กรุงเทพมหานคร เมืองใหญ่ที่หลายคนจดจำภาพผ่านตึกสูง รถติด และความเร่งรีบของผู้คน แต่ห่างออกไปจากใจกลางเมืองไม่กี่สิบกิโลเมตร ยังมีพื้นที่อีกด้านหนึ่ง ที่แทบมองไม่ออกเลยว่านี่คือส่วนหนึ่งของเมืองหลวงแห่งนี้
บางขุนเทียน คือ 1 ใน 50 เขตของกรุงเทพฯ และเป็นเขตเดียวที่มี พื้นที่ติดทะเล ผู้คนที่นี่ยังใช้ชีวิตอยู่กับสายน้ำ ลำคลอง มีป่าชายเลน และยังพบเห็นความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ด้วยสภาพของวิถีความเป็นอยู่ บางขุนเทียน จึงถูกเรียกว่า “ภูธรของกรุงเทพฯ”

แม้ความเจริญของพื้นที่ยังเทียบไม่ได้กับเมืองชั้นใน ชีวิตผู้คนที่ยังอยู่ท่ามกลางความสงบเงียบ ให้บรรยากาศเสมือนอยู่ต่างจังหวัด แต่ภายใต้ความรู้สึกเช่นนั้น กลับพบว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่บางขุนเทียน กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
โดยเฉพาะผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้ตลอดหลายทศวรรษมานี้ คนบางขุนเทียนเจอกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง สูญเสียผืนดินจำนวนมาก และปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงจนเข้าท่วมพื้นที่หนักขึ้น ยังไม่นับรวมปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค ที่ยังรอการแก้ไข
ความสำคัญของ บางขุนเทียน จึงอาจไม่ใช่แค่เป็นพื้นที่ติดทะเลของกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่สภาพความเป็นจริงที่คนชายขอบเมืองหลวง เผชิญอยู่นั้น ได้กลายเป็นคำถาม ว่าพวกเขา “อยู่กันยังไง ?”
The Active ชวน อ.โก้ – วีรวัฒน์ วรายน สถาปนิกและอาจารย์จากสตูดิโอชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ สำรวจพื้นที่บางขุนเทียน พร้อมสนทนากับผู้คนเพื่อบอกเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ในวันที่อะไร ๆ ไม่เหมือนเดิม
เช้าวันนี้เราเริ่มต้นด้วยการลงเรือ ไปพร้อมกับ อาจารย์โก้ และ ครูแดง – เกรียงศักดิ์ ฤกษ์งาม อดีตข้าราชการครูโรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ ในฐานะผู้ที่อยู่บางขุนเทียนมาตั้งแต่เกิด เพื่อสำรวจวิถีชีวิต และสภาพปัญหาของที่นี่ โดยเลือกสัมผัสเรื่องราวตามเส้นทางคลองศรีกุมาร ที่น้ำเริ่มลง และแน่นอนว่าจุดหมายปลายทางของพวกเรา คือ “หมุดกรุงเทพฯ” ที่อยู่กลางทะเล

อ.โก้-วีรวัฒน์ วรายน สถาปนิกและอาจารย์จากสตูดิโอชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ (ขวา)
ครูแดง บอกว่า เวลานี้น้ำลงจนสามารถมองเห็นตะกอนดินโคลนใต้ผิวน้ำได้ และบางจุดเรื่อไม่สามารถแล่นผ่านได้แล้ว ซึ่งชาวบ้านที่นี่รู้กันว่าถ้าจะต้องออกไปไหนต้องออกไปก่อนที่ “น้ำจะลง”
“ชาวบ้านแถวนี้ส่วนมาก ถ้าอยู่ด้านทิศใต้ก็คือแถวชายแนวชายฝั่งจะใช้เรือเป็นยานพาหนะหลักในการเดินทาง บางส่วนอาจจะมีไปทางเส้นทางธรรมชาติที่เราใช้เป็นการท่องเที่ยวของบางขุนเทียน คือ สะพานรักษ์ทะเล แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง ก็ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ ถนนจะตัดเข้าไปก็จะไม่มี มีแต่คันบ่อกุ้งแค่นั้น ชาวบ้านจะอาศัยคันบ่อกุ้งออกมา แต่คนที่นี่เรียกว่าวังกุ้งนะ ไม่ได้เรียกว่าบ่อเพราะมาจากวังเก็บน้ำของการทำนาเกลือสมัยก่อน”
ครูแดง อธิบาย
สำหรับ คลองศรีกุมาร เป็นคลองแยกออกมาจากคลองพิทยาลงกรณ์ที่ขุดเอาไว้เพื่อส่งน้ำเข้านาเกลือ โดยปกติเส้นทางนี้จะมีเรือวิ่งสัญจร ชาวบ้านจะใช้ลำเลียงสัตว์น้ำที่จับได้แถวชายทะเลออกมามา เพื่อไปส่งที่อีกฝั่งของคลองพิทยาลงกรณ์
จากความรู้สึกว่าเป็น “ภูธรกรุงเทพฯ”
สู่ การมองเห็นคุณค่าที่ภาคภูมิใจ
ด้วยลักษณะเฉพาะของพื้นที่ธรรมชาติ ทำให้เขตบางขุนเทียนดูต่างออกไปจากกรุงเทพฯ ในเขตอื่น ๆ ครูแดง เล่าว่า ในอดีตก็เคยน้อยใจ เหมือนโดนทิ้ง คนพื้นที่อื่นเรียกเราว่า “ภูธร” เวลาเดินทางเข้าไปกรุงเทพฯ ชั้นใน เขาจะพูดว่า “นั่นไงพวกภูธรมาแล้ว” เพราะเวลามีนัดหมาย จะไปถึงเร็วกว่าคนอื่น เพราะอยู่ไกล ต้องเผื่อเวลาเดินทางแต่เช้า

แต่ปัจจุบันความรู้สึกนั้นเปลี่ยนไป นับตั้งแต่ช่วงปี 2536 ครูแดง ได้ร่วมทำโครงการว่าด้วยเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและป่าชายเลน ถือเป็นการ “พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส” จากพื้นที่ที่ไม่มีใครอยากมา ครูบรรจุใหม่ไม่อยากย้ายมา เพราะใช้ชีวิตยากลำลาก แต่ตอนนี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยื่อนไม่ขาดสาย แถมยังสร้างรายได้ให้กับชุมชน
“ป่าที่เป็นธรรมชาติ เสียงนก เสียงจักจั่น พวกนี้ เป็นอะไรที่ในกรุงเทพฯ ไม่มี แต่ที่นี่มี สังเกตดู นกยางยังคงหาอาหารอยู่แถวแนวชายคลอง เมื่อมีอาหารเขาก็อยู่ แสดงว่าในน้ำยังสมบูรณ์ก็คือ มีอาหาร มีอะไรให้เขาได้ใช้กินทุกวัน”
ครูแดง ชวนให้นึกภาพตาม
โดยเฉพาะเมื่อเอ่ยถึง “ทะเลกรุงเทพฯ” ที่แต่ก่อนคนมักจะไปนึกถึงทะเลน้ำจืดในสวนสนุก แต่ตอนนี้คนรู้จักกันแล้วว่า ที่นี่คือ “ทะเลกรุงเทพฯ มีสะพานรักษ์ทะเล ทะเลบางขุนเทียน เป็นทะเลจริง ๆ ทะเลเหมือนที่บางปู” พอเปิดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ก็ยิ่งทำให้คนรู้จักมากขึ้น
“น้ำทะเลกัดเซาะ” ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น
แผ่นดินบางขุนเทียน หายไป ทุก ๆ ปี
ครูแดง ยอมรับว่า การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ก็มีปัญหาไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่อง “การสัญจร” ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่สังเกตเห็นว่า “มากขึ้น เร็วขึ้น” คลื่นลมแรงขึ้นทำให้การกัดเซาะมีมากขึ้น ขณะที่ตะกอนดินที่จะลงมาเติมให้เกิดเป็นชายหาดก็น้อยลง เนื่องจากเส้นทางตะกอนดินโดนปิดกั้น มีการสร้างเขื่อนบ้าง สร้างคอนโดฯ ทำให้ตะกอนดินน้อยลง
ภาพที่เห็นชัดอย่างหนึ่งในคลองศรีกุมาร คือ การทรุดการพังทลายของคันกั้นน้ำ ที่ไม่ว่าจะสร้างสูงขึ้นแค่ไหนก็จะพัง ซึ่งชาวบ้านก็พยายามสร้างสูงขึ้น เรื่อย ๆ


“สังเกตดูว่าระดับน้ำขึ้นมาอย่างไร ให้ดูเขื่อน เขาจะต่อขึ้นมาเป็นชั้น ๆ ข้างล่างสุดเลย คือ เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ต้องเสริมหนีน้ำ ก็จะมีเขื่อนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง และต่ออีกชั้น ขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างรั้วบ้านก็พังหมดเลย ถามว่าอยู่ไหมก็ไม่อยู่”
ครูแดง สะท้อนปัญหา
สำหรับแนวทางแก้ไขโดยใช้ภูมิปัญญานั้น ครูแดง เคยให้เด็ก ๆ นำหินปูนเป็นก้อนวางไว้เป็นแนว แล้วก็ปลูกไม้โกงกางขนาดด้านหน้า ด้านหลัง เมื่อโตขึ้นรากของโกงกางจะมาอุ้มหินปูนเอาไว้ ก็จะได้เป็นแนวกั้นเหมือนกับธรรมชาติ ที่จะไม่พังเหมือนกับแนวกั้นที่เป็นเสาปูน
ถามว่าชาวบ้านกังวลไหม ? กับปัญหาน้ำกัดเซาะที่หนักขึ้นทุกปี ไปจนถึงการที่นักวิชาการออกมาคาดการณ์อนาคตว่า “กรุงเทพฯ จะจมน้ำ” ครูแดง ยอมรับเลยว่า บางขุนเทียนคือกรุงเทพฯ และตอนนี้ก็ท่วมแล้ว หรือเรียกว่าเป็นด่านหน้า ยิ่งในช่วงฤดูมรสุม คลื่นลมแรง น้ำทะเลจะพัดเข้าฝั่ง
อีกเรื่องคือ “ระดับน้ำ” โดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะผืนแผ่นดินทรุดตัวลง หรือ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น แต่ที่รู้ ๆ คือ ช่วงฤดูน้ำหลาก หรือน้ำทะเลหนุนสูง จะมีน้ำท่วมในพื้นที่ในระดับที่สูง ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ท่วม แต่พอน้ำลง ก็ลงแบบแห้งไปเลย จนไม่สามารถนำเรือออกมาจากบ้านได้ โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน หรือคนเจ็บป่วยบ้านที่ไม่ได้อยู่ติดฝั่งถนนต้องใช้เรืออย่างเดียว
ครูแดง บอกว่า กรณีแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยและต้องใช้เรือเล็กไปรับผ่านทางบ่อเลี้ยงกุ้ง เพื่อไปเชื่อมตรงแนวชายคลองที่มีถนนอีกฝั่งแต่ก็ไกลพอสมควร โดยเฉพาะเวลากลางคืนยิ่งลำบาก
“นี่คือปัญหาที่ชาวบ้านไม่รู้จะทำอย่างไร จะใช้รถใหญ่ก็ไม่มี นอกจากมอเตอร์ไซค์ แล้วถ้าเป็นคนหมดสติจะซ้อนมอเตอร์ไซค์อย่างไร และเราเพิ่งจะมีทางปูนที่ทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และใช้เป็นทางหลักเชื่อมต่อลงมา แต่อดีต คือ คันบ่อหรือกุ้งคันดิน แล้วยิ่งถ้าฝนตกก็จะเฉอะแฉะ ยิ่งลำบากเลย”
ครูแดง สะท้อนปัญหา
ธรรมชาติบางขุนเทียน ดึงดูดผู้คนเข้ามาเรียนรู้
แต่สิ่งทำคัญที่ยังมองเห็นคือ “ความอุดมสมบูรณ์” ของธรรมชาติ ระหว่างล่องเรือไป เราเห็นสัตว์ทะเลชายฝั่งหลายชนิด และชาวบ้านยังจับสัตว์น้ำได้ถือว่าการปนเปื้อนยังไม่มาก
ในมุมมองคนนอกพื้นที่ อ.โก้ บอกว่า ความตั้งใจมาทำงานในพื้นที่นี้ นอกจากปัญหาที่ ครูแดง สะท้อนแล้ว ที่นี่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ ที่สำคัญ บางขุนเทียน ยังมี “บุคคลของพื้นที่” แบบครูแดง และอีกหลายคน ที่ยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และพร้อมที่จะถ่ายทอดความคิด หรือเรื่องราวต่างที่น่าสนใจให้กับคนรุ่นใหม่ได้
“ผมรู้สึกว่าหลาย ๆ พื้นที่น่าสนใจ แต่ขาดครูขาดคนที่จะสามารถทำหน้าที่เล่าเรื่องพวกนี้ได้ดี แต่ที่นี่มีครบสมบูรณ์ทุกอย่าง หลายครั้งเวลามาคุยกับคนในพื้นที่เรื่องภาพปัญหามันออกมาชัดมาก แต่สิ่งที่เราอยากจะสื่อสารออกไป เราไม่ได้อยากบอกแค่ปัญหา แต่อยากจะสื่อสารว่าในพื้นที่มีความน่าสนใจมีคุณค่าอะไรอยู่บ้าง แล้วอยากทำให้คนที่เขาเห็นคุณค่าแบบนี้ พาตัวเองเข้ามาเรียนรู้ ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้สำคัญมาก แล้วทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องของป่าชายเลนที่สำคัญมาก”
อ.โก้ ขยายความ
ครูแดง ยังเสริมว่า ถ้าดูจากแผนที่จะเห็นบางขุนเทียนเป็นเหมือนกับ “ซาลาเปาสีเขียวก้อนหนึ่ง” ตรงชายทะเล คอยผลิตอากาศบริสุทธิ์ ให้ในเมืองกรุงเทพฯ
เมื่อเรือแล่นออกไปที่อ่าวไทย ใกล้แนวกันคลื่นที่ชาวบ้านทำไว้ และมองเห็นแนวกันคบื่นที่ภาครัฐทำไว้ให้ ซึ่งอยู่ไกลจากชายฝั่งออกไป กลางทะเลมองเห็นแนวเสาไฟฟ้าเดิมที่เคยใช้งานก่อนที่ทะเลจะกัดเซาะเข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งจุดที่ตั้งเสาไฟกลางทะเลนั้น เคยเป็น “แผ่นดิน” ที่มีป่าชายเลนมาก่อน

เช่นเดียวกับ “หลักหมุดกรุงเทพฯ” ที่อยู่กลางทะเล และโดยรอบก็เคยเป็นป่าชายเลน เป็นบ่อกุ้งของชาวบ้านมาก่อน ซึ่งผ่านเวลามาเพียง 30 ปีเท่านั้น
“ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมาเริ่มหนัก ทำให้คนที่เห็นการเปลี่ยนแปลงตรงนั้น มีความหวาดหวั่น ว่าในอนาคต สมมติอีก 30 ปีข้างหน้ามันจะกลายเป็นแบบนั้น มันจะนานแค่ไหน จะว่าชั่วอายุคนก็ไม่นะ เพราะว่าหลักเขตที่อยู่ปัจจุบันนี้ตอนครูแดงเด็ก ๆ ก็ยังเคยมานั่งเล่น เดินลุยป่าโกงกางมา ตอนนี้ครูแดงยังไม่ตายก็เป็นอย่างนี้แล้ว”
ครูแดง สะท้อนความกังวล
ครูแดง ยังบอกว่า หลักเขตนี้เคยจมน้ำหายไป 19 ปี อดีต ผอ.เขตบางขุนเทียน ให้ครูแดงมาช่วยสำรวจแล้วค้นหาเจอต้นที่ 28 และกู้ต้นที่ 29 แล้ว เจอของ จ.สมุทรสาคร เป็นทั้งหมด 3 ต้น จากนั้นได้บูรณะขึ้นมาใหม่ โดยยกฐานสี่เหลี่ยมขึ้นตั้งอยู่บนเสาเพื่อหนีน้ำ
“สังเกตดูจะมีเพียงเกาะอยู่ 19 ปีที่หายไป ช่วงที่เริ่มพื้นที่ตรงนี้ คือปี 2514 และ 2516 ก็เริ่มที่จะสร้างขึ้นมา”
ครูแดง เล่าย้อนเรื่องราว
“อุโมงค์ต้นไม้” สะพานรักษ์ทะเล
ถนนสัญจรที่มาพร้อมการท่องเที่ยวชุมชน
สำรวจบางขุนเทียนทางน้ำเสร็จ ขึ้นจากเรือ อ.โก้ ก็ชวนให้รู้จักกับ ชาติปรีชา เหลืองอ่อน ประธานชุมชนศรีกุมาร เขตบางขุนเทียน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ประธานตึ๋ง ที่จะพาไปดูเส้นทางจักรยานเชื่อมไปสู่ทะเลระยะทางไป-กลับ รวม 8 กิโลเมตร ซึ่งชาวบ้านที่นี่หลายคนก็เริ่มทำธุรกิจให้เช่า จักรยาน จักรยานไฟฟ้า เพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้ขี่เยี่ยมชมพื้นที่
ประธานตึ๋ง ยังเผยว่า สะพานรักษ์ทะเล สร้างมาแล้วประมาณ 15 ปี เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเล และยังเป็นเส้นทางสำหรับชาวบ้านใช้สัญจร เมื่อก่อนเส้นทางนี้เป็นดิน พอฝนตก น้ำท่วม ก็จะเดินทางผ่านไม่ได้ ทางฝ่ายโยธาฯ สำนักงานเขตบางขุนเทียน ที่มองเห็นความสำคัญ จึงของบประมาณสร้างเส้นทางนี้ขึ้นมาใหม่ แต่จะเป็นเส้นทางที่รถยนต์ไม่สามารถผ่านได้

“ชาวบ้านต้องการรถที่จะเข้าไปรับผู้ป่วย ความสำคัญมาก ที่นี่ก็เคยมีกรณีที่รถข้างนอกเข้ามารับผู้ป่วยไม่ได้ ผู้ป่วยออกไปข้างนอกก็ไม่ได้ ก็ลำบากหน่อย เพราะคนป่วยไม่เลือกเวลา ถ้าเวลาน้ำแห้งเรือออกไม่ได้ จะซ้อนมอเตอร์ไซค์ก็ไม่ได้ แต่ว่าก็ทนกันมา ร้องเรียนไม่รู้กี่รอบก็ไม่ได้ ถ้ามีการประชุมเราเสนอเรื่องนี้ไปทุกครั้ง แต่ว่าก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ”
ประธานตึ๋ง สะท้อนปัญหา
ประธานตึ๋ง ย้ำว่า ปัญหาการเดินทางที่แม้จะมีถนนแล้ว แต่ชาวบ้านที่ต้องเอาสินค้าเกษตรไปขายข้างนอก คนทำงาน นักเรียน ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ยังดีที่มีรถเมล์ 2 สาย และรถสองแถวหัวแดง แต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมการเดินทางที่สะดวก หลายคนจึงต้องมีรถยนต์ส่วนตัว ที่จอดไว้ข้างนอกที่เช่าเอกชน เพราะเอารถเข้าบ้านไม่ได้
เส้นทางศึกษาธรรมชาติ
แหล่งเรียนรู้นิเวศป่าชายเลน
สำหรับแหล่งท่องเที่ยว เมื่อทุกคนมาเยือนที่บางขุนเทียน ประธานตึ๋ง แนะนำว่า จุดเด่น มีทั้ง “อุโมงค์ต้นไม้” ที่ร่มรื่นในระยะทาง 1 กิโลเมตร มีศาลพญางู ศาลเจ้าแม่สีนิล ที่ชาวบ้านนับถือ เส้นทางนี้ยังพาทุกคนไปสู่ “ศูนย์การเรียนรู้ชายเลยบางขุนเทียน” ที่สามารถนั่งชมวิว พักผ่อนหย่อนใจได้
อ.โก้ ยังเล่าเสริมจากการมาร่วมงานในพื้นที่ ว่าความน่าสนใจของบางขุนเทียน คือ “พันธุ์พืช” จะเห็นพันธุ์พืชท้องถิ่นประจำถิ่นค่อนข้างเด่นชัด ทั้งต้นโกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก ต้นเตยทะเลต้นโพธิ์ทะเล ต้นแสม อยู่ตลอดทาง ซึ่งสามารถพาเด็ก ๆ ไปศึกษาเรียนรู้ได้ตลอด

ส่วนต่อมา คือ “สัตว์” ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ปีก สัตว์ผิวดิน ในน้ำ หรืออย่าง “เหยี่ยวแดง” นกกินเปรี้ยว ซึ่งมีโอกาสได้เห็นจากที่นี่เยอะมาก บริเวณนี้ระบบนิเวศค่อนข้างสมบูรณ์ เรียนรู้เรื่องของนิเวศป่าชายเลนได้ดีและง่ายมาก
“ผมคิดว่ามันเริ่มมีต้นทุนที่น่าสนใจ เริ่มมีคนที่เข้ามาในพื้นที่มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องพวกนี้จะทำอย่างไรให้คนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มเติมมากขึ้นจากการท่องเที่ยว ที่ไม่ใช่ทุนจากข้างนอกเข้ามาทำ คิดว่าอยากจะพัฒนาหรือส่งเสริมให้ชุมชนสามารถสร้างรายได้จากจากการท่องเที่ยวหรือแหล่งเรียนที่เกี่ยวข้องกับป่าชายเลนได้”
อ.โก้ ให้มุมมอง
พัฒนาคุณภาพชีวิตที่คงคุณค่าเดิมเอาไว้
จากการได้สัมผัสชีวิตคนบางขุนเทียน อ.โก้ ยังพบว่า การอยู่ร่วมกับธรรมชาติทำให้เกิดคำถามสำคัญ ว่าพื้นที่ควรได้รับการพัฒนาไปในทิศทางใด ? หลายคนบอกว่าบางขุนเทียนต้องรักษาป่าชายเลน และระบบนิเวศเอาไว้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชาวบ้านก็เรียกร้องความเจริญ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะแม้จะอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ยังขาดความสะดวกในหลายด้าน
“โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การหาจุดสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนาว่าจะทำอย่างไรให้บางขุนเทียน โดยเฉพาะพื้นที่ชายทะเล เติบโตและได้รับการพัฒนา โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์และข้อดีที่มีอยู่เดิม”
“นี่เป็นคำถามที่อยากส่งต่อไปถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ ว่าจะมีแนวทางพัฒนาพื้นที่อย่างไร ให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนไว้ได้”
อ.โก้ ฝากข้อเสนอ
ประเด็นดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับปัญหาอื่น ๆ ที่พบในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการสัญจร การกัดเซาะชายฝั่ง หรือการประกอบอาชีพของคนในชุมชน ซึ่งล้วนถูกครอบด้วยคำถามเดียวกัน ว่าบางขุนเทียนควรพัฒนาไปในรูปแบบใด อะไรคือสิ่งที่ควรรักษาไว้ และอะไรคือสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ผู้คนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนอีกด้วย
อีกหนึ่งคนที่เข้ามาทำงานพัฒนาบางขุนเทียน คือ ฐิติพรรณ เชื้อสวัสดิ์ ทีมวิจัยโครงการวิสัยทัศน์ BKT NEXTs มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางขุนเทียน) ก็มองว่า จุดเริ่มต้นของการทำงาน คือ ความพยายามประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
โดยทีมวิจัยมองภาพรวมของบางขุนเทียนทั้งพื้นที่ศึกษาทั้ง “ภูมินิเวศ” และ “ภูมิสังคม” ควบคู่กันไป ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ลักษณะทางกายภาพ ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คน จากผลการศึกษาทำให้ พบว่า พื้นที่บางขุนเทียน มี “พื้นที่วิกฤต” หรือ Critical Area อยู่บริเวณช่วงปลายชายฝั่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศมีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงเริ่มตั้งคำถามว่าชุมชนกำลังเผชิญปัญหาอะไร ต้องการอะไร และจะออกแบบการทำงานร่วมกันต่อไปอย่างไร

“มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในพื้นที่นี้ เรารู้สึกว่ามีหน้าที่ต้องช่วยพัฒนาพื้นที่ เพราะที่นี่มีทั้งวิกฤตสำคัญและต้นทุนทางวัฒนธรรม รวมถึงศักยภาพที่ยังเหลืออยู่มาก จึงต้องคิดว่าจะจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างไร”
ฐิติพรรณ ตั้งคำถาม
อีกหนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ ประวัติศาสตร์ของป่าชายเลนบางขุนเทียน เดิมทีพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นป่าโกงกางอย่างที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย แต่เมื่อ 80-100 ปี พื้นที่ส่วนใหญ่เป็น “ป่าแสม” ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิมของพื้นที่ การเปลี่ยนผ่านจากป่าแสมสู่ป่าโกงกางจึงกลายเป็นคำถามสำคัญของงานวิจัย
เช่นเดียวกับเรื่อง “น้ำท่วม” ที่เมื่อศึกษาลึกลงไป พบว่า หลายครั้งอาจไม่ใช่น้ำท่วมในความหมายทั่วไป แต่เป็นปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนขึ้นลงตามธรรมชาติ ประกอบกับบางขุนเทียนเป็นจุดสูงสุดของอ่าวไทยตอนใน ทำให้ลักษณะดินเลนและระบบน้ำแตกต่างจากพื้นที่โดยรอบ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย เมื่อมีน้ำจากเมืองไหลลงมารวมกับกระแสน้ำในอ่าว จึงเกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหลายรูปแบบ
“จุดวิกฤตตรงนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะคนในพื้นที่ แต่กระทบไปถึงพื้นที่อื่นด้วย หากดินเลนเสื่อมคุณภาพ ผลผลิตอาหารจากทะเลก็ลดลง พื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำหายไป หรือหากมีสารเคมีและการจัดการน้ำที่ผิดพลาด ก็จะส่งผลต่อระบบนิเวศในวงกว้าง”
ฐิติพรรณ ย้อนผลกระทบ
ฐิติพรรณ ยังมองว่า บางขุนเทียนมีต้นทุนทางทรัพยากรเหลืออยู่อีกมาก หากสามารถฟื้นฟูได้ทัน ก็อาจเป็นจังหวะสำคัญในการกอบกู้ศักยภาพของพื้นที่กลับคืนมา เพราะเมื่อมองเรื่องระบบนิเวศควบคู่กับวิถีชีวิตของผู้คน จะเห็นว่าชุมชนมีประวัติการปรับตัวมาโดยตลอด จากเดิมเป็นพื้นที่ป่า ก่อนเปลี่ยนเป็นนาเกลือ เมื่อราคาเกลือตกก็ปรับเป็นนากุ้ง และเมื่อกุ้งกับปูได้รับความนิยมก็สร้างรายได้มหาศาล
แต่ช่วงหนึ่งเกิดการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งกึ่งอุตสาหกรรม ใช้อาหารสำเร็จรูปและสารเคมีจำนวนมาก ชาวบ้านเรียกว่า “กุ้งไดนาไมต์” แม้ระยะแรกจะให้ผลผลิตดี แต่เมื่อสารเคมีสะสมในบ่อจนระบบนิเวศเสียหาย การเลี้ยงกุ้งรุ่นต่อมากลับล้มเหลว หลายครัวเรือนสูญเสียเงินลงทุนหลักแสนถึงหลักล้าน บางคนต้องขายที่ดินเพื่อใช้หนี้ หลังจากนั้น เมื่อทรัพยากรธรรมชาติเปลี่ยนแปลงและราคาหอยแครงดีขึ้น ชาวบ้านจำนวนหนึ่งก็หันมาเลี้ยงหอยแครงแทน เพราะเชื่อว่าพื้นที่แห่งนี้เลี้ยงอะไรก็ได้รสชาติดี แต่ปัจจุบันผู้ที่ยังทำได้สำเร็จกลับเหลือเพียงไม่กี่ราย
การใช้ที่ดินเปลี่ยนไป ตามการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น
อีกปัจจัยสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านระหว่างรุ่น จากเดิมครอบครัวหนึ่งได้รับสิทธิครอบครองที่ดินประมาณ 50 ไร่ แต่เมื่อส่งต่อสู่รุ่นลูกและหลาน ที่ดินถูกแบ่งย่อยลงเรื่อย ๆ จนไม่เพียงพอต่อการทำกิน หลายครอบครัวจึงเลือกขายที่ดิน แล้วกลับมาเช่าที่ของตนเองเพื่อทำประมงหรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่อ

“พ่อแม่จำนวนไม่น้อยก็สนับสนุนให้ลูกหลานออกไปทำงานนอกพื้นที่ เพราะมองว่าการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูง ทั้งจากน้ำเสียที่ไหลมาจากพื้นที่เมือง โรงงานอุตสาหกรรม และปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากออกไปทำงานภายนอก แม้จะยังมีบางส่วนที่เลือกกลับมาใช้ชีวิตในบ้านเกิดก็ตาม”
ฐิติพรรณ สะท้อนปัญหา
สำหรับทีมวิจัย สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้าง “สถานการณ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน” เพราะปัญหาของบางขุนเทียนมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติ จึงต้องอาศัยการพูดคุยและออกแบบทางเลือกหรือ Scenario ร่วมกันระหว่างชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด
นอกจากการแก้ปัญหาแล้ว กระบวนการทั้งหมดควรเป็น “พื้นที่แห่งการเรียนรู้” ทั้งสำหรับชุมชน นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และสังคม เพราะบางขุนเทียนเต็มไปด้วยองค์ความรู้เรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอยู่ร่วมกับน้ำ ระบบนิเวศป่าชายเลน และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจาก ป่าชายเลนสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มหาศาล มีคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมสูง หากส่งเสริมอย่างจริงจังก็อาจสร้างมูลค่าใหม่ให้กับพื้นที่ได้ ขณะเดียวกัน คนในชุมชนที่ดูแลรักษาพื้นที่มาตลอดก็ควรมีคุณค่าและมีบทบาทในการบริหารจัดการทรัพยากรของตัวเองไปพร้อมกับการเรียนรู้ร่วมกัน
สำหรับการแก้ปัญหาบางขุนเทียนไม่ใช่ภารกิจของกรุงเทพฯ เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการจัดการทั้งลุ่มน้ำและชายฝั่งร่วมกัน พร้อมตั้งคำถามว่า วันนี้สังคมพร้อมหรือยังที่จะหันมาจัดการพื้นที่สำคัญแห่งนี้อย่างจริงจัง ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงจะสร้างผลกระทบที่ยากเกินจะแก้ไขในอนาคต
- รับชมย้อนหลัง : EP.4 ความฝัน “บางขุนเทียน” สุดแผ่นดินกรุงเทพฯ | อยู่กันยังไง ? (13 มิ.ย. 2569)

