‘เยือนเย็น’ วาระสุดท้ายเลือกได้ ไม่ต้อง สู้ตาย! ในโรงพยาบาล ‘ตายดี’ ที่บ้านอย่างสบายใจ

“คิดอย่างไร ? กับ ความตาย

บทสนทนาตั้งต้นที่ ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ผู้ก่อตั้ง เยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ขับเคลื่อนให้การ ตายดี เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ ใช้ตั้งคำถามกับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งก็พบว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้กลัวความตายขนาดนั้น แต่สิ่งที่กลัวมากกว่า คือ ความทรมานที่เกิดขึ้นก่อนจะตาย เพราะบางครั้งโรคร้ายก็ทำให้การหายใจนั้นทรมานกว่าการจากไปเสียอีก

จริงอยู่ที่ความตายเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องรอให้ถึงอายุขัยที่สมควร บางคนก็ชิงตายไปเสียก่อนจะได้สัมผัสคำว่าแก่ เพราะฉะนั้น การตายดี จึงมีไว้เพื่อบอกว่า

“ไม่ต้องรอให้ตายก่อนแล้วค่อยเลือก เลือกทางของตัวเองไว้ก่อนตายเสียดีกว่า”

หลายคนมีนิยามคำว่าตายดีในแบบที่แตกต่างกันออกไป โดยหัวใจสำคัญของการตายดี คือ การได้จากไปในรูปแบบที่เจ้าของชีวิตปรารถนาไว้ เช่น บางคนมีความประสงค์ที่จะไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ ไม่ปั๊มหัวใจ เพราะไม่อยากเผชิญความเจ็บปวดที่ตามมา

ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ผู้ก่อตั้ง เยือนเย็น

ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ระบุว่า “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้” กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้การตายดีเกิดขึ้นมาได้

ที่สำคัญคือหลายคนเข้าใจว่าสถานที่สุดท้ายก่อนความตาย ต้องเป็นโรงพยาบาลเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ในความจริงแล้ว เราสามารถเลือกสภาพแวดล้อมของตัวเองก่อนตายให้เป็นที่ที่เราอยากอยู่ ซึ่งสถานที่ที่คนมักจะเลือกก็คือ “บ้าน”

ผลการศึกษาวิจัยค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะท้ายของชีวิต ในปี 2568 โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า 60.83% ของประชาชนส่วนใหญ่ มีความต้องการที่จะได้รับการดูแลในระยะท้ายของชีวิตและเสียชีวิตที่บ้าน รองลงมาคือโรงพยาบาล ตามด้วยศูนย์ดูแล

แต่เป็นไปได้แค่ไหน ? ที่เราจะตายที่บ้าน อีกทั้งยังมีฝั่งลูกหลานหรือญาติ ๆ ที่ยังอยากให้ผู้ป่วยอยู่ในมือหมอจนถึงวาระสุดท้าย เพราะคำว่า “สู้ตาย” ยังทำให้ผู้ป่วยไปไหนไม่ได้สักที

ค่าใช้จ่ายวาระท้าย ก่อนตาย!

“ข้อมูลที่ได้จากในระบบ สปสช. ระบุว่าค่าใช้จ่ายของคนไทยในช่วงปีสุดท้ายของชีวิตคือ 120,000 บาทต่อคน จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายเดือนสุดท้ายมันเยอะ เผลอ ๆ เยอะกว่าช่วงอื่นของชีวิตเสียอีก”

ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร

สอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะท้ายของชีวิต ในปี 2568 โดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่พบว่า ตัวเลขของค่าใช้จ่ายในรักษาพยาบาลในช่วงสุดท้ายของชีวิตมักจะอยู่ที่ 40,000 บาท ไปจนถึง 300,000 กว่าบาท ค่าใช้จ่ายที่ว่านี้ประกอบไปด้วย ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล ค่าหมอ ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น ยิ่งในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิต ค่าใช้จ่ายมีโอกาสเพิ่มขึ้น 30-35% จากค่ารักษาทั้งหมด

การอยู่ที่โรงพยาบาลทำให้ได้อยู่ใกล้มือผู้เชี่ยวชาญก็จริง แต่มันก็มากับราคาที่ต้องจ่าย ข้อมูลจาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็ระบุเช่นกันว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่คำนวณจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบประกันสุขภาพเอกชน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดในปี 2568 ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์อยู่ที่ 10.8% ขณะที่ทั่วโลกมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์อยู่ 10.3%

โดยสาเหตุของ เงินเฟ้อทางการแพทย์ ส่วนหนึ่งมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ เนื่องจากแต่ละโรงพยาบาลก็ได้นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่มาช่วยให้การรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ต้องมีการลงทุนที่สูงขึ้นตามมา รวมไปถึงการลงทุนในค่าตอบแทนกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดคนที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมทำงาน

แม้จะบอกว่าโรงพยาบาลรัฐคือทางออก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า แต่ต้องยอมรับว่าในโรงพยาบาลรัฐยังมีข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้คนไม่อยากเข้ารับบริการ เช่น การเข้าถึงที่ยุ่งยาก ใช้เวลานาน การหาหมอ 1 ครั้งอาจจะต้องใช้เวลาทั้งวันในโรงพยาบาล ที่สำคัญยังมีปัญหาคนไข้ล้น เตียงไม่พอ ที่ทำให้เกิดความแออัดในโรงพยาบาล ศ.นพ.อิศรางค์ ระบุว่า หมอ 1 คนมีภาระดูแลคนไข้เกือบ 500 คนต่อปี

ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ ทำให้เราอาจจะอยู่กันนานกว่าเดิม ปัจจุบันคาดเฉลี่ยอายุคนของไทยอยู่ที่ 77-80 ปี แต่ปัญหาคือการอยู่นานแล้วอยู่ดีด้วยหรือไม่ ? ศ.นพ.อิศรางค์ ระบุว่า ตอนนี้ประเทศไทยมีผู้สูงอายุติดเตียงประมาณ 400,000 คน นั้นหมายความว่าผู้ป่วยต้องเป็นคนแบกรับความเจ็บปวด ในขณะที่ครอบครัวก็ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน

เพราะฉะนั้นอีกสถานที่ที่เป็นทางออกคือ บ้าน โดย ศ.นพ.อิศรางค์ พบว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่บ้านจะอยู่ที่ประมาณ 16,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าในโรงพยาบาลหลายเท่า เปลี่ยนจากการรักษาแบบ สู้ตาย ในโรงพยาบาล ไปสู่ การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) ให้ผู้ป่วยได้พบกับความสุขและสงบครั้งสุดท้ายในชีวิต

นอกจากการรักษาที่บ้านจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของครอบครัวได้ ยังประหยัดงบในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อีกด้วย แทนที่จะต้องถูกเบิกจ่ายเพื่อไปรักษาทั้ง ๆ ที่ไปต่อไม่ไหวแล้ว

ศ.นพ.อิศรางค์ เปิดเผยกับเว็บไซต์ SE Thailand ว่า ข้อมูลวิจัยจากระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย มักนอนอยู่ในโรงพยาบาล 20 วันก่อนเสียชีวิต ค่าใช้จ่ายในระบบอยู่ที่ 50,000 บาทต่อคน ถ้าพามารักษาแบบประคับประคองที่บ้านได้ก็เท่ากับว่ารัฐจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงนี้ และนำไปพัฒนาส่วนอื่น ๆ แทนได้

จ่ายน้อยกว่า แต่สบายใจมากกว่า

จากหนังสือ ตายดี เตรียมได้: การวางแผนการดูแลในระยะท้ายของชีวิตล่วงหน้า (Advance Care Planning) โดย โครงการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติว่าด้วยการสร้างเสริมสุขภาวะในระยะท้ายของชีวิต พ.ศ.2557-2559 ระบุว่า ผู้ป่วยระยะท้ายมักจะเจอความทุกข์ 4 แบบ หากไม่ได้วางแผนการตายดีไว้ล่วงหน้า ได้แก่

  1. ตายอย่างเจ็บปวด: ความเจ็บป่วยของโรคที่รุมเร้าจนไม่ได้สามารถรักษาได้ สามารถเยียวยาได้ผ่านการฉีดยาระงับความเจ็บปวดชั่วคราว หรือบางครั้งการใช้อุปกรณ์ยื้อชีวิตก็ทำให้รู้สึกเจ็บป่วยเช่นกัน

  2. ตายตาไม่หลับ: ผู้ป่วยจากไปพร้อมกับความรู้สึกกังวล ยังเป็นห่วงลูกหลาย เป็นห่วงทรัพย์สิน ยังรู้สึกว่าต้องทำบางอย่างให้เสร็จก่อนถึงจะตายตาหลับ

  3. ตายไม่รู้ตัว: คนรอบตัวไม่ยอมบอกว่าป่วยด้วยโรคอะไร ไม่รู้ว่ารักษาไม่ได้แล้ว และไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องเจอกับการรักษาแบบไหน

  4. ตายแพง: ใช้เงินจำนวนมากไปกับการรักษาพยาบาล แต่แม้จะจ่ายมากก็ไม่ได้การันตีว่าจะหายเสมอไป

“เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญ คือ วางแผนการตายล่วงหน้า ในเมื่อไม่รู้ว่าความตายจะมาเมื่อไหร่ ก็เตรียมไว้ก่อนเสียเลย เพราะอย่างน้อยยังอยู่ในช่วงเวลาที่เราเลือกเองได้ ไม่ใช่รอให้ลูกหลานเลือกให้เพียงอย่างเดียว จึงอยากให้บ้านเป็นหนึ่งในทางออกของสถานที่ในการดูแลประคับประคอง”

ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร

อยู่อย่างสบายใจ…ก่อนตายที่บ้าน

นอกจากค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า การดูแลแบบประคับประคองที่บ้านยังช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลทางจิตวิญญาณ (Spiritual Care) อย่างน้อยที่สุดในวาระสุดท้าย เขาจะได้อยู่ในสถานที่ที่คุ้นเคยนั่นก็คือที่บ้าน ได้อยู่ท่ามกลางครอบครัว และได้เตรียมตัวจากไปอย่างหมดห่วง

“เรา challenge ว่าทำยังไงคนไข้ผู้สูงอายุไม่มาโรงพยาบาลเลย จะเป็นไปได้ไหม คำตอบคือเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่ทุกเคส มันจะมีบางเรื่องเท่านั้นที่จะต้องมาพึ่งโรงพยาบาล แต่ส่วนใหญ่ก็คือจัดการที่บ้านได้แล้วค่าใช้จ่ายก็จะต่ำมาก”

ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร

ย้อนกลับไปถึงความตั้งใจแรกของเยือนเย็น ศ.นพ.อิศรางค์ ซึ่งเคยเป็นแพทย์รักษามะเร็งในเด็กมาก่อน พบว่ามีผู้ป่วยถึง 85% ที่รักษาได้สำเร็จ แต่อีก 15% ที่เหลือก็เป็นจำนวนที่ไม่น้อย ความผิดหวังซ้ำ ๆ สร้างแผลในใจให้หมอผู้เป็นคนรักษา มีหลายเคสที่เด็กต้องสู้ซ้ำ ๆ ฉีดยาไม่รู้กี่ครั้ง ฝั่งพ่อแม่เองก็อยากให้หมอทำเต็มที่กับการรักษา แต่ถึงที่สุดเมื่อถึงเวลา เด็กกลุ่มนั้นก็จากไป

“คำถามที่เกิดขึ้นในใจหลังจากทำงานมา 15 ปี คือ มันต้องจบแบบเศร้าทุกทีเลยเหรอ”

ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร

ช่วงแรก ๆ ศ.นพ.อิศรางค์ พยายามทำให้เด็กได้ความสุขในบั้นปลายชีวิต มีเด็กบางคนที่บอกว่าอยากไปทะเลสักครั้งหนึ่งในชีวิต ก็พาทั้งเด็กและพ่อแม่ไปเที่ยว ฝั่งเด็กก็จะรู้สึกถึงความสุขในระยะสุดท้าย ส่วนพ่อแม่เองก็ดีใจที่ได้ทำตามความฝันของลูก

จนตอนนี้ เยือนเย็นเดินทางมาถึงปีที่ 8 ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและแนะนำแนวทางให้กับผู้ที่ต้องการวางแผนชีวิตในระยะสุดท้าย ให้บริการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ขณะเดียวกันก็มีบริการสำหรับผู้ที่อยากรักษาตัวที่บ้านแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย อาจจะมีบ้างในค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ นอกเหนือที่เยือนเย็นจะหาได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังน้อยกว่าการไปรักษาในโรงพยาบาลอยู่ดี 

“เราไปเยี่ยมที่บ้าน คุยกับทุกคน ความตั้งใจคือคุยกับผู้สูงอายุก่อนให้รู้เขาคิดยังไงเกี่ยวกับโรคที่เขาเป็น เขาคิดยังไงกับชีวิต เขาคิดยังไงกับความตาย แล้วก็ค้นพบว่า 93% จะบอกว่า หมอ…ฉันตายไม่กลัว กลัวทรมาน ผมบอกว่าให้ผมดูแลที่บ้านได้เลย ไม่ต้องมาโรงพยาบาลสักวัน นั่นก็เป็นสิ่งที่เราได้ทำมาจนถึงปัจจุบันนี้”

ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร

การดูแลแบบประคับประคองที่บ้านไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ต่อโรคภัย หากแต่เป็นการยอมรับกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และอยู่ต่อในช่วงเวลาที่เหลือให้มีความสุขและสงบที่สุดต่างหาก

ก้าวต่อไปเพื่อการตายดี

พญ.ดวงดาว ศรียากูล รองเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ย้ำว่า พร้อมเป็นตัวกลางที่ช่วยขยายแนวคิดตายดีจากเยือนเย็นไปให้สู่พื้นที่ระดับท้องถิ่นและชุมชน เพราะผลที่ได้กลับมานั้นก็เป็นประโยชน์ต่อสังคมและผู้ป่วยเองจริง ๆ

“มันไม่ใช่ได้ประโยชน์แค่ประชาชน แต่ว่าระบบสุขภาพจะได้พลิกโฉม เงินจะเหลือแล้วก็ทำให้วกกลับมาที่ในระบบสุขภาพจริงๆ สามารถนำเงินกลับมารักษากลุ่มที่เป็น Acute Care กลุ่มที่ยังไปในชีวิตได้ ดังนั้นถ้าทำตรงนี้ได้ดี ส่วนอื่นมันก็ไปด้วยกันได้หมด แล้วก็ในเรื่องของจิตวิญญานไม่ต้องพูดถึง เราจะได้มิติใหม่แล้วมันจะกลับคืนมาในสังคม”

พญ.ดวงดาว ศรียากูล

ปัจจุบันเยือนเย็นประสบความสำเร็จในการดูแลคนไข้ที่บ้าน สามารถทำให้ผู้ป่วยอยู่บ้านได้จนเสียชีวิตมากถึง 2,500 เคส คิดเป็น 72% ของจำนวนเคสทั้งหมด

นี่ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จของการผลักดันการตายดี ที่ยังรอให้มีการสนับสนุนต่อไปในอนาคต โดยเป้าหมายต่อไปของ ศ.นพ.อิศรางค์ คือ การขยับไปทำงานในพื้นที่ต่างจังหวัด ร่วมกับโรงพยาบาลชุมชนมากขึ้น


เยือนเย็น เป็นหนึ่งในโครงการเพื่อสังคม ที่ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงานไปพร้อมกับโครงการเพื่อสังคมอื่น ๆ ภายในงาน “สุขมาราธอน” ครั้งที่ 2 ตอน สุข City : เมืองสุขที่สร้างได้จริงจากความเหลื่อมล้ำสู่การลงทุนเพื่อผลลัพธ์ของประเทศไทย ที่เพิ่งผ่นพ้นไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

นี่เป็นเวทีที่โครงการเพื่อสังคมจะได้นำเสนอสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ ซึ่งนอกจากเยือนเย็น ยังมี ICAP โครงการพัฒนาเด็กปฐมวัย ผ่านการส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF), ครูนางฟ้า โครงการสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนในโรงเรียน, LD-Ramathibodi โครงการยกระดับการดูแลเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) เป็นต้น

โครงการเหล่านี้ คือ ผลสำเร็จจากนวัตกรรม Social Impact Partnership (SIP) และ Pay for Success (PFS) กลไกความร่วมมือที่สานพลังจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ผ่านการให้จัดสรรงบประมาณอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพด้วยการประเมินตามกิจกรรม (Activity-based Funding) อันนำไปสู่ปลายทางที่ผลลัพธ์เกิดขึ้นจริงได้ (Outcome-based Investment) โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment : SROI) เป็นตัวชี้วัดที่จะวัดความคุ้มค่าของการจัดสรรงบประมาณ


ข้อมูลอ้างอิง :

Author

Alternative Text
AUTHOR

ณัฐริฎา ศิริสอน

หาตัวเองผ่านการเขียน