จุฬาฯ ไป ห้วยขวาง…เดินได้ไหม ? คำถามง่าย ๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยลองหาคำตอบด้วยตัวเอง แต่หลายเส้นทางก่อนหน้านี้ “ทีมเดินได้” ที่ประกอบด้วย ใบเฟิร์น-ชนนิกานต์ เลิศอวัสดาตระกูล, โอ๊ะ-พงศธร พรหมบุบผา, พิณพลอย-ภิญญ์พลอย ศิริภาณุพงศา และ เอมิ-ปุญญิศา จีรัตน์ 4 สาวจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เคยทดลองเดินมาแล้ว และวันนี้กับภารกิจจริงเดินจากจุฬาฯ ถึงห้วยขวาง ที่พอจะทำให้ได้คำตอบที่มากกว่าเรื่องระยะทาง แต่คือการชวนกันสำรวจ ว่าเมืองที่เราอาศัยกันอยู่นี้ เอื้อต่อการเดินมากน้อยแค่ไหน ?
เดินจาก จุฬาฯ ไป ม.เกษตรฯ ระยะทางกว่า 15 กิโลเมตร…
เดินจาก จุฬาฯ ไป มศว ระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร…


และอีกหลายภารกิจที่ใช้การเดินบอกเล่าเรื่องราวระหว่างทาง กลายเป็นคอนเทนต์ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เพราะทำให้หลายคนได้เห็นกรุงเทพฯ ในมุมที่อาจไม่ค่อยมองเห็น
เมื่อไม่ได้เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ รถส่วนตัว เมืองที่คุ้นเคยกลับเผยรายละเอียดที่ต่างออกไปให้เราได้สัมผัสผ่าน การเดิน เมื่อความจริงที่พบ กำลังชี้ให้เห็นว่า ทางเท้าบางจุดไม่ได้เป็นมิตรกับคนเดิน จุดข้ามถนนที่เข้าถึงยาก ร่มเงาที่ไม่เพียงพอ ไปจนถึงพื้นที่สาธารณะ ที่ชวนให้หยุดพักไม่ทั่วถึง
ในช่วงเวลาที่กรุงเทพฯ อบอวลไปด้วยบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และก่อนไปถึง วันชี้ชะตา 28 มิถุนายนนี้ The Active เลยชวนน้อง ๆ ทีมเดินได้ ออกสำรวจเมืองด้วยสองเท้า ภายใต้โจทย์เดินจาก จุฬาฯ สู่ย่านห้วยขวาง ที่ไม่ใช่เพียงพิสูจน์ว่า จะเดินถึงหรือไม่ ? แต่เพื่อหาคำตอบ ว่าระหว่างทางนั้นมีอะไรที่ควรได้รับการแก้ไข และพัฒนา เพื่อให้การเดินในเมือง เป็นทางเลือกที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรมสำหรับทุกคนมากขึ้น

ช่วงสายหลังฝนตก แม้อากาศจะอบอ้าว แต่อย่างน้อยฟ้าก็ครึ้ม ก็ไม่มีแสงแดดร้อน ๆ มาเป็นอุปสรรค…การเดินในภารกิจสำรวจเมืองจึงเริ่มต้นขึ้น เราเริ่มใช้แอปพลิเคชันเดินสะสมระยะทาง เริ่มที่ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เดินไปทางแยกสามย่าน ถ.พระราม 4 เขตปทุมวัน ซึ่งเป็นย่านนำร่อง เมืองเดินได้เดินดี
ต่อไปยัง ถ.ราชดำริ แวะ Hawker center สวนลุมพินี เดินขึ้น สะพานเขียว ทางเดินลอยฟ้า เชื่อมต่อพื้นที่สีเขียว เดินต่อผ่านสุขุมวิท ซอยนานา ถ.เพชรบุรี โดยมีปลายทางที่ ถ.รัชดาภิเษก ย่านห้วยขวาง
จากงานวิจัย เดินได้-เดินดี บอกว่า ระยะทาง 800 เมตร หรือการเดินประมาณ 10 นาที คือ ระยะการเดิน ที่คนทั่วไปยอมรับได้ แต่วันนี้พวกเรา Challenge ด้วยการเดินมากกว่าระยะคนปกติถึง 10 เท่า
จากธีสิส สู่ อินฟลูฯ สายสตรีท “เดินได้”
พิณพลอย เล่าว่า จุดเริ่มต้นคือมีโจทย์วิทยานิพนธ์ หัวข้อ Sustainable Tourism หรือ การท่องเที่ยวยั่งยืน ทั้ง 4 คนจึงมาช่วยกันคิดว่าจะออกแบบอย่างไร ? ให้งานออกมาน่าสนใจและตอบโจทย์ ในตอนแรกอยากไปสัมผัสเมืองรอง หรือไปท่องเที่ยวในหลาย ๆ รูปแบบ

แต่พอมาตั้งคำถามกับการที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ทุก ๆ วัน พวกเธอจึงมองเห็นว่า เราไม่ได้เป็นแค่ “ผู้อาศัย” แต่เรายังสามารถเป็น “นักท่องเที่ยว” ได้ด้วย และสิ่งที่สามารถเริ่มทำได้ทันทีเลยก็คือ “การเดิน”
“ตัวหนูเอง ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่เกิด รู้สึกว่ายังไม่ชินกับการอยู่ในกรุงเทพฯ ขนาดนั้น เลยมองว่า เราก็สามารถพัฒนาให้เกิดการท่องเที่ยวได้เหมือนกัน และมาดูว่าอะไรที่สามารถจับต้องได้ และสามารถทำได้ทันทีเลย นั่นก็คือ การเดิน และพวกเราทั้ง 4 คน ชอบเดินกันอยู่แล้ว”
พิณพลอย อธิบาย
แม้ว่าตอนนี้ได้ทำคลิปส่งรายงานธีสิสไปแล้วรวม 30 คลิป มีคลิปหลัก ๆ ที่เล่าเรื่องการเดิน 15 คลิป ใช้เวลาเดินและถ่ายทำ 3 เดือน ส่งผลให้ทุกคนเรียนจบกันเรียบร้อยแล้ว
นอกจากได้ธีสิสจบ ทั้ง 2 แฟตฟอร์ม สิ่งที่ตามมาคือยอดยังผู้ติดตาม เดินได้ รวมกว่า 6,000 คน สิ่งนี้ โอ๊ะ เชื่อว่าที่ผู้คนสนใจ อาจเป็นเพราะระยะทางที่ได้ลองเดินค่อนข้างไกล เช่น จาก จุฬาฯ ไป ม.เกษตรฯ 15 กิโลเมตร หลาย ๆ คนก็คงอยากรู้ว่า แล้วเราจะเดินไปทำไม ? เดินแล้วได้อะไร ?
พิณพลอย เสริมว่า คลิปเดินไป ม.เกษตรศาสตร์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนเข้ามาดู หลังจากนั้นก็จะเริ่มเป็นการเดินในเส้นทางที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน
ขณะที่ ใบเฟิร์น บอกว่า ระยะทางที่เดินในแต่ละคลิป “ถ้าให้ไปคนเดียวเธอก็คงไม่เดิน” แต่พอมีเพื่อนเดินด้วยหลายคน เดินไปคุยไประหว่างทาง มีแวะพักบ้าง ทำให้การเดินไม่น่าเบื่อ และรู้สึกสนุก ไม่นานก็ถึงปลายทางแบบแทบไม่รู้สึกว่าเมื่อยขา
บางครั้ง น้องๆ ก็มีเกม มีภารกิจตามเส้นทางให้เก็บแต้ม แต่ต้องระวังเรื่องมือถือไปด้วย (แบบต้องระวังเรื่องความปลอดภัย)


“เดินได้” แต่ปลอดภัยไหม ?…อาจจะยังน้า!!
เคยรู้สึกไหมว่าการเดินไม่ปลอดภัย เส้นทางไหน ? ที่ไปแล้วน่ากังวลเวลาเดินที่สุด คือสิ่งที่เราถามกับน้อง ๆ ซึ่งทุกคนก็ให้คำตอบตรงกัย คือ “สุขุมวิท นานา ช่วงกลางคืน”
ใบเฟิร์น ยอมรับเลยว่า เมื่อต้องไปเดินทำกิจกรรม กับ TTA LAB และ workworkwork เกี่ยวกับการเดินทางของผู้หญิง ในตอนแรกที่เดินจับกลุ่มกัน 20 คน เดินได้ แต่พอแยกทางออกมาเดิน 4 คน ก็รู้สึกไม่ปลอดภัยมีคนตั้งกลุ่มนั่งข้างทาง และส่งเสียงเรียกแซว
ไม่ต่างกับ โอ๊ะ ที่แชร์ประสบการณ์ ว่าเคยเจอคนเมา ตามเส้นทางกลางคืน ทำให้ไม่ค่อยอยากเดิน เลยเลือกทำกิจกรรมการเดินในช่วงกลางวันแทนจะปลอดภัยกว่า
เดินผ่านตรงไหน ก็ เอ๊ะ อ้าว!! ไปหมด
เส้นทางที่เดินระหว่างแยกสามย่านไปถึงสวนลุมพินี ตรงนี้มีทางเท้าทั้งกว้าง และแคบ แม้เดินสะดวก แต่ก็ยังเจอปัญหาที่ไม่เอื้อต่อการเดิน โดยเฉพาะคนพิการทางการเห็น ที่พบเบลล์บ็อกซ์มีเสาไฟขวางอยู่


“เราอาจจะไม่ได้เป็นคนใช้เบลล์บ็อกซ์ แม้เห็นความพยายามที่จะให้มี แต่ก็พบว่ามีเสา วางเรียงติดกัน 3 ต้น ในพื้นที่ ไม่แน่ใจว่าในการใช้งานจริง ๆ จะเป็นอย่างไร ทำยังไงให้เสาน้อยลงบ้างได้ไหม”
โอ๊ะ ขยายความ
พอมาถึง ป้ายรถเมล์ บริเวณนี้ กทม. พัฒนาเป็นป้ายรถเมล์อัจฉริยะแล้ว ซึ่ง พิณพลอย สะท้อนว่า ส่วนตัวชอบป้ายรถเมล์โซนในเมือง ที่มีที่นั่ง มีไฟ มีจอบอกสายรถเมล์ที่กำลังจะมาถึงบ้านได้แบบเรียลไทม์ เพราะ ป้ายรถเมล์ใกล้บ้าน อย่าง สายไหม เก่ากว่านี้มาก และสายรถเมล์ก็น้อย
โอ๊ะ เสริมประเด็นเรื่องป้ายรถเมล์ด้วยว่า กทม. ทำป้ายรถเมล์และมีสายรถเมล์ใหม่ ๆ แต่ป้ายที่ตั้งอยู่ก็ยังเก่า ไม่อัปเดตสายรถเมล์ ทำให้คนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ที่ตรวจสอบรถเมล์ได้ ก็อาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการรอได้
พิณพลอย ยังบอกด้วยว่า เคยมีชาวต่างชาติมาถามว่าจะไปตรงนี้แล้วนั่งรถเมล์สายไหน ก็อาจจะบอกยากเหมือนกัน เพราะที่ป้ายไม่ได้มีข้อมูลบอก ว่านั่งรถเมล์สายนี้แล้วผ่านตรงไหนบ้าง ถ้ามีระบบที่เอื้อต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ก็จะดีมาก
เมื่อเดินมาถึงแยกอังรีดูนังต์ แยกสีลม และ แยกศาลาแดง ก็พบว่า ทางม้าลายที่มีที่ยืนรอแคบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายหากมีคนข้ามจำนวนมาก

พอข้ามมาที่ฝั่งสวนลุมพินี จุดนี้ทางเท้ากว้าง และมี ฝาท่อ เป็น Check point ให้มาถ่ายรูปได้ ซึ่ง ใบเฟิร์น บอกว่า ก่อนนี้ก็เคยมีศิลปินที่ออกแบบฝาท่อตรงอโศก มศว เลยไม่แน่ใจว่ามีที่อื่นอีกไหม รู้สึกว่าจะดีมาก ถ้าเมืองมีการร่วมมือกับศิลปินในพื้นที่ออกแบบฝาท่อให้เป็น Check point ประจำย่าน ก็น่าจะช่วยทำให้คนอยากเดินไปเก็บภาพ
ข้าง ๆ สวนลุมฯ เราได้แวะพักดื่มน้ำกันที่ Hawker Center ที่ กทม. เพิ่งเปิดให้ร้านค้า ที่เคยเป็นหาบเร่แผงลอย หลายร้านเป็นร้านดังย่านสวนลุมฯ เข้ามาขายของ เมื่อเดือน เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่บนทางเท้า เป็นโมเดลจากประเทศสิงค์โปร์
ออกจาก Hawker Center เดินไปเส้นหลังสวน เส้นทางบริเวณนี้ค่อนข้างร่มรื่น เนื่องจากมีต้นไม้ใหม่ แต่ทางไม่เรียบเสมอกัน บางจุดพังมีน้ำขังกระเด็นใส่ขา บางจุดแคบต้องเดินเรียงแถว และมีคนแอบเอาขยะมาทิ้งใต้ต้นไม้ และเบลล์บ็อกซ์มีสิ่งกีดขวาง
ส่วนตรง สะพานเขียว ทางเดินลอยฟ้า เชื่อมต่อพื้นที่สีเขียว ช่วงกลางวันแดดร้อนไม่เบา และเห็นบางจุดที่ต้องซ่อมแซม จึงพากันเดินลัดไปยังสุขุมวิท ซอย 4 และสภาพทางเดิน คือ แคบ ฟุตพาธพัง และกว่าจะถึงปลายทาง ก็เห็นชัดเจนว่าทางเท้าหลาย ๆ จุดยังเต็มไปด้วยข้อจำกัด ไม่เอื้ออำนวยให้กับคนเดินเท้า
หลังจากใช้เวลาเดิน 3 ชั่วโมง ท้ายที่สุดทุกคนตกลงร่วมกันว่าจะใช้วิธีนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT เพราะเลยเวลามื้อเที่ยงมานาน ที่สำคัญต้องไปเดินต่ออีกเกือบ 1 กิโลเมตร กว่าจะไปถึงร้านย่านห้วยขวาง ที่เราจะเดินทางไปกันอยู่ในซอย
เด็ก ตจว. ต้องรู้เส้นทาง กทม.ให้เยอะ (เพื่อเดินทางราคาถูก)
โอ๊ะ ในฐานะของเด็กต่างจังหวัด บ้านเกิดอยู่ที่ ระยอง แต่ก็ผ่านมา 4 ปีแล้วเพื่อต้องพาตัวเองมาเรียนหนังสือและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ แม้เป็นคนที่รู้เส้นทางเยอะมาก ๆ แต่ถ้าเป็นตรอก ซอกซอยยังไม่ค่อยแน่ใจ ส่วนใหญ่จะรู้จักถนนเส้นหลัก ๆ จะรู้จักเกือบหมด ตรงไหนมีจุดตัดเชื่อมต่อกับถนนอะไร ? เพราะส่วนตัวจะโดยสารรถเมล์เป็นประจำ โดยจะศึกษาแผนที่ก่อนเดินทางเสมอ เพราะไม่ชอบเปิด GPS
“ถนนพระราม 4 จะไปตัดกับพญาไท และเส้นพญาไท จะสุดที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แล้วก็จะแยกเป็น 4 เกาะ เหมือนเราพยายามหาวิธีที่จะประหยัดที่สุดในการเดินทางในกรุงเทพฯ ก็เลยศึกษาเส้นทางรถเมล์ มาสู่การศึกษาถนนด้วย ก็เลยมั่นใจว่ารู้เส้นทางประมาณหนึ่ง อย่างการตั้งชื่อแยก ก็มีการนำคำมาสมาส มาสนธิกัน เช่น ถนนวิภาวดีรังสิต ที่ตัดกับถนนรัชดาภิเษก ก็จะมีแยกที่เรียกว่า รัชวิภา ส่วน รัชโยธิน ก็มาจาก ถนนรัชดาภิเษก กับ ถนนพหลโยธิน เวลาเจอแยกก็จะทบทวนข้อมูลที่ตัวเองรู้มา ว่าแยกนั้นกับแยกนี้ตัดกับถนนอะไร”
โอ๊ะ เล่าอย่างละเอียด
ก่อนถึงจุดหมาย น้อง ๆ ยังได้ร่วมสะท้อนสิ่งที่เจอตลอดทาง เพื่อส่งถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่

ใบเฟิร์น รู้สึกมานานแล้วว่า ทางเท้าในเมือง เดินได้เยอะกว่าเมื่อก่อน แต่ยังมีสายไฟ สายสื่อสารห้อยลงมาที่ทางเท้า
พิณพลอย บอกว่า บางจุดมีรถจักรยานยนต์ขึ้นไปขี่ ทำให้ฟุตพาธแตก ซึ่งไม่ได้แตกเพราะคนเดิน แต่ยอมรับว่าทางเท้าเรียบขึ้นจริง และจะเห็นชัดเจน ว่าทางเท้าย่านห้วยขวาง เรียบกว่า ย่านสุขุมวิท

โอ๊ะ ก็มองว่า ชอบถนนใหญ่เรียบ ๆ ทางเดินดีขึ้น และจุดเชื่อมต่อระหว่างทางเท้าก็ดีขึ้นมา เห็นความพยายามปรับปรุงดูแลสะพานเขียว เชื่อว่า หากเสร็จสมบูรณ์จะสนับสนุนการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการเดินในเมืองได้มากขึ้น

สิ่งที่อยากให้แก้ คือ อยากเห็นเรื่องการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เวลาส่งเรื่องไปแล้ว จะได้รับรู้ไปด้วยว่ามีใครที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาบ้าง รวมถึงร่มเงาในการเดินให้มากขึ้น
ส่วนภาพของ ผู้ว่าฯ กทม. ในฝัน พวกเธอเห็นตรงกัน ว่าอยากเจอผู้ว่าฯ ที่เข้าถึงง่าย ทำงานโปร่งใส่ เห็นกระบวนการทำงาน และทำงานจริง อาจจะเริ่มจากการพัฒนาเล็ก ๆ ไปก่อน ก็อยากให้แคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม. ที่มีนโยบายทางเท้า ชวนทีมเดินได้ไปเดินด้วย
องค์ประกอบ “ทางเท้า” ที่เอื้อให้เดินดี ต้องมีอะไร ?
ประเด็นสำคัญจากการเดินครั้งนี้ คือ การตั้งคำถามถึงการทำให้เมืองเดินได้ เดินดีเป็นจริง The Active คุยกับ ภาสุร์ นิมมล นักพัฒนาเมือง และผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ จาก บริษัท Mor and Farmer บอกว่า Walkable City (เมืองเดินได้) เป็นแนวคิดยุคใหม่ที่พูดถึงการเดินถึงพื้นที่ในระยะทางที่สั้นประมาณ 800 เมตร ในเวลา 10-15 นาที และองค์ประกอบของทางเดินที่ดีควรจะประกอบด้วย
- พื้นที่ทางเดิน Universal design ที่มิตรกับทุกคนอย่างเท่าเทียม ทั้งในเชิงคุณภาพ และระยะทางที่เอื้อให้กับผู้ใช้ในหลายหลายประเภท ทั้งผู้ใช้วีลแชร์ ผู้พิการ
- ความปลอดภัย ทั้งเรื่องสิ่งกีดขวางบนทางเท้า แสงสว่างตอนคืน ไม่มีจุดอัดที่เป็นอันตราย ความกว้างเพียงพอ
- ความต่อเนื่อง ทางเท้าที่สามารถเดินเชื่อมถึงกัน และเดินได้ต่อเนื่อง
- สิ่งอำนวยความสะดวกบนทางเท้า เช่น ม้านั่งริมทาง ความเชื่อมโยงไปที่ระบบขนส่งสาธารณะกับสถานที่ต่าง ๆ
- ทางเท้าที่มีชีวิตชีวา หมายถึง องค์ประกอบในทางเดิน เช่น ร้านค้า ร้านขายยา สวนสาธารณะ ที่อำนวยความสะดวกให้คนสามารถใช้ชีวิตในละแวกนั้นได้อย่างครบถ้วน
- สภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อม เช่น ร่มเงา ต้นไม้ใหญ่ หรือ อุปกรณ์บังแดด (Shading) ที่ช่วยให้อุณหภูมิทางเดินลดลง

ร่มไม้ทางเดิน เอื้อให้เดินดี ในเมืองกรุง
ภาสุร์ ยังระบุงานวิจัยหลายชิ้นชี้ ว่าพื้นที่ที่อยู่ใต้ร่มไม้ช่วยลดอุณหภูมิได้อย่างน้อยถึง 2-3 องศาเซลเซียส ขณะที่ร่มเงาจากตึก จะมีความร้อนที่สะท้อนไว้กับพื้นที่คอนกรีต ซึ่งชัดเจนว่าการเดินในพื้นที่ร่มไม้ ช่วยให้การเดินมีคุณภาพมากขึ้น
ที่ผ่านมา ทีม Mor and Farmer เคยทำการศึกษาทดลองเชิงปริมาณ เมื่อ 9-10 ปีที่แล้ว โดยใช้ AI วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ที่จำแนกเฉพาะพื้นที่ร่วมไม้ขนาดใหญ่ทั้งของเอกชนและพื้นที่สาธารณะ เข้ากับผังเมือง กทม. เมื่อปี 2567 พบว่า พื้นที่ร่มไม้มีอยู่ประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 15.8%
“ถามว่ามากน้อยแค่ไหน ในโครงการกรุงเทพฯ 2030 (Green Bangkok 2030) เป็นโครงการเมื่อนานมาแล้ว เคยมีการพูดถึงประเด็นเรื่องนี้ และตั้งเป้าร่วมว่าอยากเพิ่มพื้นที่สาธารณะให้ถึง 30% ของเมือง ถ้าเอาเป้านี้มาเป็นเป้าหมายอ้างอิงเบื้องต้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันก็เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย”
ภาสุร์ นิมมล
ทีม Mor and Farmer ยังทำงานกับเครือข่าย Map Map ร่วมกับ บริษัท อีฟิลด์ ทดลองทำแผนที่ย่านบางกอกใหญ่ ชวนคนเดินย่าน โดยอาศัยข้อมูลเรื่องเมืองหลายมิติ ที่ประเด็นที่สอดคล้องกับการที่ส่งเสริมให้คน “อยากเดินเข้าไปที่ย่าน” ซึ่งย่านที่ลงไปทำคือย่านบางกอกใหญ่ ผ่านแนวคิด ที่อยากให้คนใช้ แผนที่กระดาษ แทนการเปิด Google Map จากมือถือแล้วเดินไปให้ถึงปลายทาง
“เราใช้แผนที่ที่เป็น Physical ซึ่งให้คนสามารถกางแผนที่ แล้วก็ลงไปเดินตามเส้นทาง ในตัวแผนที่ก็จะมีข้อมูลหลายเรื่อง เช่น ข้อมูลการเดิน ข้อมูลร่มไม้ที่เราเคยรันทั้งกรุงเทพฯ มีการแสดงข้อมูลร่มไม้ของย่าน ข้อมูลไฟส่องสว่างของทางสาธารณะ ข้อมูลอุณหภูมิพื้นผิวของพื้นที่ตรงไหนร้อน ตรงไหนเย็น ซึ่งเป็นพื้นฐานกับเรื่องของการเดิน”
ภาสุร์ นิมมล
ภาสุร์ เล่าต่อว่า ในแผนที่ยังมีการใส่ข้อมูลอื่น ๆ เช่น พื้นที่แม่น้ำ วัด ชุมชน เพื่อให้คนเข้าใจย่านบางกอกใหญ่ ว่ามีอะไรน่าสนใจ ทั้งเรื่องของสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ระบบนิเวศคลองต่าง ๆ หรือพื้นที่ร่องสวนที่ยังเหลืออยู่เหลือน้อยมาก ๆ ไม่กี่แห่ง ของกรุงเทพฯ เป็นร่องสวนยังคงแบบดั้งเดิมไว้ แล้วเปิดให้คนเข้าไปเรียนรู้ มีการแนะนำเส้นทางเดิน แบ่งเป็นหลายธีม ประมาณ 5 ธีม ที่จะพาผู้คนไปเจอกับอะไรที่ต่างรูปแบบกัน
“เส้นทางเหล่านี้เป็นเส้นทางที่ Map Map ลงไปสำรวจทั้งหมด แล้วเก็บข้อมูลว่าตรงไหนผู้พิการเดินไม่ได้ ตรงไหนเป็นจุดที่มีขั้นบันได ตรงไหนเป็นจุดที่เดินริมคลองแล้วไม่มีราวกันตก ก็พยายามมาร์คไปอยู่ในแผนที่ เพื่อให้คนได้ทำความเข้าใจก่อน”
ภาสุร์ นิมมล
“ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดัชนีทางเดิน เราก็จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ ทั้งองค์ประกอบ อุณหภูมิ ร่มไม้ ไฟส่องสว่าง เพื่ดดูว่าคุณภาพของเส้นทางแต่ละเส้นที่เราแนะนำ เดินไปแล้วเจออะไรบ้างในแต่ละช่วง เช่น เดินไปถึงตรงนี้อาจจะมีร่มไม้อุณหภูมิที่ลด เดินได้ง่ายไปจนถึงกี่เมตรแล้วก็อาจจะเป็นคลอง เป็นถนน”
ภาสุร์ นิมมล




ภาสุร์ ยังบอกว่า เครื่องมือนี้มีชื่อว่า แม็ปแม็ป โก! บางกอกใหญ่ เป็นการนำข้อมูลหลายชุดมาทำเป็นแผนให้คนเดินสามารถเดินและทำความเข้าใจได้ ซึ่งได้รับรางวัล DEmark ปี 2024 ประเภท กลุ่มผลงานกราฟิกดีไซน์และการสื่อสาร
ท้ายสุดประเด็นเรื่องการเดิน นอกจากองค์ประกอบที่เล่าไป ภาสุร์ ย้ำว่าสิ่งสำคัญคือการมีข้อมูลอย่างเพียงพอ ว่า กทม.มีอะไรอยู่ในมือ แล้ว เราสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการประเมินหรือวิเคราะห์คุณภาพของทางเท้าหรือโซนต่าง ๆ ได้มากน้อยแค่ไหนในการวางแผน ตรงไหนส่งเสริมการเดิน ตรงไหนที่ต้องปรับปรุง หรือหากกล่าวในเชิงนโยบาย คือ การบริหารจัดการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว
“ประเด็น คือ ทางเท้าหนึ่งเส้น ประกอบไปด้วยการเชื่อมกับหลายหน่วยงาน ต้นไม้ก็ดี พื้นก็ดี ระบบน้ำข้างใต้ ระบบไฟตามถนน มันเกี่ยวกับหลายหน่วยงาน ไม่ใช่แค่ของ กทม. ความท้าทายคือทำอย่างไรให้มีการประสานเชื่อมโยงกันในการทำงานได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากกว่าทุกวันนี้รวมไปถึง เรื่องของการดูแลรักษาบริเวณที่มันมีปัญหาพื้นแตก น้ำขัง การดูแลร่มไม้การตัดแต่งที่ยังมีร่มเงาอยู่ ในขณะเดียวกันก็ไม่ไปทำให้มีเกิดปัญหากับมิติอื่น ๆ ของทางเดิน น่าจะเป็นประเด็นที่จะฝากให้นโยบายว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. นำไปปรับใช้ได้จริง”
ภาสุร์ นิมมล ทิ้งท้าย
- รับชม : EP.3 จุฬาฯ – ห้วยขวาง เดินได้ จริงหรอ | อยู่กันยังไง ? (6 มิ.ย. 2569)

