Care Connector กลไกใหม่ สร้างข้อต่อที่หายไป ในระบบดูแลผู้ป่วยระยะยาว

ย้อนไปราวศตวรรษที่ 19 มนุษย์เรามีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 30 ปี เท่านั้น กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สันติภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และความก้าวหน้าทางการแพทย์ของโลกทำให้อัตราการตายลดลง จึงไม่น่าแปลกใจหากอายุขัยเฉลี่ยของประชากรเริ่มเพิ่มขึ้นมาเป็น 46 ปี

ขยับเข้าใกล้ปัจจุบัน ข้อมูลล่าสุดจากองค์การสหประชาชาติประมาณการณ์อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกในปี ค.ศ. 2023 ไว้ที่ 73 ปี หมายความว่าช่วงเวลาเพียง 150 ปี มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิมเกือบ 2.4 เท่า และยังมีแนวโน้มจะมีอายุยืนนานมากขึ้นอีกในอนาคต ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ 

พัฒนาการของอายุขัยประชากรโลกและภูมิภาคต่าง ๆ
ที่มา: รายงานฉบับสมบูรณ
โครงการการศึกษาสถานการณ์
การจัดบริการดูแลระยะยาวในชุมชนของไทย

แต่สถานการณ์นี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อบ้านเรามีอัตราเด็กเกิดน้อยทำให้จำนวนสวนทางกับผู้สูงวัยที่กำลังมีอายุยืนยาว วิกฤตที่เกิดตามมา คือ ระบบการดูแลที่ยังขาดกลไกการรองรับที่ดีพอ และหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญ คือ ผู้ดูแล (caregiver) หรือที่เรียกติดปากว่า แคร์กิฟเวอร์

‘แคร์กิฟเวอร์’ วิกฤตหนักหนาในประเทศไทย

รายงาน โครงการการศึกษาสถานการณ์การจัดบริการดูแลระยะยาวในชุมชนของไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอย่างรอบด้าน (มีนาคม 2569) โดย ผศ.นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ และคณะ หน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ ระบุว่า

เมื่อผู้สูงอายุเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงสูง ภาพสะท้อนที่น่ากังวล คือ ภาระทั้งหมดแทบตกอยู่กับ ครอบครัว เพียงลำพัง ข้อมูลพบว่า กว่า 91–94% ของผู้ดูแล คือ คนในครอบครัว (informal Caregiver) โดยเฉพาะ ลูกสาว หรือ คู่สมรส ซึ่งส่วนใหญ่ก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุแล้วเช่นกัน (อายุเฉลี่ย 56–58 ปี) และเกือบ 1 ใน 5 (18–19%) ต้องแบกรับการดูแลยาวนานกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือเปรียบเสมือนการทำงานประจำเต็มเวลาอีกหนึ่งงาน โดยไม่มีวันหยุดพัก

หากเป็น ผู้ดูแลในระบบชุมชน (Formal Caregiver) พบว่า มีค่าตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 – 6,000 บาทต่อเดือน หรือ 50 บาทต่อชั่วโมง ตามเกณฑ์ของ สปสช.

เห็นได้ชัดเจนว่าค่าตอบแทนเพียงเท่านี้คงไม่สามารถยกระดับให้ Caregiver กลายเป็นอาชีพเลี้ยงตัวได้ จึงทำให้แคร์กิฟเวอร์มืออาชีพหรือผู้ดูแลมากประสบการณ์ค่อย ๆ สมองไหลสู่ภาคเอกชนอย่าง Nursing Home หรือ โรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากอาจได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 20,000 – 25,000 บาทต่อเดือน

ด้วยค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมนี้เองทำให้จำนวนแคร์กิฟเวอร์ในชุมชนมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้สูงอายุติดบ้าน หรือผู้ป่วยติดเตียงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 

เมื่อจำนวนคนทำอาชีพแคร์กิฟเวอร์มีเพียงน้อยนิด แต่ยังมีเรื่องยากอีกขั้นคือการทำให้คนทำงานและระบบมีคุณภาพทั้งองคาพยพ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายครั้งตัวแคร์กิฟเวอร์เองยังมีข้อจำกัดเรื่องประสิทธิภาพการทำงานและความสามารถในการดูแลแม้โดยปกติแล้วแคร์กิฟเวอร์ไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยวเพราะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ผู้จัดการการดูแล (Care Manager) ที่ทำหน้าที่ออกแบบการดูแลให้กับผู้รับบริการแต่ละเคสในชุมชน และคอยกำกับดูแลการทำงานของแคร์กิฟเวอร์โดยเปรียบเสมือนพี่เลี้ยง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับไม่เป็นเช่นนั้น

วรรณา จารุสมบูรณ์ กลุ่ม Peaceful Death เล่าให้ฟังถึงเพนพ้อยท์สำคัญของระบบการดูแลในชุมชนผ่านประสบการณ์ลงพื้นที่ทั่วประเทศ พบว่ายังคงมีช่องโหว่ขนาดใหญ่

“Care Manager ถูกคาดหวังให้รับผิดชอบผู้ป่วยในชุมชนทั้งหมด ในขณะที่แคร์กิฟเวอร์คนหนึ่งก็ต้องรับผิดชอบคนไข้มากกว่า 4 คน ภาระงานหนักหน่วงทั้ง 2 ฝ่ายจนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง”

วรรณา จารุสมบูรณ์

วรรณา จารุสมบูรณ์ ประธานกลุ่ม Peaceful Death

โดยปกติแล้วผู้รับหน้าที่ care manager มักเป็นพยาบาลวิชาชีพหรือบุคลากรสาธารณสุขประจำ รพ.สต./กทม. ที่มีภาระหน้างานหลักที่หนักหน่วง ล้นเกินอยู่แล้ว ทำให้ไม่สามารถดูแลเหล่าแคร์กิฟเวอร์ได้อย่างเต็มที่ และส่งผลกระทบมาที่เหล่าแคร์กิฟเวอร์โดยตรง

คนทำงานด่านหน้าอย่างแคร์กิฟเวอร์จึงรู้สึกเหมือนขาดพี่เลี้ยง ทำให้ไม่มั่นใจในองค์ความรู้ด้านการดูแล และด้วยข้อจำกัดส่วนบุคคล แคร์กิฟเวอร์บางคนยังอ่าน-เขียนไม่คล่อง เมื่อต้องประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งการส่งต่อผู้ป่วย หยิบยืมอุปกรณ์ หรือสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วยจึงเป็นเรื่องยากลำบาก

ไม่นับรวมถึงภาระงานที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย-จิตใจ ขาดการพักผ่อนที่เหมาะสมและการจัดการเวลาส่วนตัว เพราะเลือกเวลาทำงานเองไม่ได้ จำเป็นต้องขึ้นกับเวลาที่คนไข้และญาติสะดวก

ปัญหาทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อกันเป็นทอด ๆ มาอย่างยาวนาน ส่งผลต่อการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยตรง 

ช่องว่างสำคัญนี้ จึงนำมาสู่การสร้างคนในบทบาทใหม่ที่เรียกว่า นักเชื่อมโยงระบบสุขภาพชุมชน หรือ Care Connector

Care Connector เป็นใคร ?

วรรณา ยังเล่าด้วยว่า Care Connector เป็นกลไกใหม่ เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงการดูแลผู้ป่วยระยะยาว (Long-Term Care: LTC) และการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าถึงการดูแลที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และสอดคล้องกับความต้องการของชีวิตในแต่ละช่วงเวลา

โดยผู้มารับหน้าที่เป็น Care Connector จะเปรียบเสมือน คนตรงกลาง ที่คอยเป็นหูเป็นตา ดูแลเหล่าแคร์กิฟเวอร์ในชุมชน และเชื่อมงานกับหน่วยงานราชการและหน่วยงานในท้องถิ่น นอกจากจะทำให้แคร์กิฟเวอร์อุ่นใจแล้ว ยังช่วยลดภาระให้ care manager ด้วย

ซึ่งคนที่เหมาะสมกับบทบาทนี้ที่สุด คือ แคร์กิฟเวอร์ ด้วยกันเอง เปรียบเสมือนการนำแคร์กิฟเวอร์ที่มีความพร้อมและศักยภาพมาอัปเกรดองค์ความรู้เพื่อไปดูแลเพื่อน ๆ อีกทีหนึ่ง

เหล่าแคร์กิฟเวอร์ จ.ลำพูน ร่วมกันทำกิจกรรมพัฒนาศักยภาพเพื่อต่อยอดสู่การเป็น Care Connector

“เขาจะทำหน้าที่เป็นเหมือนหัวหน้าแคร์กิฟเวอร์ คอยดูแลแคร์กิฟเวอร์ในชุมชนว่าใครเป็นอย่างไรแล้วบ้าง งานหนักไปหรือไม่ ต้องการการช่วยเหลือแบบไหน ความรู้อะไรต้องเติม หรือเบิร์นเอ้าท์แล้วหรือยัง”

วรรณา จารุสมบูรณ์

Care Connector จึงจะไม่เน้นเรื่องความสามารถทางการดูแลเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าแคร์กิฟเวอร์สามารถทำได้เป็นอย่างดีและมีประสบการณ์มากอยู่แล้ว แต่พวกเขาจะทำหน้าที่ดูแลแคร์กิฟเวอร์ด้วยกันอีกทีหนึ่ง โดยเฉพาะการช่วยเติมความรู้ ให้ข้อมูล ประสานบริการ การเข้าถึงสิทธิ-สวัสดิการของผู้ป่วย การหยิบยืมอุปกรณ์ 

พวกเขาจะได้รับการออกแบบให้เป็น ข้อต่อของระบบ ที่นอกจากจะเชื่อมโยงผู้คนและการทำงานของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันแล้ว ยังเป็น ผู้เชื่อมความเข้าใจ ระหว่างระบบสุขภาพกับผู้ป่วยและครอบครัว รวมถึงการดูแลใจแคร์​กิฟเวอร์ด้วยกันเองด้วย

“Care Connector ต้องมีการรับฟังอย่างลึกซึ้ง สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยเรื่องชีวิต ความเจ็บป่วย และการวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) ได้สื่อสารเรื่องเป้าหมายของชีวิต ความต้องการในการดูแล และคุณค่าที่แต่ละคนยึดถือ เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติและเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วยและครอบครัว”

“เราอยากยกระดับแคร์กิฟเวอร์ให้มีศักยภาพมากขึ้น ทำหน้าที่ช่วยดูแลแคร์กิฟเวอร์ด้วยกัน เองได้ และช่วยแบ่งเบางานของแคร์เมเนเจอร์ด้วย”

วรรณา จารุสมบูรณ์

หัวใจการทำงานของผู้ดูแล คือ การดูแลใจของคนทำงาน

ลำพูนนำร่อง สร้าง Care Connector ในชุมชน

เมื่อไม่นานมานี้ได้เห็นภาพความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Peaceful Death ภายใต้ โครงการพัฒนาระบบสังคมกรุณาเพื่อการอยู่ดีและตายดี ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน (อบจ.ลำพูน) เปิดตัว โมเดล Care Connector หรือ นักเชื่อมโยงระบบสุขภาพชุมชน และถือเป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกของประเทศไทย

โดยการคัดเลือกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน จำนวน 5 แห่ง (จาก 28 แห่งที่แสดงความสนใจเข้าร่วมโครงการ) ครอบคลุมพื้นที่ อ.บ้านโฮ่ง และ อ.เวียงหนองล่อง โดยพิจารณาจากความพร้อมของพื้นที่ จำนวนผู้ป่วยระยะยาวในความดูแล ความเข้มแข็งของ Care Manager การมีทีมอาสาสมัครบริบาลที่พร้อมเรียนรู้ และความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

การอบรมในโมดูลแรกเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 13–15 ก.ค. 2569 ณ วัดดอยหลังถ้ำ อ.บ้านโฮ่ง ผู้เข้าอบรมประกอบด้วยอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจของภาครัฐ และอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นในระบบการดูแลระยะยาว (LTC) จำนวน 24 คน

เหล่าแคร์กิฟเวอร์กำลังทำกิจกรรมและสานสัมพันธ์ระหว่างชุมชนในการอบรม Care Connector จ.ลำพูน

โดยทั้ง 24 คนนี้ ได้รับการคัดเลือกผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจาก Care Manager และเพื่อน แคร์กิฟเวอร์ ในฐานะที่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยจริง มีใจรักการดูแล และพร้อมพัฒนาศักยภาพสู่บทบาท Care Connector ขณะที่ Care Manager และผู้อำนวยการ รพ.สต. เข้าร่วมสังเกตการณ์และร่วมออกแบบการทำงานของระบบในพื้นที่ด้วย

ทางโครงการได้กำหนดสมรรถนะสำคัญ 9 ด้านสำหรับ Care Connector ได้แก่

  1. ทักษะการรับฟังและจับประเด็น

  2. การประสานงานการดูแล 

  3. การทำงานเป็นทีม

  4. การดูแลใจตนเองและเพื่อนร่วมงาน 

  5. ความรู้ด้านการดูแลระยะยาวและความรอบรู้เรื่องการตายดี (Death Literacy) 

  6. ความรู้ด้านสิทธิและทรัพยากรในชุมชน

  7. การใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการดูแล

  8. การทำงานร่วมกับชุมชน

  9. การคิดเชิงระบบ 

โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ช่วยในการเรียนรู้และการสนทนา ได้แก่ สมุดเบาใจ และ เกมไพ่ไขชีวิต 

“เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจเรื่องการสื่อสารเรื่องเป้าหมายของชีวิต ความต้องการในการดูแล และคุณค่าที่แต่ละคนยึดถือ เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติและเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วยและครอบครัว”

วรรณา จารุสมบูรณ์

เกมไพ่ไขชีวิต เครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปิดบทสนทนา ทบทวนความหมาย และคุณค่าที่ยึดถือในชีวิต

วรรณา ยังอธิบายว่า 9 ทักษะนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยพัฒนาให้ Care Connector สามารถเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงการดูแลผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน และทีมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม ทั้งการฝึกทักษะการรับฟังอย่างลึกซึ้ง การสื่อสารเชิงสร้างสัมพันธภาพ การดูแลแบบประคับประคอง การวางแผนดูแลสุขภาพล่วงหน้า ทักษะการประสานสิทธิและทรัพยากรต่าง ๆ ในชุมชนให้แก่ผู้ป่วย รวมจริยธรรมและการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพด้วย

คำถามง่าย ๆ จากเกมไพ่ไขชีวิต ที่จะช่วยให้กลับมาทบทวนตนเองและนำมาสู่ความต้องการการดูแลเมื่อเข้าสู่วาระท้ายของชีวิต

การอบรมจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากพื้นที่จริง ทำให้เกิดความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้นและเกิดเครือข่ายผู้ดูแลด้วยกันเอง และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือการเรียนรู้ดูแลใจตัวเองและเพื่อนร่วมทีมที่จำเป็นต้องฝึกฝนตลอดเส้นทางแห่งการดูแล

Care Connector ข้อต่อสำคัญในสังคมแห่งความกรุณา

อ่านมาถึงตรงนี้ แสดงให้เห็นว่าการพัฒนา Care Connector ไม่ใช่การสร้างคนที่เพิ่มบทบาทของงานอาสาสมัครเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกลไกสำคัญของชุมชน

หาก Care Connector เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ นอกจากจะช่วยลดภาระของ Care Manager เพื่อให้พวกเขาสามารถมุ่งเน้นบทบาททางวิชาชีพได้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยเสริมพลังให้อาสาสมัครบริบาลในพื้นที่เกิดความมั่นใจในการทำงาน มีพื้นที่ดูแลใจซึ่งกันและกัน 

วรรณา ขยายความต่อว่าโครงการนี้มีรากฐานมากจากแนวคิดของ สังคมกรุณา (Compassionate Communities) ที่เชื่อว่าการดูแลผู้ป่วยระยะยาว (ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง) หรือในผู้ป่วยระยะท้ายที่ชีวิตใกล้เดินทางมาถึงตอนจบ เป็นการดูแลลึกซึ้งและสำคัญไม่น้อยไปกว่าการดูแลรักษาคนให้หายเจ็บป่วย

ชื่นชมงานของผู้อื่น และชื่นชมความตั้งใจของตนเอง คือหัวใจสำคัญของการทำงานด้านการดูแลให้ยืนระยะได้ยาวนาน

การดูแลนี้จึงไม่สามารถทำได้อย่างดีด้วยหน้าที่บุคคลากรทางการแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของครอบครัว ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคสุขภาพ และภาคประชาสังคม ในการสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรีเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ท้ายที่สุด องค์ประกอบเหล่านี้จะทำให้ชุมชนเกิดเครือข่ายการดูแลที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงบริการทางสุขภาพที่เหมาะสมกับพื้นที่ได้ครบทุกมิติ โดยไม่ลืมว่ามีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง

และอาจกล่าวได้ว่าเป็นพัฒนาการสำคัญที่น่าจับตามองของการสร้างคนที่เป็นข้อต่อที่สำคัญที่สุดของระบบการดูแล

กระบวนกรชวนคิดถึงภาระงานและเป้าหมายงานที่อยากไปต่อ หนึ่งในกระบวนการพัฒนาแคร์กิฟเวอร์ สู่ Care Connetcor

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อพื้นที่ต้นแบบนี้สามารถถอดบทเรียนและสร้างโมเดลการทำงานที่เหมาะสม ลงตัวได้เรียบร้อยแล้ว ทางโครงการก็มีเป้าหมายที่จะขยายผลโมเดลนี้ไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพิ่มขึ้น โดยหวังให้เป็นการสร้างระบบแห่งการดูแลที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และระบบให้เดินไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างลงตัวมากยิ่งขึ้น

“ปัจจุบัน เราเห็นนโยบายที่เกี่ยวข้องออกมาเป็นชิ้น ๆ แต่ไม่เคยแตะถึงหัวใจและระบบนิเวศของการดูแลเลย การสร้าง Care Connector จึงเป็นหนทางหนึ่งการเติมเต็มระบบด้วยการสร้างคน นี่จึงเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้บ้านเราเกิดระบบการดูแลที่ดีและยืนระยะได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น”

วรรณา ทิ้งท้าย

Author

Alternative Text
AUTHOR

ปุณยอาภา ศรีคิรินทร์

เธอไม่ต้องฆ่าฉันด้วยปืนหรอก แค่เธอบอกว่าไม่รัก สักพักฉันก็ตาย