ก่อนแสงสุดท้าย: ความกตัญญู การเยียวยาจิตวิญญาณ และการเดินทางสู่ปลายทางชีวิตอย่างอบอุ่น

ในวัยที่ควรจะได้โบยบินตามความฝัน ชีวิตกลับต้องหยุดชะงักเพื่อดูแลคนที่รักที่สุด นี่คือเรื่องราวของความกตัญญูที่อยู่เหนือความเหน็ดเหนื่อยและการเตรียมพร้อมสู่การจากลาที่งดงาม” 

ท่ามกลางมรสุมชีวิตที่พัดกระหน่ำ ความตายและการจากลาเป็นสัจธรรมที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ แต่สำหรับใครหลายคน ช่วงเวลาก่อนที่แสงสุดท้ายจะดับลง กลับเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว ความทุกข์ทรมาน และภาระอันหนักอึ้งที่ต้องแบกรับ

ทว่าในมุมมืดของสังคม ยังมีเรื่องราวที่จุดประกายให้เราเห็นถึงพลังของความรัก ความเสียสละ และความหวังครั้งใหม่ ผ่านการทำหน้าที่ของกลุ่มคนที่พร้อมเป็นผู้นำทางในห้วงเวลาที่มืดมนที่สุดของชีวิต 

วงจรชีวิตของ “กิ๊ฟ” เมื่อความกตัญญูอยู่เหนือชีวิตส่วนตัว

กิ๊ฟ ในวัย 39 ปี ซึ่งควรจะเป็นวัยแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัวและใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองวาดฝันไว้ แต่เข็มนาฬิกาชีวิตของกิ๊ฟกลับต้องเดินช้าลง และผูกติดอยู่กับห้องเช่าเล็ก ๆ ทันทีที่ผู้เป็นแม่ล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) จนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงเข้าปีที่ 3 วงจรชีวิตในแต่ละวันของกิ๊ฟหมดไปกับการดูแลแม่เพียงลำพัง

เพื่อแลกกับการได้ดูแลแม่ กิ๊ฟตัดสินใจเปลี่ยนสายงานมารับรายได้ที่น้อยลงแต่มีเวลามากขึ้น เธอต้องจำกัดค่าใช้จ่ายอย่างถึงที่สุด อาศัยอยู่ในห้องเช่าเก่า ๆ เพียงเพื่อให้สามารถเดินกลับมาป้อนข้าวแม่ เปลี่ยนผ้าอ้อม และพลิกตัวกันแผลกดทับได้ทันในทุกมื้อเที่ยง 

บางวัน เวลาจะกินข้าวของตัวเองก็ไม่มี แต่เธอก็ยังคงยิ้มและบอกตัวเองเสมอว่า “เจ็บไม่ได้ ป่วยไม่ได้ ตายไม่ได้” เพราะชีวิตของแม่อยู่ในกำมือของเธอ ค่าใช้จ่ายหลักหมื่นต่อเดือนในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ทำให้เธอต้องแบกรับหนี้สินนับแสนบาท แต่สำหรับกิ๊ฟแล้ว การได้เห็นแม่ลืมตาดูโทรทัศน์ช่องโปรดในทุกเช้า และการได้พูดคำว่า “แม่หนูกลับมาแล้ว” ในทุกเย็น คือน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจที่ทำให้เธอมีแรงสู้ต่อ 

ทุกวันนี้ไม่เคยมองอะไรที่มันเหนือไปกว่านี้เลย อย่างมากแค่อยู่กับปัจจุบันว่าแม่เป็นขนาดนี้ก็ถือว่าดีใจแล้ว หนูจะไม่ทิ้งแม่นะ หนูจะเป็นคนที่ดูแลแม่ตลอดจนกว่าวันหนึ่งแม่จะไม่ได้อยู่กับหนู” 

ความฝันเล็ก ๆ ของกิ๊ฟในตอนนี้ ไม่ใช่ความมั่งคั่งร่ำรวย แต่คือการพาแม่ไปไหว้หลวงพ่อโสธรตามที่แม่เคยตั้งใจไว้ก่อนจะล้มป่วย แม้จะไม่รู้ว่าระบบประสาทของแม่จะรับรู้ได้มากน้อยเพียงใด แต่เธอก็หวังว่าสายใยความรักระหว่างแม่ลูกจะสื่อถึงกันได้ในวาระที่ยังพอมีเวลา 

“เยือนเย็น” วิสาหกิจเพื่อสังคม ร่มเงาในวันที่มีพายุ

เมื่อรายได้สวนทางกับค่าใช้จ่ายจนกิ๊ฟแทบไปต่อไม่ไหว การเข้ามาของ “เยือนเย็นวิสาหกิจเพื่อสังคม” โดยการนำของ ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ได้กลายเป็นร่มเงาและแสงสว่างดวงใหม่ที่ช่วยโอบอุ้มเยียวยาทั้งกายและใจ เยือนเย็นไม่เพียงแต่ส่งทีมแพทย์และพยาบาลเข้ามาช่วยประเมินอาการ เปลี่ยนสายอาหาร ทำแผลกดทับ หรือนำสิ่งของจำเป็นมามอบให้เท่านั้น แต่ยังให้คำปรึกษาที่ทำให้ผู้ดูแลอย่างกิ๊ฟรู้สึกว่า “เธอไม่ได้เดินอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป” 

วิสัยทัศน์ของคุณหมออิศรางค์คือการเชื่อมโยงการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานเข้ากับการดูแลประคับประคองในวาระสุดท้าย (Palliative Care) คุณหมอเชื่อว่า การดูแลผู้คนต้องเริ่มจากการสืบค้นว่าแต่ละคนมีทัศนคติอย่างไรกับชีวิตและความตาย หากผู้ป่วยยอมรับความตายได้ แต่กลัวความทรมาน ทีมแพทย์ก็ไม่จำเป็นต้องแทรกแซงธรรมชาติในรูปแบบที่ทำให้ต้องเจ็บตัวโดยไม่ได้ผล แต่จะมุ่งเน้นไปที่การลดความเจ็บปวดและการเติมเต็มจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตเดินต่อได้อย่างมีความหมาย 

กลไกกฎหมายและการขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อสังคม โมเดลการทำงานของ เยือนเย็น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความเมตตาส่วนบุคคล แต่มีโครงสร้างทางกฎหมายและนโยบายรองรับอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การช่วยเหลือยั่งยืน

พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 รองรับการจดทะเบียนเป็น SE (Social Enterprise) ที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมโดยไม่เน้นกำไรสูงสุด เงินสนับสนุนจากภาคประชาชนและองค์กร สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เพื่อหมุนเวียนทุนไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลน โดยล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา เพื่อปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม สาระสำคัญคือ เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาค โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้สามารถหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 2 เท่า (เดิมหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า) ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567 ถึง 31 ธ.ค. 2571

นโยบาย Palliative Care กระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิและการดูแลที่บ้าน (Hospital at Home) ปลดล็อกให้ผู้ป่วยระยะท้ายสามารถเข้าถึงยาระงับปวด (เช่น มอร์ฟีน) ที่บ้านได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้การดูแลของแพทย์ 

สิทธิปฏิเสธการยื้อชีวิต: หัวใจของการ Landing อย่างสงบ

นอกเหนือจากการดูแลผู้ป่วยติดเตียงแล้ว เยือนเย็นยังทำงานร่วมกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งสุดท้าย ดังเช่นกรณีของ “คุณปีเตอร์” ชายชาวต่างชาติที่ป่วยหนักและต้องการใช้เวลาที่เหลืออยู่ที่บ้าน สิ่งที่เขากังวลที่สุดไม่ใช่ความตาย แต่คือความกลัวว่าหากตนเองหมดสติ ญาติหรือโรงพยาบาลจะพยายามยื้อชีวิตด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งขัดต่อความปรารถนาของเขา และเขายังเป็นห่วง “มาวิน” แมวตัวโปรดของเขาด้วย 

ในจุดนี้ การทำ หนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าหรือ Living Will จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทีมแพทย์ได้เข้ามาเป็นคนกลางในการพูดคุยกับผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อปลดเปลื้องความกังวล และบันทึกความต้องการของผู้ป่วยไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้มั่นใจว่าวาระสุดท้ายของเขาจะเป็นไปอย่างสงบที่บ้านตามที่ตั้งใจ 

ชีวิตแท้จริงไม่มีความหมาย แต่คนเราไม่สามารถอยู่ได้ถ้าชีวิตไม่มีความหมาย มันจึงต้องสร้างความหมายขึ้นมาความสุขไม่ควรไปผูกกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ควบคุมไม่ได้

ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร กล่าว

แนวคิดการปล่อยให้ร่างกายปิดตัวไปตามธรรมชาตินี้ ได้รับการคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 (มาตรา 12) ซึ่งระบุชัดเจนว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงแต่คืนอำนาจการตัดสินใจให้กับผู้ป่วย แต่ยังคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติตามเจตจำนงของผู้ป่วยให้พ้นจากความผิดทางกฎหมายอีกด้วย 

บทสรุปแห่งการจากลาเมื่อความฝันเป็นจริง

กลับมาที่เรื่องราวของกิ๊ฟ ด้วยการประสานงานของทีมเยือนเย็นและเครือข่ายจิตอาสา ความฝันที่ถูกเก็บซ่อนไว้ก็กลายเป็นจริง “โครงการผู้ดูแลทดแทนชั่วคราว” (Respite Care) โดยคุณเผด็จ ได้นำรถยนต์ดัดแปลงพิเศษสำหรับรถเข็นมารับกิ๊ฟและคุณแม่ เพื่อเดินทางไปยังวัดหลวงพ่อโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา ตามที่ตั้งใจไว้ วินาทีที่คุณแม่ได้ยินว่าจะได้ไปวัด รอยยิ้มกว้างและน้ำตาแห่งความปีติก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เคยเรียบเฉย เป็นภาพที่ยืนยันว่าการดูแลทางกายอาจยืดอายุขัย แต่การดูแลทางจิตวิญญาณคือสิ่งที่เติมเต็มคุณค่าของความเป็นมนุษย์ 

ไม่ว่าจุดจบของการเดินทางจะมาถึงเมื่อใด แต่กิ๊ฟได้ทำหน้าที่ของลูกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว ในสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ (Aging Society) เรื่องราวของกิ๊ฟ คุณแม่ คุณปีเตอร์ และทีมเยือนเย็น ประดุจบทเรียนล้ำค่าที่สอนให้เราตระหนักว่า การเตรียมตัวเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วยและความตายไม่ใช่เรื่องอัปมงคลหรือสิ่งที่ต้องหลีกหนี แต่เป็นการวางแผนเพื่อมอบของขวัญชิ้นสุดท้ายให้กับตัวเองและคนที่เรารัก นั่นคือการได้จากไปอย่างสง่างามอบอุ่นและปราศจากความหวาดกลัว ท่ามกลางแสงสุดท้ายที่งดงามที่สุดของชีวิต 

“สัจธรรมของชีวิตอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่ ‘สิทธิในการเลือก’ วาระสุดท้ายของชีวิตคือสิ่งที่เรากำหนดเองได้ตั้งแต่วันนี้” 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active