชื่อตามรายงานนั้น แต่หลายครั้งผมกลับไม่เชื่อ เพราะต่อให้อ้างว่าเป็นปฏิบัติการตามกฎหมายหรือพยายามใช้สันติวิธีเพียงใด ท้ายที่สุดปลายทางก็ยังมีคนต้องสูญเสียชีวิตอยู่ดี
6 ตุลาฯ ผ่านมา 50 ปี ความรุนแรง สันติวิธี และสิทธิมนุษยชนในบ้านเราเปลี่ยนไปอย่างไร ?
โยฮัน กัลตุง (Johan Galtung) วิเคราะห์ไว้ว่าความรุนแรงจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ความรุนแรงทางตรง, ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม และความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
- ความรุนแรงทางตรง คือ การทำร้ายร่างกายหรือการเข่นฆ่ากันโดยตรง แม้ในปัจจุบันการบังคับใช้กฎหมายจะยังไม่ได้สมบูรณ์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยที่สุดก็พัฒนาขึ้นกว่าในอดีตมาก
- ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม คือชุดค่านิยมหรือความเชื่อที่คอยสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรง ในยุคนี้เราเริ่มเห็น วัฒนธรรมมือถือ หรือวิถีชีวิตดิจิทัลเข้ามาช่วยรื้อถอนวัฒนธรรมส่วนลึกบางส่วนที่ไม่สมเหตุสมผลออกไปบ้างแล้ว
- ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เป็นความรุนแรงที่มองไม่เห็นตัวผู้กระทำชัดเจน แต่มันแฝงตัวอยู่ในระบบที่สร้างความอยุติธรรม การเอารัดเอาเปรียบ การขูดรีด และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ จนเกิดคำถามว่าทำไมคนถึงยังยากจนอยู่ขนาดนี้
“สำหรับบ้านเรา ผมมองว่าทุกมิติกำลังค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ อาจไม่ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เปลี่ยนจากดำเป็นขาว หรือก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วอย่างที่เราตั้งใจไว้ แต่สังคมกำลังค่อย ๆ ปรับเฉด จากสีดำเป็นสีเทาแก่ และกลายเป็นสีเทาอ่อน ค่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ อย่างทุกวันนี้”
รศ.โคทม อารียา
ด้านสถานการณ์ความรุนแรงและสันติวิธีในบ้านเรามันเหมือนลมฟ้าอากาศ ขึ้น ๆ ลง ๆ บางครั้งก็อ้างถึงความจำเป็นในการใช้ความรุนแรงเพื่อปราบปรามยาเสพติด บางครั้งอ้างว่าป้องกันตนเองจากเหตุความไม่สงบ หรือบางครั้งก็อ้างชาตินิยม มันอ้างได้ทั้งนั้น
แท้จริงแล้วหัวใจของสันติวิธีคือการมองว่า ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สังคมเรายังคุ้นชินและมองว่าเรื่องเล่าอย่างการ ตัดหัวเอาเลือดมาล้างตีน ว่าเป็นสิ่งที่ชอบธรรมและสมควรได้รับ ทั้งที่มันเป็นเพียงเรื่องเล่าเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่จริง แต่ถูกแต่งเติมขึ้นมาเรื่อย ๆ
ทว่าเรื่องเล่าพวกนี้กลับฝังตัวกลายเป็น วัฒนธรรมส่วนลึก ที่ดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่น การที่สังคมจะเปลี่ยนระบบคิดของคนให้หันมาเชื่อมั่นในสันติวิธีอย่างแท้จริงจึงเป็นเรื่องยากมากแต่ผมยังคงเชื่อเสมอว่าทำได้ แม้ต้องใช้เวลา
ตัวอย่างเช่นเรื่องโทษประหารชีวิตที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกยกเลิกไปเกือบหมดแล้ว ผมพยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนวิธีคิด เพราะในทางอาชญาวิทยา (Criminology) โทษประหารก็ไม่เคยช่วยลดอาชญากรรมร้ายแรงลงได้จริง ไม่เคยมีใครคิดว่า ต่อไปนี้จะฆ่าคนได้สบาย ๆ เพราะอย่างไรก็ไม่ต้องถูกประหาร เพราะในความเป็นจริงแรงจูงใจในการก่อคดีฆาตกรรมมันมีเหตุปัจจัยซับซ้อนกว่านั้นมาก
แต่อย่างน้อยที่สุด ผมคิดว่าวันนี้ สันติวิธี ก็เข้าหูคนแล้ว แต่จะเข้าไปถึงหัวใจลึกแค่ไหน คงต้องดูตามแต่เหตุปัจจัยไป อย่างน้อยวันนี้คนยังไม่ร้องยี้กับคำว่าสันติวิธีเสียทีเดียว ผมก็ยังโอเค (หัวเราะ)

“วัฒนธรรมส่วนลึก” คืออะไร ? สังคมไทยจะก้าวผ่านไปได้อย่างไร ?
วัฒนธรรมส่วนลึก คือ ความเชื่อดั้งเดิมที่ซึมลึกผ่านการบอกเล่า นวนิยาย และตัวอย่างที่พูดตอกย้ำกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนกลายเป็นความจริง
การจะก้าวผ่านไปได้ต้องใช้ความเข้าใจ หากเขายังไม่เข้าใจ เราก็อธิบายไปเรื่อย ๆ หลายคนพูดเรื่อย ๆ พูดซ้ำ ๆ มากเข้า นานวันเข้ามันก็เปลี่ยน มันคือวิธีแบบเดียวกัน
ตอนผมยังทำงานที่มหิดล มีคนพูดกับผมว่า ดูสิ ไปทำงานด้านสันติวิธีมาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่ตอนนั้นเรามีทีมอยู่ไม่ถึง 10 คน มีงบประมาณแค่ 2-3 ล้านคน เมื่อเทียบกับกองทัพที่มีงบประมาณเป็นแสนล้านมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในเมื่อทรัพยากร ความคิด และนโยบายของประเทศมันเป็นอย่างนั้น จะให้ผมเปลี่ยนสถานการณ์์บ้านเมืองได้อย่างไร
สมัยก่อนเราเชื่อกันว่าโลกแบนใช่ไหม ความเชื่อนี้มันแข็งแรงมากจนหากใครบอกว่าโลกกลมอาจเสียชีวิตได้ คุณไม่มีทางไปเปลี่ยนความเชื่อเขาได้หรอก แต่เมื่อวันหนึ่งมีคนอธิบายว่าโลกกลม แล้วคนส่วนมากยอมฟัง นานวันไปมันก็กลายเป็นความเชื่อใหม่เอง
ไม่ว่าจะเรื่องก็ตาม วันดีคืนดีมันเกิดขึ้นไม่ได้หรอก ทุกอย่างต้องใช้เวลา เรื่องสันติวิธีจะใช้เวลานานแค่ไหนผมไม่รู้หรอก เราก็ได้แต่เซาะกร่อนบ่อนทำลายนโยบายที่ใช้ความรุนแรงไปเรื่อย ๆ มันแข็งแรงเหลือเกิน แม้วันนี้ยังไม่สำเร็จ ผมทำได้แค่ไหนก็แค่นั้นแหละ ผมคงไม่อยู่ดูแล้ว (หัวเราะ)
ตลอดการต่อสู้ที่ผ่านมา สันติวิธี สร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมได้จริงแค่ไหน ?
“สำหรับผมแล้ว ผมไม่ได้แยกสันติวิธีออกจากประชาธิปไตยเสียทีเดียว ผมเชื่อว่าประชาธิปไตยคือการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี เป็นการแก้ปัญหาทางการเมือง เพื่อหาความเห็นพ้องร่วมกัน“
รศ.โคทม อารียา
แม้ท้ายที่สุดแล้วจะมีการนิรโทษกรรม แต่หากถามว่า สันติวิธีมีส่วนในการเปลี่ยแปลงสังคมในทางบวกจริงหรือไม่ ผมคิดว่าไม่มีอะไรชัดขนาดนั้น ทุกสิ่งที่เกิดขี้นมีเหตุปัจจัยซับซ้อนมากมาย
สำหรับยุคนี้ เราจะเอาสันติวิธีมาใช้กับชีวิตยังไง ?
สิ่งที่มากระทบเรา มันมาจากปัจจัยภายนอกส่วนหนึ่งและมาจากภายในส่วนหนึ่ง
หากเราพึ่งพาปัจจัยภายนอกเกินไป แล้วสิ่งเหล่านั้นมันไม่เปลี่ยนตามที่เราอยากให้มันเเป็น เราก็จะมีแต่ความคับข้องใจ ไม่มีสันติสุข
ถ้าหากเราพึ่งพิงปัจจัยภายนอกให้น้อยลง สร้างความเข้มแข็งในใจให้มากขึ้น เมื่อถึงเวลานั้น แม้ปัจจัยภายนอกจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร ใจเราจะไม่ไขว้เขว เพราะเรามี ความหยุ่นตัว (Resilience) แม้คุณจะล้มกี่ครั้งก็ตาม คุณจะสามารถลุกขึ้นมา เดินหน้า และสู้ต่อไปในแนวทางที่คุณเชื่อได้อย่างไม่สั่นไหว
ความรุนแรงในไทย อะไร ? คือสิ่งที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนที่สุด
ปฏิรูป สว. ปฏิรูปโครงสร้าง เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส คุณรู้อยู่แก่ใจว่ามันมีปัญหา ถ้าคุณเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา คุณก็ต้องช่วยแก้ปัญหา เสนอร่างกฎหมายปฏิรูป แก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ สรรหา สว. ชุดใหม่ให้มันดีมีฉันทามติ อย่าถือว่า อำนาจในมือคืออ้อยในปากช้าง
ผ่านมา 50 ปีแล้วทำไม ? วันนี้ยังต้องพูดถึงบทเรียน 6 ตุลาฯ
ศึกนี้ ยอมรับสิว่ามันเป็นการกระทำของรัฐที่ทำให้คนเสียชีวิต มีคนบอกว่า ‘คนไทยลืมง่าย แค้นนาน’ ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วย แต่ผมเชื่อว่า
“คนไทยอภัยได้ แต่ไม่ลืม”
เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ผ่านไป 50 ปี ผ่านไปแล้ว ผมขอให้อโหสิกรรม ไม่แค้นเคืองต่อกัน แต่ต้องไม่ลืม วิธีหนึ่งที่จะตอบสนองความต้องการที่จะไม่ลืมคือการสร้างอนุสรณ์สถาน
ในธรรมเนียมเดิม เมื่อศึกสงครามยุติลงจะมีการสร้างเจดีย์บ้าง เอาขวานไปฝังดินบ้าง เพื่อทำให้เห็นว่าเหตุการณ์นั้นเป็นบทเรียนสำคัญ
“ผมเรียกร้องว่าผมอยากเห็นอนุสรณ์สถาน 6 ตุลาฯ เกิดขึ้น ขอให้เอาอัฐิหรือเอาชื่อผู้เสียชีวิตไปใส่ไว้ตรงนั้นแล้วประกอบพิธีกรรมทางศาสนา การมีอนุสรณ์สถานเป็นการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในศึกนั้น หรือเช่นเดียวกับ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ บรรยากาศสังคมและความรู้สึกของคนมันก็เปลี่ยนผ่านไปทางบวก แต่หนามยอกอก ที่แท้จริง คือ 6 ตุลาฯ”
รศ.โคทม อารียา
ถ้าคุณอยากเอาหนามยอกออกนี้ออกไป ก็ทำความจริงให้ปรากฏ ออกมาขอโทษเสีย ผมว่าคนส่วนใหญ่ก็ให้อภัย ให้อภัย แต่ไม่ลืม

