50 ปี 6 ตุลา 19 : อุดมการณ์ จิตวิญญาณสตรี “หากที่ใดยังมีการเอาเปรียบ ที่นั่น…ก็ยังต้องต่อสู้” | สุนี ไชยรส

ภายในกระเป๋าของ สุนี ไชยรส ประกอบไปด้วย 2 สิ่งสำคัญด้วยกัน นั้นคือ หนังสือเฟมินิสต์ ประชาธิปไตย และ สิทธิมนุษยชน การต่อสู้บนเส้นทางแห่งความเสมอภาค ที่เธอเป็นผู้เขียน อีกสิ่งหนึ่งคือรูปภาพขาวดำ ขนาดเท่า A4 เป็นภาพของผู้หญิงผมสั้นใส่ชุดคล้ายทหารถือปืน ซึ่งก็เป็นรูปถ่ายเธอเองเช่นกัน

สุนี ในวัย 72 ปี ยังจำที่มาที่ไปของรูปถ่ายนี้ได้เป็นอย่างดี เธอเล่าว่ารูปนี้ถ่ายจากกล้องทำมือของสหายในป่า จริง ๆ เป็นรูปขนาดเท่านิ้วก้อยที่ปัจจุบันถูกนำมาขยาย สุนี ใช้รูปใบนี้ส่งให้แม่ที่รออยู่ในเมือง เพื่อบอกว่าชีวิตในป่าของเธอสบายดี และยังปลอดภัย ซึ่งแม่ของเธอเก็บรูปนี้ไว้ตลอด 7-8 ปี ที่สุนีเข้าป่า

สุนี ไชยรส รองคณบดีฝ่ายพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ก่อนภาพหนึ่งภาพจะบันทึกเศษเสี้ยวของช่วงชีวิตในช่วงเวลาที่ตัดสินใจเข้าป่า เรื่องราวนี้มีที่มาเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ย้อนไปก่อนที่สุนีจะเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เลยด้วยซ้ำ เพราะแนวคิดและ อุดมการณ์ บางอย่างของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากประสบการณ์ในครอบครัวที่เธอได้เผชิญมา และมันยังคงส่งผลต่อการต่อสู้ของเธอมาจนถึงทุกวันนี้

แม่ฉันชื่อ “กิมส่วน แสงจันทร์”

ในหนังสือของ สุนี มีบทหนึ่งที่เขียนขึ้นโดย กิมส่วน แสงจันทร์ ผู้เป็นแม่โดยเฉพาะ เรียกได้ว่าแม่เป็นผู้หญิงคนแรกในชีวิตของสุนีที่ทำให้เธอรู้จัก ทฤษฎีมาร์กซิสต์ และพัฒนาจิตสำนึกที่ว่า “เรื่องส่วนตัวคือเรื่องการเมือง”

สุนี เล่าว่า แม่เป็นลูกสาวชาวนาคนจีนที่อพยพมา แม่เป็นผู้หญิงที่ชอบอ่านหนังสือ น่าจะเรียนเก่งแต่ไม่ได้เรียนเพราะเป็นลูกผู้หญิงของบ้านคนจีนสมัยก่อน พอโตขึ้นก็ไปแต่งงานกับข้าราชการที่ไม่ได้ร่ำรวยมาก มีลูกด้วยกัน 3 คนโดย สุนี เป็นลูกคนสุดท้อง ชีวิตครอบครัวของสุนีและแม่ไม่ค่อยราบรื่น เนื่องจากแม่มักจะถูกพ่อทำร้ายร่างกาย ขณะที่ลูก ๆ เองก็อยู่ในบ้านที่มีภาพเหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่เด็ก

พ่อของสุนีเป็นคนติดพนัน เมื่อถลำลึกไปอยู่ในวงจรนี้นานเข้า เงินเดือนที่มีก็แทบไม่เหลือ เงินที่เคยเอาให้แม่ทุกเดือนก็ขาดหายไป จนแม่ต้องควักเงินเก็บตัวเองออกมาใช้จ่ายในบ้านและเอามาแบ่งไว้ให้ลูก ๆ ใช้ เมื่อเงินเก็บเหลือน้อยลงทุกที แม่จึงตัดสินใจทำงานรับจ้างเย็บผ้าโหล สุนี เล่าว่าเย็บทั้งวันก็ได้วันละ 10 บาท

จนมาถึงวันหนึ่งที่พ่อทำร้ายแม่หนักขึ้น เพราะโมโหที่ห้ามพ่อไปเล่นพนัน จนถึงกับลงมือทำร้ายต่อหน้าลูก ๆ หลังจากที่ไปช่วยจับแยกกันอยู่นาน พ่อก็ได้พูดประโยคหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเปรียบเสมือนเสียงสวรรค์สำหรับลูก นั่นก็คือ “ไปหย่าที่อำเภอเดี๋ยวนี้”

หลังจากหย่ากับพ่อ แม่ สุนี และพี่น้อง ก็ต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ทั้งครอบครัวก็ช่วยกันประคับประคองไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด สุนี และพี่สาวก็ได้เข้ามหาวิทยาลัย โดย สุนี เลือกเข้าเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะไม่มีระบบโซตัส

“มารู้ทีหลังนะว่าแม่ก็เข้ากับทฤษฎีมาร์กซิสต์ที่เราชอบพูด (หัวเราะ) ก็คือบอกว่าผู้หญิงจะมีกำลัง มีพลังได้ก็ต่อเมื่อผู้หญิงออกไปทำงานกับโลกภายนอก คือต้องเข้าสู่กระบวนการที่ทำให้ตัวเองมีรายได้เป็นของตัวเอง”

สุนี ไชยรส

ทฤษฎีมาร์กซิสต์ เฟมินิสต์ ระบุว่า ความขัดแย้งทางชนชั้น เชื้อชาติ และเพศ เป็นผลจากการกดขี่ของระบอบทุนนิยม ผู้หญิงจึงต้องร่วมเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อที่จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาการกดขี่ทางเพศได้

หากจะกล่าวว่า การเลี้ยงดูของแม่ บ่มเพาะให้ สุนี เดินอยู่ในเส้นทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาเป็นเวลายาวนานก็ว่าได้ เธอเล่าว่า แม่ก็ไม่ได้ห้ามให้ขับเคลื่อนทางการเมืองมาตั้งแต่ไหนแต่ไร อาจจะเพราะชินแล้ว เพราะทั้งสุนีและพี่สาวก็ร่วมขบวนการต่อสู้มาตลอด

“คิดว่าเขาผ่านชีวิตที่เจอความยากลำบากมามาก โดยเฉพาะชีวิตในครอบครัว แล้วก็ชินที่ลูกเรียนธรรมศาสตร์ แล้วก็ไปทำกิจกรรมหัวหกก้นขวิด แม่ก็เย็บผ้าส่งเงินให้เราบ้าง เราก็หาเงินเองบ้าง ทำหนังสือขายกันเพราะรู้ว่าแม่ลำบาก แม่เขาผ่านชีวิตมาเยอะ เขามองโลกแบบหนึ่ง ถ้าพูดภาษาปฏิวัติก็คือ สุขนิยมปฏิวัติ หมายถึง เมื่อเจอสถานการณ์อะไรก็ตาม แค่รับมือกับมันก็พอ”

สุนี ไชยรส

จาก 14 ตุลา 16 สู่ 6 ตุลา 19

หลังจากเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สุนี ก็ได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนนักศึกษาหลายต่อหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคม รวมไปถึงสิทธิผู้หญิงผ่านการก่อตั้ง “กลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์”

แน่นอนว่าในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 สุนีก็เป็นหนึ่งคนที่ได้ไปเข้าร่วมด้วย เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษา แรงงาน ชาวนา ที่ต่อสู้กับระบอบเผด็จการทหารภายใต้รัฐบาลของจอมพล ถนอม เนื่องจากประชาชนถูกกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ กลุ่มนักศึกษาโดนจับกุมข้อหาชุมนุมทางการเมืองและถูกอ้างว่ามีลัทธิคอมมิวนิสต์อยู่เบื้องหลัง 

(ภาพจาก : บันทึก 6 ตุลา)

สุนี อยู่ในขบวนประท้วงในวันนั้น เธอเปิดเผยว่าตัวเองและเพื่อนหนีตายจากเหตุการณ์ปะทะของตำรวจและประชาชน เข้าไปอยู่ในเขาดิน ได้เห็นทั้งความกลัว ความตกใจ และความเคียดแค้นของเพื่อนร่วมต่อสู้ ที่ถูกรัฐบาลทำร้าย

การต่อสู้ดำเนินไปจนในที่สุดจอมพลถนอม ระหกระเหินไปอยู่ที่ต่างประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีใหม่มาแทน หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลา จบลง ประจวบกับเป็นช่วงเวลาที่ สุนี เรียนจบ เธอเลือกวางใบปริญญาเศษฐศาสตร์แล้วใช้วุฒิ ม.6 ไปทำงานเป็นกรรมกรในโรงงานทอผ้า เพื่อหวังจะไปจัดตั้งสหภาพแรงงานในนั้น เป็นการเดินทางตามคำขวัญ สามประสานนักศึกษา กรรมกร ชาวนา

“เราไปช่วยงานสหภาพแรงงาน ก็เห็นกระแสขวาพิฆาตซ้าย เวลาสไตรค์ (นัดหยุดงาน) คนงานอาจจะถูกตีอาจจะถูกยิง ถูกซ้อม ตำรวจก็อาจจะมาจับ ชาวนาก็เสียชีวิตหลายสิบคน ชนชั้นนำก็คงคิดว่าถ้าใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรงเนี่ยคนเขาคงจะเลิกสู้ เพราะกระแสการต่อสู้มันกว้างขวางมาก พรรคสังคมนิยมก็เกิดขึ้น กระแสสังคมนิยมก็เต็มที่ เราก็อยู่ในจุดที่สหภาพแรงงานถูกกดดัน”

สุนี ไชยรส

แม้ในภายหลังจะถูกหัวหน้าจับได้ว่า สุนี ไม่ได้จบแค่ ม.6 และไม่ได้มาเพื่อเป็นกรรมกรอย่างเดียว สุนี ก็ทำหน้าที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่กรรมกรอยู่ในโรงงานได้อยู่ ซึ่งในตอนนั้นได้ทำงานสนับสนุนด้านกฎหมายในกับกรรมกรในโรงงาน และทำงานสหภาพแรงงานควบคู่ไปด้วย จนในที่สุดเช้ามืดวันหนึ่ง เธอและเพื่อน ๆ ก็ถูกจับในข้อหาคอมมิวนิสต์ ที่ทำให้ต้องอยู่ในคุกลาดยาวร่วมหลายเดือนในคดี 9 คอมมิวนิสต์กรรมกรนักศึกษาอ้อมน้อย

“สมัยนั้นเนี่ยเขาจะไม่ให้ใครมาคุยกับคอมมิวนิสต์ แล้วไม่ให้คอมมิวนิสต์ไปคุยกับใคร คล้าย ๆ ขังเดี่ยว”

สุนี ไชยรส

แม้จะโดนขังรวมแต่ความรู้สึกก็เหมือนโดนขังเดี่ยว สุนี และเพื่อนโดนเลือกปฏิบัติแม้กระทั่งในคุก เธอเล่าว่า วันดีคืนดีก็ถูกซ้อม เพราะดันไปขัดคอกับขาใหญ่ในคุก ขณะเดียวกันฝั่งนอกคุกก็มีการประท้วงไปด้วย ในขบวนมีเพื่อนนักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัย รวมถึงแม่ของสุนี

ท้ายที่สุด สุนี กับเพื่อนออกมาได้ด้วยเงินประกันตัวคนละ 2 แสนบาท ซึ่งเป็นเงินที่นักธุรหญิงหัวก้าวหน้าคนหนึ่งออกให้ เมื่ออกจากคุกมาได้ สุนี เลยไปทำงานอยู่ในกอง บก. หนังสือพิมพ์อธิปัตย์ ผลิตโดย ศูนย์การนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) เป็นหนังสือพิมพ์ที่นำเสนอเรื่องการเมืองและขบวนการขับเคลื่อนสังคม

ช่วงก่อนวันที่ 6 ตุลา 2519 การชุมนุมประท้วงขับไล่การกลับมาของจอมพล ประภาส และจอมพล ถนอม มีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากฝ่ายผู้มีอำนาจเริ่มใช้กำลังกับกลุ่มผู้ประท้วง บวกกับการใส่ร้ายป้ายสีของสื่อต่าง ๆ ทำให้นักศึกษาถูกมองว่าเป็นภัยต่อสังคม ฝั่งกองหนังสือพิมพ์อธิปัตย์เองก็เสี่ยงถูกบุกด้วยเช่นกัน

“ถ้าอธิปัตย์ถูกบุกคืนนั้น ถ้าเป็นตำรวจเราจะยอมให้จับ แต่ถ้าเป็นกระทิงแดงเราจะสู้ สู้ก็ไม่มีอะไรหรอก มีปืนสองกระบอกเป็นปืนเล็ก ๆ ปืนไทยประดิษฐ์สมัยก่อน ซึ่งเราก็เริ่มมีกันบ้างเพราะตอนนั้นถูกคุกคามกันหนักมาก”

สุนี ไชยรส

เมื่อรู้ว่ายังไงก็จะต้องถูกจับทางใดทางหนึ่ง สุนี และเพื่อนจึงตัดสินใจ หนีเข้าป่า ที่อุดรธานีทันที เธอสารภาพเลยว่าความเสียใจอย่างหนึ่งก็คือการที่ต้องทิ้งแม่ ยังดีที่ว่ามีพี่ชายที่คอยดูแลแม่ระหว่างที่เธอไปเข้าป่า

“กลับบ้านมาจากหน้าธรรมศาสตร์ เราก็บอกแม่ว่าจะเข้าป่า แม่ก็บอกว่า อย่าเข้าเลย เดี๋ยวแม่จะบอกทหารเองว่าลูกแม่เป็นคนดี เราก็รู้สถานการณ์เองว่าไม่ได้หรอก เพราะความดุเดือดของการต่อสู้ เรายิ่งอยู่ในคดี พี่สาวก็เพิ่งถูกต่อยโดยกลุ่มฝ่ายขวา”

สุนี ไชยรส

จุดหมายของ สุนี คือ เขตงานภูซาง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งสุนีและเพื่อนนักศึกษา ชาวนา ต้องใช้เวลาเดินเท้าจากตัวเมืองเป็นเวลาทั้งหมด 5 วัน กว่าจะไปถึง

ชีวิตของ “สหายอำไพ”

“ทุกคนจะได้รับการเตรียมตัวล่วงหน้า เช่น คุณต้องพร้อมติดคุก สมัยก่อนนักศึกษาคิดอย่างนั้นจริง ๆ เพราะว่ามันทั้งฆ่าทั้งจับกันเต็มไปหมด ทุกคนจึงต้องเตรียมตัวว่าคุณอาจจะถูกจับได้ ถูกติดคุก พอใกล้ 6 ตุลา เริ่มมีการเตรียมตัวกันแน่นขึ้น เราเองก็ได้รับการบอกเล่าว่าถ้าเกิดเหตุคับขันให้ไปที่อุดรธานี”

สุนี ไชยรส

เมื่อต้องเริ่มต้นชีวิตในป่า ชื่อของ สุนี กลายเป็น สหายอำไพ เป็นชื่อจัดตั้งที่เอาไว้เรียกสมาชิกในป่าด้วยกันเอง เธอเล่าว่า ชีวิตในป่าไม่ได้ง่าย เพราะป่าที่ว่านี้ไม่มีอะไรเลย อาหารก็ไม่มี แม้แต่ที่นอนก็ไม่ได้สะดวกสบาย โชคดีที่ว่าเธอคุ้นเคยกับภาษาและวัฒนธรรมอีสานอยู่แล้วเลยไม่ต้องปรับตัวมากเหมือนคนอื่น ๆ สุนี เล่าว่านักศึกษาบางคนใส่แว่นหนาเตอะ ทั้งชีวิตไม่เคยแตะปลาร้า ข้าวเหนียว มาถึงที่นี่ก็ต้องกินให้ได้เพราะไม่มีตัวเลือก

ภายในป่ามีทั้งนักศึกษา กรรมกร และชาวนา บางคนอยู่มาก่อนสักพักแล้ว บางคนก็เข้ามาใหม่ สุนี เป็นกลุ่มคนแรก ๆ ที่มาถึงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 

สหายในป่าจะต้องมีหน้าที่ทุกคน อย่างน้อยทุกคนต้องได้รับ ฝึกเป้ ซึ่งก็หมายถึง การฝึกแบกหาม เก็บของเพื่อนำมาใช้ประกอบอาหาร ฝึกใช้ปืนเผื่อวันใดโดนบุกจับขึ้นมาอย่างน้อยก็ยังต่อสู้ได้

“เราเป็นรุ่นที่หนึ่งไปเป็นนักเรียน รุ่นที่สองเข้ามาก็เป็นผู้ช่วยครูเพราะนักศึกษาเริ่มเข้าไปเยอะขึ้น พอรุ่นที่สามเข้ามาเป็นร้อยก็ต้องฝึกกัน แบ่งเป็นหมู่ฝึกทหาร เช้ามาก็ต้องลุกขึ้นมาออกกำลังกาย แล้วก็เรียนการเมือง แล้วก็ฝึกทหาร ฝึกเป้ พอจบก็เริ่มส่งคนออกไปทำงาน เช่น นักศึกษาบางคนเป็นนักเรียนหมอพยาบาล ก็จะให้ไปอยู่ทัพหมอ”

สุนี ไชยรส

สหายอำไพ ไปอยู่ กองทหารหญิงแดง ซึ่งก็เป็นที่มาของรูปภาพถือปืน มีหน้าที่ไปเป็นผู้ช่วยฝ่ายการเมือง บางครั้งก็เป้จากคนในเมืองแล้วเอาขึ้นมาส่งที่ป่า ในเวลานั้นถึงแม้จะอยู่ในป่าแต่ทุกคนก็จำเป็นที่ต้องรู้สถานการณ์การเมืองข้างนอก ในทุกคืนสหายทุกคนจะล้อมวงกันฟังข่าวจากวิทยุ แล้วมาช่วยกันวิเคราะห์

“ไม่ได้กินข้าว 2 ปีเพราะข้าวไม่พอ เนื่องจากคนเยอะแล้วก็ต้องเก็บข้าวไว้ให้คนป่วย ผู้เฒ่า คนพิการหรือคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เราก็กินข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่ใช่ข้าวโพดหวาน ๆ นะ ต้มทั้งคืนเพื่อให้มันแตกบานออกมากินได้ไม่งั้นมันจะแข็ง แล้วก็สลับเวรกันเป็นแม่ครัวพ่อครัว”

สุนี ไชยรส

แม้แต่ละวันจะผ่านไปอย่างยากลำบาก แต่ สุนีบอกว่า สิ่งที่ทำให้สหายยังดิ้นรนกันต่อไปก็เพราะอุดมการณ์ ทุกคนมีเป้าหมายมาตั้งแต่แรกแล้วว่ากำลังต่อสู้กับอะไรและทำเพื่อใคร อุดมการณ์จึงบอกพวกเขาว่าให้อดทนเพื่อความสำเร็จในสักวันหนึ่งข้างหน้า

“เราจะสังเกตว่าทำไมสหายถึงร้องเพลงวีรชนปฏิวัติ เราเห็นสหายของเราทั้งนักเรียน นักศึกษา กรรมกรชาวนาเสียชีวิตมากที่สุด เสียสละมากที่สุด เราจะเห็นการสูญเสียเหล่านี้มากมาย เรารู้สึกว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ฉะนั้นทุกคนก็อดทนต่อความยากลำบากเหล่านี้ได้”

สุนี ไชยรส

เพราะมีหลายชีวิตที่เสียไป คนที่อยู่จึงต้องสู้กันต่อ สหายอำไพ ใช้ชีวิตในป่าร่วม 8 ปีกว่า ได้ออกจากป่าตอนปี 2530 เป็นกลุ่มคนท้าย ๆ ที่ทยอยออกจากป่าเพราะรอให้แม่ลูกอ่อน คนพิการ คนแก่ ออกไปกันอย่างปลอดภัยก่อน สุนี เล่าว่าเธอออกมาโดยไม่ไปรายงานตัวตาม คำสั่ง 66/23 ของรัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ที่ไว้ใช้ยืนยันว่าจะไม่จับกุมสมาชิกที่อยู่ในป่า พร้อมเปิดรับ “ผู้หลงผิด”

สุนี เล่าว่าไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง เพราะรู้ดีว่าถึงแม้รัฐบาลจะบอกว่าพร้อมเปิดรับ แต่ก็ต้องเจอการข่มขู่ซักถาม และอาจจะมีความเสี่ยงในการเอาผิดในอนาคตอยู่ดี เธอคัดค้านการมีสถานะเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” แบบที่รัฐบาลได้มอบให้ และยืนยันในความเป็นสหายที่เป็นสถานะติดตัวมาถึงทุกวันนี้

หลังออกจากป่ามาได้สักพัก สุนี ที่อยู่ในช่วงท้องแก่โดนจับอีกครั้งพร้อมกับสามีซึ่งก็คือสหายในป่า เนื่องจากไม่มารายงานตัวตามคดีอ้อมน้อยเพื่อเข้าไปอยู่ในป่า หลังจากคดีแรกจบลง สุนีและสามีหอบลูกเข้าออกคุกอยู่เป็นปีจากข้อหาคอมมิวนิสต์ 

เวลาล่วงเลยไปจนในที่สุดก็ได้ออกมาพร้อมหน้า สุนี ได้เริ่มก้าวแรกสู่การเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540

สตรี เสมอภาค สร้างสรรค์

สังเกตว่า เส้นทางการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคของ สุนี มักจะมีแรงสนับสนุนของ “ผู้หญิง” มาปรากฏให้เห็นเสมอ ทั้งคนที่เธอรู้จัก หรือคนที่เธอไม่เคยรู้จักเลยก็ตาม

ย้อนไปในช่วงเวลาที่ สุนี ยังอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอคือหนึ่งในแกนนำที่ก่อตั้งกลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์ขึ้นมา โดยหวังว่ากลุ่มนี้จะเป็น “หลังพิง” ให้กับนักศึกษาหญิงด้วยกัน

กิจกรรมของกลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์มีทั้งการออกมาพูดเรื่องการเมืองและความเสมอภาค จัดเสวนา รวมตัวกันเพื่อสนับสนุนกลุ่มอื่น ๆ ในธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ยังใช้กลุ่มเป็นแหล่งเรียนรู้ร่วมกัน ที่แต่ละคนจะมาแบ่งปันหนังสือที่เกี่ยวกับผู้หญิงให้เพื่อน ๆ ได้อ่าน

“หนังสือกุหลาบ สายประดิษฐ์ หนังสือของจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นหนังสือต้องห้ามหมดเลย เราก็ไม่มีหนังสือจะอ่าน กลุ่มศึกษาทุกกลุ่มก็มีกลุ่มศึกษาของตัวเอง กลุ่มผู้หญิงก็มาศึกษาแล้วก็เลือกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง”

สุนี ไชยรส

ที่ว่ากลุ่มผู้หญิงเป็นหลังพิงให้กัน เพราะกลุ่มผู้หญิงไม่ได้พูดแค่เรื่องวิชาการ ปัญหาทั่วไปในชีวิตประจำวันก็เอามาแบ่งปันกันได้ ทั้งปัญหาความรัก ปัญหาครอบครัว สุนี บอกว่ามีบางทีที่พ่อแม่ของเพื่อนในกลุ่มไม่อนุญาตให้ไปค่าย เรื่องแบบนี้ก็เอามาแบ่งปันกันได้

ประเด็นส่วนใหญ่ที่กลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์ขับเคลื่อนในเวลานั้นเป็นเรื่อง สิทธิของแรงงานหญิง เนื่องจากจากยึดมั่นในหลักการสามประสาน นักศึกษา กรรมกร ชาวนา ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนการต่อสู้ตั้งช่วง 14 ตุลา 2516 มีการพูดถึงเรื่องศูนย์เด็กเล็กฯ สำหรับแรงงานหญิงที่มีลูก เพื่อที่พวกเธอจะสามารถทำงานได้ และดูแลลูกได้พร้อมกัน

ประเด็น การทำแท้ง ก็เป็นเรื่องสำคัญที่กลุ่มผู้หญิงขับเคลื่อน ที่พูดถึง การเคารพสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิง โดยที่ผู้หญิงควรเป็นคนตัดสินใจเอง ไม่ใช่ให้สังคมตีกรอบ

อีกประเด็นที่ สุนี เปิดเผยคือเรื่อง การไม่ให้จดทะเบียนโสเภณี เพราะมองว่าเป็น การตีตราการตัดสินใจของผู้หญิง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์มีความเห็นว่า อาชีพโสเภณีมองได้ว่าเป็นผลผลิตของสังคมทาส ที่ทำให้ผู้หญิงหมดทางเลือกจนต้องมาทำอาชีพดังกล่าว เพราะฉะนั้นสังคมจึงต้องสร้างหลักประกันบางอย่างให้กับเธอ แทนที่จะย้ำยีศักดิ์ศรีของพวกเธอซ้ำไปอีก

นอกจากการมีหลังพิงจากกลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์ ย้อนไปก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา สุนี และเพื่อน ๆ ถูกจับในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ และถูกซ้อมในคุกลาดยาว ในเวลานั้นไม่ใช่มีแค่แม่ที่เป็นห่วงเป็นใยลูก สุนี เล่าว่าเหตุการณ์นี้ทำให้อยู่ดี ๆ ก็มีเหล่าแม่ ๆ ปรากฏตัวออกมามากมาย แม้จะไม่ใช่แม่แท้ ๆ แต่การเห็นลูกของเธอและลูกของคนอื่นถูกกดขี่ ก็ทำให้แม่ ๆ ต่างเข้ามารวมพลังกัน สุนีตั้งชื่อกลุ่มแม่ ๆ ทั้งหลายว่า “แม่ปฏิวัติ”

“คดีของของเราทำให้แม่ทั้งหลายโผล่ขึ้นมาเต็มไปหมดเลย ไปส่งข้าวส่งน้ำให้เรา ทำน้ำพริก ทำอะไรไปส่งทุกอาทิตย์ที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน อันนี้เป็นตัวอย่างเรื่องราวของผู้หญิง แล้วพอคดีเราเข้าป่า แม่เราก็ยังไปเยี่ยม คดี 6 ตุลา เขาจะเกาะกลุ่มกันไปเยี่ยม”

สุนี ไชยรส

แม้แต่ตอนคดีอ้อมน้อย สุนี และเพื่อนก็ได้รับการประกันตัวจากนักธุรกิจหญิงเยอรมันคนหนึ่งที่เป็นคนหัวก้าวหน้า โดยจ่ายเงินประกันให้สุนีและเพื่อนทั้งหมดเป็นจำนวน 4 แสนบาท 

นี่คงเป็นการอธิบายประโยคที่ว่า “ผู้หญิงทั้งมวลล้วนเป็นพี่น้องกัน (sisterhood)” คำขวัญที่สุนีระบุในหนังสือว่าเธอชอบมากที่สุด

“เราพยายามจะพิสูจน์ว่าเฟมินิสต์คือการต่อสู้เพื่อทุกคน ไม่มีประชาธิปไตยก็ไม่มีเฟมินิสต์ ไม่มีสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนก็เป็นตัวค้ำประกันว่าเฟมินิสต์ถึงจะยั่งยืน ประชาธิปไตยก็ด้วย”

สุนี ไชยรส

เธอเปิดเผยในหนังสือว่าช่วงที่เด็กมีความรู้สึกแง่ลบกับการเกิดมาเป็นผู้หญิง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องของแม่ที่โดนทำร้าย สุนี มองว่าการเกิดเป็นผู้หญิงนั้นเป็น “ความหดหู่” อย่างหนึ่ง แต่ได้มาขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมกับผู้หญิง เรื่องผู้หญิง และเพื่อผู้หญิง ได้เห็นคนแปลกหน้าผู้ร่วมขบวนการอีกมากมายที่พร้อมจะจับมือสู้ไปด้วยกัน ทำให้ สุนี รู้สึกไม่หดหู่จากการเกิดเป็นผู้หญิงอีกต่อไป

ที่ใดมีการเอาเปรียบ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้

บทบาทการเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้ สุนี มีโอกาสได้ไปรับฟังและเห็นปัญหาของผู้คนทั่วประเทศ หนึ่งในนั้นคือปัญหากระบวนการยุติธรรมที่ตำรวจ อัยการ ศาลถูกวิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่แทบจะทุกที่ที่ไป ทำให้ สุนี นำปัญหานี้มาแก้ไขในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540  

จากการเป็น สสร. จนมาสู่การเป็น กรรมการสิทธิมนุษยชน ประเด็นที่ สุนี ไม่เคยทิ้งไปไหนคือเรื่อง สิทธิผู้หญิง เป็นเรื่องที่เธอเคยพูดแล้ว พูดอยู่ และยังคงต้องพูดกันไปต่อ

“ตอนนี้เราเคลื่อนไหวเรื่องศูนย์เด็ก ยังพูดเหมือนเดิมกับเมื่อสมัยปี 14, 15 คนงานต้องมีศูนย์เลี้ยงเด็กที่สอดคล้องกับการทำงานของเขา เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะเอาลูกไปฝากไว้ที่ไหน อันนี้ก็เป็นประเด็นที่พูดไปแล้วเศร้า ตอนนี้ปี 2569 นับกันแล้วห่าง 50 ปี ยังพูดเหมือนเดิม สวัสดิการเด็กเล็กก็ยังไม่ทั่วหน้า เรื่องศูนย์เลี้ยงเด็กก็ยังไม่ทั่วถึง ทำแท้งปลอดภัยก็ได้มาระดับนึงแต่ยังไม่ไปไหน”

สุนี ไชยรส

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการก้าวไปข้างหน้าเลย สุนี มองว่าจนมาถึงตอนนี้ก็มีการต่อสู้อย่างอื่นที่ประสบความสำเร็จไปบ้างแล้ว เช่น การขับเคลื่อนกฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่ในที่สุดตอนนี้ประเทศไทยก็มีกฎหมายสำหรับคู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศ แต่ความสำเร็จนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าการขับเคลื่อนนั้นจบลงแล้ว ในแต่ละประเด็นก็ยังมีมิติอื่น ๆ ที่สังคมควรไปต่อ

“ที่ใดมีการเอาเปรียบ ที่นั่นยังมีการต่อสู้อยู่ เพราะฉะนั้นคนงานที่ยังลำบากถูกเลิกจ้าง เขาก็สู้ของเขา ทุกกลุ่มยังสู้อยู่ ชาวนายังสู้อยู่ อันนี้ต้องยอมรับว่าเราต้องเชื่อมั่นพลังของผู้คน เราต้องมองว่ามันไม่ถอยหลังกลับหรอก คือมันมีความคืบหน้ามาบ้าง แต่มันไปไม่ถึงจุดที่เราอยากจะเห็นชัด”

ถึงตรงนี้ สุนี อยากให้กำลังใจ นักต่อสู้รุ่นใหม่ ว่า การขับเคลื่อนแม้มันจะขยับไม่มาก แต่ก็น้อยมากที่เราจะเห็นการถอยหลังกลับ

เรื่องสิทธิสตรีเองก็มีอีกหลายมิติ หลายประเด็นที่เรายังต้องขับเคลื่อนกันต่อ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเริ่มจาก 0 เพราะได้ตอนนี้สังคมก็มรดกจากสิ่งที่ สุนีและนักเคลื่อนไหวคนอื่น ๆ อีกในอดีตได้ต่อสู้ไว้ และพร้อมส่งต่อให้เยาวชนนักต่อสู้รุ่นใหม่มาขับเคลื่อนด้วยกันต่อ

“ที่เราต่อสู้ เพราะเรายังมีชีวิตอยู่ เราผ่านเหตุการณ์มาเยอะ ตั้งแต่ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภาเราก็มาชุมนุม เราเข้าป่า อยู่ในคุกสองรอบ เจอสถานการณ์มากมาย สหายเสียสละกันเยอะทั้งในเมือง ชนบท ในป่า เพราะฉะนั้นเรายังมีชีวิตอยู่ในขณะที่ผู้คนเสียสละมากมาย เราอาจจะตายไปตั้งนานแล้ว เราผ่านความเป็นความตายมาหลายรอบ ถ้าเรายังยืนอยู่ได้ก็ทำไปเถอะ”

สุนี ทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่น

Author

Alternative Text
AUTHOR

ณัฐริฎา ศิริสอน

หาตัวเองผ่านการเขียน