เดือนตุลาคม…มีหลายเหตุการณ์ที่ถูกจารึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ด้วยรอยแผลแห่งความรุนแรง ที่นำไปสู่ความสูญเสีย ตั้งแต่ “14 ตุลา 2516” และ “6 ตุลา 2519” ล่วงเลยมาจนถึงอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญอย่าง เหตุการณ์ตากใบ “25 ตุลาคม 2547”
แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยใหม่ แต่ความจริงกลับถูกพยายามทำให้เลือนหาย และถูกผลักให้เป็นเรื่องไกลตัว ไกลจากความทรงจำ ไกลจากศูนย์กลางอำนาจ และไกลเกินกว่าจะเข้าใจ
25 ตุลาคม 2547 วันสลายการชุมนุมหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จ.นราธิวาส เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่เกิดขึ้นจาก ความรุนแรงของรัฐ ที่ไม่เพียงนำไปสู่ โศกนาฏกรรม และ การสูญเสียชีวิต ในทันทีระหว่างการขนย้ายผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นความจริงที่สังคมไทยต้องไม่ยอมให้ถูกลืม
ผ่านมา 2 ปีเต็มที่คดีตากใบ ถูกปล่อยให้ หมดอายุความ หลังกระบวนการยุติธรรมถูกนับถอยหลังมาจนครบ 20 ปี สิ่งที่สิ้นสุดลงตามกฎหมายคือ ความหวังสุดท้าย ของกระบวนการยุติธรรมไทย เมื่อ จำเลย ในคดีนี้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังศาลออกหมายจับ ปล่อยให้ความตายและความเจ็บปวดกลายเป็นเพียงคดีที่หมดอายุ โดยไร้ผู้รับผิด พฤติกรรม การลอยนวลพ้นผิด เหล่านี้จึงพาเราย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของบาดแผล และความรุนแรงโดยรัฐที่ไม่ได้ถูกชำระสะสาง แต่กลับปล่อยให้เลือนหายไปพร้อมกับเวลาอย่างน่าเจ็บปวด

เหตุการณ์ตากใบ…ในสังเขป
ย้อนกลับไปเมื่อเช้าวันที่ 25 ตุลาคม 2547 การรวมตัวของชาวบ้านตากใบราว 1,500 คน ที่หน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ ประท้วงเรียกร้องให้ปล่อยตัวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน 6 คน เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐสงสัยว่าทั้ง 6 คนส่งมอบอาวุธของทางราชการให้กับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้เชื่อเช่นนั้น
กระทั่งในช่วงบ่ายกองกำลังทหารได้เข้ามาสลายการชุมนุม ด้วยการใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา และกระสุนจริง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 7 คน ราว 5 ใน 7 ผู้เสียชีวิตถูกกระสุนปืนที่ศีรษะ
ผู้ชุมนุมจำนวน 1,370 คน ถูกควบคุมตัว จับถอดเสื้อมัดมือไพล่หลัง ถูกเตะและตีด้วยด้ามปืน และบังคับให้นอนราบซ้อนทับกัน 5 ชั้นในรถบรรทุก เพื่อนำตัวไปค่ายทหาร ที่อยู่ห่างออกไป 150 กิโลเมตร ซึ่งใช้เวลามากกว่า 6 ชั่วโมงกว่าจะถึงปลายทาง
รถบรรทุกจอดระหว่างทางเรื่อย ๆ หากได้ยินใครร้องด้วยความเจ็บปวด ระหว่างอยู่ในรถบรรทุกประชาชนถูกกลั่นแกล้งทารุณจากการที่ทหารเอาด้ามปืนตีและเหยียบจากด้านบน
เมื่อขบวนรถบรรทุกมาถึงค่ายอิงคยุทธบริหารที่หมาย พบผู้เสียชีวิตถึง 78 คน ผู้บาดเจ็บ 50 คน จากการกดทับ ขาดน้ำ อาหารและอากาศหายใจ และมีผู้สูญหายจำนวนหนึ่ง
ทางฝ่ายญาติพี่น้องผู้สูญหายเองไม่สามารถแจ้งความได้ เพราะตำรวจไม่รับแจ้งความ บางคนถูกกล่าวหาว่าแจ้งความเท็จ สำหรับญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตร่วมกันฟ้องเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

แต่พนักงานอัยการได้สั่งให้ยุติการสอบสวนและมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากไม่มีปรากฏพยานหลักฐานสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ใดทำให้เสียชีวิต และเป็น การขาดอากาศหายใจเอง ทำให้คดีดังกล่าวสิ้นสุดลง จากความรุนแรงทารุณที่เกิดขึ้นจึง ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกดำเนินคดี
ต่อมามีการดำเนินคดี เจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 7 คน เป็นทั้งระดับแม่ทัพภาคที่ 4 ผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสั่งการในยุคนั้น โดยมีชาวบ้านและเหยื่อเป็นโจทก์ แต่คดีก็ถูกเตะถ่วง ไม่มีจำเลยคนไหนมาศาล ผู้ต้องหาคนสำคัญสามารถหลบหนีออกนอกประเทศได้ จนกระทั่งหมดอายุความ 20 ปี ในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 จากนั้นจำเลยบางคนก็กลับมาทำงานรับราชการได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
“วันนี้…ศาลนัดประชุมติดตามผลการ ออกหมายจับจำเลย 7 คน ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมายคือไม่มีใครมาศาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ไม่มีผลออกมาว่าจับใครได้ ดังนั้นศาลจึงปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่ออายุความมีกำหนด 20 ปี ครบแล้ว คดีจึงขาดอายุความ ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดี“
“ถ้าจำเลยเข้ามาต่อสู้คดีแล้วศาลพิพากษายกฟ้อง จำเลยจะสามารถพูดกับคนทั่วไปได้ว่า ได้ผ่านการพิสูจน์ความจริงแล้ว ไม่ได้กระทำความผิด แต่การที่ไม่มา การหนีคดี จึงสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ไม่ได้ มลทินยังมี ศาลไต่สวนแล้วว่ายังมีมูล”
นี่เป็นบางส่วนจากถ้อยแถลงของ รัษฎา มนูรัษฎา ทนายความ จากสภาทนายความฯ ในฐานะทนายฝ่ายโจทก์ ในวันที่ 28 ตุลาคม 2567 ในวันที่ ศาลจังหวัดนราธิวาส นัดพิจารณาคดีตากใบ ที่ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง อดีตข้าราชการระดับสูง 7 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม โดยภายหลังศาลได้ออกหมายจับ จนในที่สุดคดีหมดอายุความ
ทนายความ ระบุด้วยว่า คำพูดของท่านผู้พิพากษา และองค์คณะย้ำเป็นอย่างดี บอกเลยคดีนี้เห็นว่า มีกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง จนศาลเชื่อว่ามีมูล อาจจะมีส่วนของการกระทำความผิด ทำให้ศาลรับฟ้อง ดังนั้นศาลจึงใช้คำสั่ง จำหน่ายคดี ไม่ได้ยกฟ้องคดี ซึ่งการที่ศาลไม่ได้ยกฟ้อง มีนัยะสำคัญ คือ ย้ำชัดเจนว่า คดีนี้ผ่านกระบวนการไต่สวนมูลฟ้องเบื้องต้นมาก่อนแล้ว มีหลักฐานบางอย่างทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยกระทำผิด แต่กลับไม่ได้ตัวจำเลยมาขึ้นศาล จึงมองจำเลยคดีนี้บริสุทธิ์เสียทีเดียวไม่ได้ หากจะเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ต่อเมื่อศาลยกฟ้อง ศาลจึงเสียดายที่จำเลยไม่มาพิสูจน์ตัวเอง
มูฮัมหมัด ซอฮารี อูเซ็ง ตัวแทนญาติผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ตากใบ เผยความรู้สึกในวันนั้นแม้ยอมรับว่า ผิดหวัง แต่การออกมาสู้วันนี้ก็ถือว่าชนะแล้ว แม้ว่าจำเลยที่ศาลออกหมายจับไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งพวกเขาก็จะเป็นคนผิดไปตลอดชีวิต สังคมจะตีตราว่าเป็นคนผิด แม้รัฐบาลมาชี้แจ้งว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ถ้าบริสุทธิ์จริงต้องไม่หนีคดี
“เราในนามญาติ ที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง แม้อายุความทางกฎหมายหมดแล้ว แต่ไม่ใช่บอกว่าจำเลยบริสุทธิ์ ศาลไม่ได้ยกฟ้อง แสดงว่าจำเลยยังมีมลทิน มีความผิดอยู่”
มูฮัมหมัด ซอฮารี อูเซ็ง
เหตุการณ์ตากใบ…กลายเป็นอีกความเป็นธรรมที่ถูกรัฐละเลย เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า ซึ่งหมายถึง ความอยุติธรรม ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดทางใจและทุพลภาพ หลายคนเจ็บปวดจากความสูญเสียญาติพี่น้องคนที่รัก และการลอยนวลพ้นผิดนี้ถือเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ประชาชนต้องพบกับความสูญเสียและการรำลึกอยู่เรื่อย ๆ ที่เกิดจากความรุนแรงโดยรัฐ

การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม “คดีตากใบ”
อับดุลเลาะห์ หะยีอาบู ทนายความฝ่ายโจทก์ จากมูลนิธิศูนย์ทนายความุสลิม กล่าวถึงความยากลำบากของกลไกการระบุตัวผู้กระทำผิด
“ในคดีนี้เรายื่นฟ้องคดีอาญา ซึ่งเหตุผลที่ยากก็เพราะการฟ้องคดีอาญาจำเป็นต้องเชื่อมโยงความผิดไปถึงบุคคลที่สามารถระบุตัวตนได้อย่างชัดเจน แต่ในเหตุการณ์นี้ ผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง เช่น ทหารหรือตำรวจที่เข้าปะทะและกระทำเกินกว่าเหตุ ไม่สามารถระบุตัวตนได้ เนื่องจากสวมเครื่องแบบที่ไม่ปรากฏชื่อและเป็นเหตุการณ์ชุลมุน”
อับดุลเลาะห์ หะยีอาบู
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถฟ้องผู้ปฏิบัติงานระดับล่างได้ แต่ต้องใช้กลไกการฟ้องผู้บังคับบัญชาตามสายงานแทน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สามารถระบุตัวตนได้จากเอกสารคำสั่ง แต่ความท้าทายคือการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้สั่งการกับการกระทำของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่
ทนายความยังชี้ในสิ่งผิดปกติของคดีนี้ คือ กลไกการจัดการสำนวนการชันสูตรพลิกศพ เนื่องจากตามปกติแล้ว คดีที่มีผู้เสียชีวิตจะต้องมีสำนวนการชันสูตรที่ระบุสาเหตุและพฤติการณ์การเสียชีวิต แต่ในคดีนี้สำนวนการตายของผู้เสียชีวิตที่กระจายในพื้นที่ สภ. ต่าง ๆ กลับ “หายไป” หรือไม่สามารถเข้าถึงได้
“ทั้ง ๆ ที่ สำนวนเหล่านี้เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่สุดที่จะชี้ว่าผู้ตายเสียชีวิตจากสาเหตุใด และใครคือผู้กระทำ การที่ทนายความและญาติไม่สามารถเข้าถึงสำนวนเหล่านี้ได้ เป็นความผิดปกติในการทำงานของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอาจเป็นการปิดบังข้อมูลหรือปกป้องฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้การพิสูจน์ความจริงในศาลทำได้ยากยิ่งขึ้น”
อับดุลเลาะห์ หะยีอาบู
สอดคล้องกับ พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทนายความโจทก์ที่ 35 ผู้ทำงานร่วมกับ ศูนย์ทนายความมุสลิม และเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบกรณีตากใบ ก็มองว่าความยากของคดีนี้ เริ่มต้นตั้งแต่เริ่มฟ้องคดีที่ต้องรวบรวมพลังและความกล้าหาญของกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตที่อายุมากขึ้นและสุขภาพไม่ดี และผู้เสียหายจากการถูกขนย้ายที่ทั้งบาดเจ็บร่างกาย พิการติดตัวและได้รับผลกระทบทางจิตใจร้ายแรงมาโดยตลอด
อีกส่วนหนึ่งที่เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับผู้เสียหาย คือ เมื่อชาวบ้านลุกขึ้นมาเป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ถูกตั้งคำถามว่า มาฟ้องช้า ทำให้หมดอายุความไม่สามารถนำคนผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้
ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว รัฐบาลขณะนั้นมีโอกาสในการพิสูจน์ความจริงใจในการนำอดีตเจ้าหน้าที่รัฐมาลงโทษได้ แต่บุคคลากรด้านกระบวนการยุติธรรมทั้งตำรวจ อัยการ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้คดีอาญาแผ่นดินหมดอายุความไป
“ลองย้อนดูบทบาทของตำรวจและอัยการในคดีนี้ เห็นชัดว่าคดีวิสามัญฆาตกรรม หรือคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐทำร้ายประชาชนจนบาดเจ็บล้มตายไม่เคยประสบความสำเร็จในการนำเจ้าหน้าที่มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้ามีก็มีไม่กี่คดี คดีตากใบหลักฐานก็ชัดแต่เป็นคดีระดับนโยบาย เกี่ยวกับทั้งกองทัพ และทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ใช่เกิดจากการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่บางกลุ่มบางคน วัฒนธรรมคนผิดลอยนวลยังฝังแน่นในสังคมไทย”
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง ศาลนราธิวาสก็เปิดโอกาสให้ชาวบ้านและตัวแทนขึ้นพูดถึงเหตุการณ์และความรู้สึกอัดอั้นที่ไม่เคยได้โอกาสในการแสดงออก ซึ่งการได้พูดในชั้นศาลฐานะโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ต้องอาศัยความกล้าหาญ ซึ่งก็ได้ผ่านกระบวนการเยียวยาสร้างความเข็มแข็งที่ภาคประชาสังคมทำมาตลอด

ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือ ความอยุติธรรม
ทนายอับดุลเลาะห์ ยังย้ำให้เห็นถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น คือ กลไกที่ล่าช้า และ การเพิกเฉย
“ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีของคดีนี้ ความไม่ยุติธรรมที่ชัดเจนที่สุด คือ เมื่อมีการฟ้องร้องคดีแพ่งและมีการเรียกค่าเสียหาย แต่คดีอาญากลับถูกปล่อยให้เงียบหายไป กระบวนการยุติธรรมของรัฐไม่ได้แสดงเจตจำนงในการตามหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ จนเมื่อคดีใกล้หมดอายุความ ญาติผู้เสียหายพยายามสอบถามถึงสำนวนคดีอาญา แต่กลับได้รับคำตอบว่าไม่รู้สำนวนอยู่ไหน หรือไม่มีการดำเนินการใด ๆ ต่อ กลไกการปล่อยปละละเลยเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบที่ขาดความโปร่งใส และทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐเลย”
อับดุลเลาะห์ หะยีอาบู
แม้จะมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้สูญเสีย แต่ในทางอาญา กระบวนการกลับเงียบหายไป ไม่มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง ซึ่งอาจจะมาจากความซับซ้อนของการระบุตัวผู้กระทำผิดระดับล่าง หรือการละเว้นการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ซึ่งทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นล้มเหลวและไม่สามารถให้ความเป็นธรรมได้
ส่วนหนึ่งมาจากกลไกของกฎหมายพิเศษ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึก ที่บังคับใช้ในพื้นที่ ที่ยกเว้นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ หากปฏิบัติงานตามคำสั่ง ทำให้การตรวจสอบและการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดทำได้ยากมาก
แม้คดีจะหมดอายุความ…แต่ “ความทรงจำ” และ “บาดแผล” ไม่มีวันหมดอายุ
ในแต่ละปีหลังเหตุการณ์ตากใบ งานรำลึกเกิดขึ้นในพื้นที่ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยองค์กรภาคประชาสังคม หรือในพื้นที่มหาวิทยาลัยในจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อให้รัฐตระหนักถึงปัญหาการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ และเพื่อเป็นการทบทวนกระบวนการทำงานของรัฐ
พรเพ็ญ เล่าย้อนว่า รูปแบบงานรำลึกจะเปลี่ยนไปในแต่ละปี ตอนนี้มีเยาวชน คนรุ่นใหม่ ทั้งในสถาบันการศึกษาส่วนกลางและในพื้นที่จัดงานกันอย่างต่อเนื่อง และมีการกำหนดว่าเป็นวันอยุติธรรม เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ตากใบ
“ในวันที่ได้ลงพื้นที่หลังคดีหมดอายุความแล้วนั้น มีชาวบ้านสะท้อนว่า ก่อนหน้านี้เคยแต่รู้สึกว่าเราเป็นคนผิดที่ออกไปประท้วงหรือเป็นคนผิดที่ไปอยู่ในสถานที่นั้น แม้จะไม่สามารถนำเจ้าหน้าที่รัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้แม้แต่คนเดียว แต่จากการได้ต่อสู้ในเรื่องคดีความ การจัดงานรำลึก ไปถึงกระบวนการเยียวยาสร้างความเข็มแข็งโดยภาคประชาสังคม ผู้ประสบเหตุการณ์ตากใบรู้สึกว่าเราไม่ใช่คนผิดอีกต่อไป”
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และความอยุติธรรมที่ยังอยู่
จากอดีตจนถึงปัจจุบันประเทศไทยยังคงเผชิญกับหลายเหตุการณ์สลายการชุมนุม ที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำทารุณกรรมใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุต่อผู้ชุมนุมประท้วงและประชาชนผู้คิดต่างจนบาดเจ็บ พิการและเสียชีวิต หากแต่กระบวนการยุติธรรมยังไม่สามารถดำเนินคดีความลงโทษผู้สั่งการและเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความรุนแรงได้
พรเพ็ญ จึงถือว่าคดีตากใบเป็นตัวอย่างของกระบวนการยุติธรรมที่อยุติธรรม ที่ผ่านมาน่าจะไม่เคยมีคดีที่ศาลออกหมายจับอดีตแม่ทัพมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย
จริง ๆ แล้วน่าจะไม่ใช่ว่ารัฐหมดความสามารถในการติดตามจับกุมบุคคลทั้งหมดที่ถูกออกหมายจับมาขึ้นศาล เพียงแต่ตำรวจและรัฐบาลแสดงท่าทีไม่เอาจริงเอาจังเท่านั้น
และเพื่อไม่ให้ วัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวลดำรงอยู่เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับความรุนแรงโดยรัฐ ทนายอับดุลเลาะห์ จึงพยายามหาช่องทางขับเคลื่อนเพื่อสร้างความรับผิดรับชอบ หลังการต่อสู้ผ่านกระบวนการยุติธรรมจนคดีตากใบมาถึงทางตัน
“เราพยายามมองหากลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศ เรากำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำคดีนี้เข้าสู่กลไกศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) หรือกลไกสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพากลไกเหล่านี้ ก็เพราะในคดีที่รัฐเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและระบบยุติธรรมภายในประเทศไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้ กฎหมายระหว่างประเทศจึงเป็นความหวังสุดท้าย แม้จะมีอุปสรรคเรื่องเขตอำนาจศาลและการที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกในบางอนุสัญญา แต่เราก็ยังพยายามหาช่องทางเพื่อสร้างบรรทัดฐานและทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้สูญเสีย”
อับดุลเลาะห์ หะยีอาบู
ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม จากบทเรียนตากใบ
แม้เหยื่อและญาติจะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐแล้ว แต่การเยียวยาไม่ใช่ทางออกและการแก้ไขปัญหา ความยุติธรรมต่างหากที่ประชาชนต้องการ ดังนั้นจึงมีหลากหลายข้อเสนอไปสู่การปฏิรูประบบยุติธรรม จากบทเรียนคดีตากใบ เช่น
- ยกเลิกอายุความในกฎหมายที่ทำลายมนุษยชาติ ทั้งนี้การกำหนดอายุความมีจุดประสงค์เพื่อกำหนดกรอบเวลาเจ้าหน้าที่ให้เร่งดำเนินกระบวนการพิสูจน์หาความจริงอย่างเร็วที่สุด ในช่วงที่หลักฐานยังสดใหม่ ระยะความทรงจำของผู้เกี่ยวข้องไม่คลาดเคลื่อน เพื่อการตรวจสอบที่ง่าย มีความผิดพลาดน้อยที่สุด ไม่ได้มีไว้เพื่อกำหนดวันหมดอายุ หรือในระหว่างการดำเนินคดีนั้น หากจำเลยหลบหนีให้หยุดนับอายุความ เพื่อไม่ให้เกิดกรณีซ้ำรอยกับคดีตากใบ
- จากคดีอาญาทางทหารที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารจะต้องไปขึ้นศาลทหารเท่านั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชนพ้นผิดลอยนวล ดังนั้นต้องแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร นำตัวเจ้าหน้าที่ทหารที่กระทำการทุจริตต่อประชาชน มาขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้ ซึ่งเป็นศาลยุติธรรมพลเรือนแทนศาลทหาร
- แก้รัฐธรรมนูญให้มีหลักการควบคุมทหารโดยพลเรือนโดยตรง จำกัดอำนาจกองทัพให้อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน เพราะที่ผ่านมาทหารมีอิสระในการปกครองตนเองโดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี จึงทำให้ทหารก่ออาชญากรรมได้เรื่อยๆ รวมทั้งห้ามการใช้กองกำลังทหารในการสลายการชุมนุมโดยสันติ
- จัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงและจัดทำบันทึกสาธารณะที่ผ่านมาทุกกรณีอย่างละเอียด โดยให้มีคณะกรรมการอิสระที่มีองค์ประกอบที่เป็นอิสระ มีความหลากหลาย และมีตัวแทนของฝ่ายผู้ได้รับผลกระทบ
- การดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดอย่างจริงจังเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำและยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด
- สร้างกลไกเยียวยาเหยื่อและครอบครัว ฟื้นฟูจิตใจ คืนศักดิ์ศรีแก่ผู้ได้รับผลกระทบ
- จัดให้มีพื้นที่รำลึกความทรงจำสาธารณะและการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์การเมืองเพื่อการป้องกันความรุนแรงและโศกนาฏกรรมมิให้เกิดซ้ำ
- ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
- การพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างวัฒนธรรมสันติภาพ ประชาธิปไตย และการเคารพสิทธิมนุษยชนเพื่อป้องกันความรุนแรง
คดีตากใบ…ไม่ใช่เพียงบาดแผลในอดีตที่ถูกปล่อยให้เลือนหายตามกาลเวลา และวันหมดอายุความของคดี ก็ไม่ใช่เครื่องหมายของการสิ้นสุดความรับผิดชอบ แต่กลับเป็นเครื่องเตือนใจราคาแพง ว่าตราบใดที่ความรุนแรงจากรัฐยังถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่ไร้คนรับผิดชอบ สังคมไทยก็ไม่มีวันก้าวพ้น วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ไปได้เลย
การจดจำ ทวงถาม และปฏิเสธที่จะลืมโศกนาฏกรรมตากใบ จึงไม่ใช่การตอกย้ำความรุนแรง แต่คือการสร้างหมุดหมายร่วมกันว่า ประเทศนี้จะต้องไม่มีที่ยืนให้กับความอยุติธรรม และไม่มีชีวิตใดควรต้องสูญเสียไปอย่างไร้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นคนอีกต่อไป

