แม้ว่า “กฎหมายอากาศสสะอาด” จะไม่ได้ถูกประกาศในนโยบายหลักของ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่แถลงต่อรัฐสภา แต่ท่าทีของรัฐบาลจากการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี ที่ว่า
“พ.ร.บ.อากาศสะอาด มันต่อเนื่องมาจากสภาฯ ชุดที่แล้ว ซึ่งเป็น พ.ร.บ.ที่มีประโยชน์ เป็น พ.ร.บ.ที่ดี แล้วพรรคการเมืองทุกพรรคก็ให้การสนับสนุนและเห็นชอบ มีหลายร่างใช่ไหม แล้วก็เห็นชอบไปแล้ว ตอนนี้ก็อยู่ที่ขั้นตอนส่งไปยัง สว. ผมว่าในส่วนของรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล เอาเป็นว่าพรรคที่อยู่ในส่วนของรัฐบาล แต่ละพรรคก็ต่างที่จะสนับสนุนให้ผ่านไปตามขั้นตอน”
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (ให้สัมภาษณ์ 20 เม.ย. 69)
จนล่าสุด คณะรัฐมนตรี (5 พ.ค. 69) มีมติให้ร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จำนวนทั้งสิ้น 31 ร่าง หนึ่งในนั้น คือ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด
เมื่อการพิจารณากฎหมายนี้ได้ไปต่อ แล้วปลายทางของ พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะเปลี่ยนหน้าตาไปจากร่างแค่ไหน ? เขี้ยวเล็บ ที่เชื่อกันว่าจะเข้ามาจัดการ ผู้ก่อมลพิษ จะยังถูกบรรจุไว้ หรือ ถูกตัดทิ้งในขั้นตอนนับจากนี้หรือไม่ ?
The Active ชวนวิเคราะห์ความเป็นไปของ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านมุมมอง รศ.วิษณุ อรรถวานิช รองคณบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจเพื่อสังคม และ ผู้อำนวยศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะของภาคประชาชนที่ร่วมขับเคลื่อนกฎหมายในนามของ สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ และเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ทั้งในชุดสภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สำหรับท่าทีของรัฐบาลที่ผ่านมา รศ.วิษณุ ยอมรับว่า เป็น “มุมมองที่ดี” แต่อาจยังไม่เข้าใจเข้ามูลเชิงลึกเพียงพอ เพราะมีการแสดงความกังวลเรื่อง ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย จึงอธิบายว่า จริง ๆ แล้วกฎหมายอากาศสะอาดถูกออกแบบมาไม่ได้เพื่อจัดการกับผู้ก่อมลพิษอย่างเดียว แต่มีมาตรการ เครื่องมือ ที่จะช่วยเหลือผู้ก่อมลพิษให้ได้เปลี่ยนผ่าน จากการผลิตแบบปล่อยมลพิษสูงไปสู่การปล่อยมลพิษต่ำ ซึ่งกฎหมายจะลงโทษกับผู้ก่อมลพิษที่ไม่ยอมปรับตัวอะไรเลย
ยกตัวอย่าง นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย แล้วยังปล่อยให้เขาปล่อยมลพิษสูงต่อไป สุขภาพของคนไทยจะเดือดร้อน ในต่างประเทศถ้าต่างชาติมาลงทุน เขาก็มีการปรับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความรับผิดชอบ ผู้ก่อมลพิษนักลงทุนถ้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ก็ควรจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสุขภาพของคนไทยด้วย
“การปล่อยไม่ใช่ปล่อยแบบไม่มีข้อจำกัด แต่ต้องมีข้อจำกัด ไม่ใช่หมายความว่าไม่ไม่ไม่ให้ปล่อยเลย แต่ปล่อยอย่างไรที่สังคมจะอยู่ร่วมกันได้ เราต้องคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเล็ก ๆ ที่เป็นผู้ก่อมลพิษสูง แต่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
วัดใจเจตจำนง นายกฯ-รัฐบาล ไปต่อ พ.ร.บ.อากาศสะอาด
การที่ นายกฯ อนุทิน บอกว่า “กฎหมายที่ดีจะไม่ผลักดันต่อจะได้หรือ ?” รศ.วิษณุ มองว่านี่คือท่าทีที่นำไปสู่การผลักดันต่อ เหลือเพียงหลักฐานเชิงประจักษ์ เพราะต้องไม่ลืมว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไม่ได้อยู่ในนโยบายที่ประกาศ มีแค่ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น
“เราต้องการให้ท่านนายกฯ แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนมากกว่านี้ แล้วก็เร่งผลักดัน ผ่าน ครม. เพื่อ นำร่างฉบับที่ค้างอยู่ในวุฒิสภากลับมาพิจารณาต่อ”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
แต่ด้วยกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ คือ ต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา นั่นทำให้ต้องมีการโหวตทั้ง สส. และ สว. ซึ่งเชื่อว่าเสียงส่วนใหญ่ที่อยู่ฝ่ายรัฐบาล จะช่วยผลักดันให้กฎหมายได้เดินหน้าต่อได้
“เครื่องมือ” ที่ไม่ควรถูกตัดทิ้ง
อีกประเด็นสำคัญที่กังวลมาตลอด คือ มาตรการและเครื่องมือ ในร่างกฎหมายที่ถกเถียงมาตั้งแต่ชั้น สส. โดย รศ. วิษณุ ย้ำว่า หากกฎหมายได้ไปต่อในชั้น สว. ซึ่งในการพิจารณาของกรรมาธิการก็มีความพยายามแก้ไขในหลายส่วน ในท้ายที่สุดอาจจะต้องไปถึงขั้นการตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมระหว่าง สส. และ สว. สิ่งที่กังวล คือ เขี้ยวเล็บต่าง ๆ จะถูกตัดออกหรือไม่ ?
เขี้ยวเล็บที่ว่า อย่างแรก คือ กองทุนอากาศสะอาด เพราะในปัจจุบันยังมองไม่เห็นหนทางที่จะให้การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่มีความยั่งยืน เพราะงบประมาณไม่เพียงพอ ไม่ต่อเนื่อง การแก้ปัญหาจึงไม่ทันการณ์ หากตัดกองทุนอากาศสะอาดออก จะใช้อะไรก็ได้แต่ขอให้เน้นว่างบประมาณต้องเพียงพอ ต่อเนื่อง และทันการณ์
“ทำไมไฟป่าเกิดขึ้นรุนแรง เพราะเราเจอปัญหาเรื่องงบประมาณ และปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ปีนี้ ย้อนหลังกลับไปเป็น 10 ปี ปัญหานี้ก็เกิดขึ้นซ้ำซาก”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
พร้อมยืนยันว่า กองทุนอากาศสะอาด ไม่ควรถูกตัดออกจากกฎหมาย แต่ถ้าจะตัดออกก็ขอให้มีกลไกทางการเงินอื่น ๆ มาช่วยเสริมอย่างเพียงพอ ต่อเนื่องและทันการณ์
ประเด็นที่ 2 ก็คือ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ โดยใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย เพราะท่าทีของภาคธุรกิจชัดเจนว่า “ไม่อยากจะจ่ายอะไรเลย แต่อยากจะขอลดหย่อน” ที่ผ่านมารัฐยกเว้นให้โดยใช้เงินภาษีของประชาชน ซึ่งผิดหลักการอย่างมากในทางสากล
จากตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหามลพิษ พบว่า ใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย หมายความว่า
“ถ้าคุณก่อมลพิษคุณต้องจ่าย ไม่ใช่รับเงินจากผู้เสียภาษี ถ้าเป็นแบบนี้ การแก้ปัญหามันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และปัญหาจะยังคงอยู่ต่อ”
สุดท้ายแล้วผู้ก่อมลพิษ อย่างไรก็ต้องร่วมจ่าย แต่เราไม่ได้จ่ายกันทุกคน ขอให้ผู้ก่อมลพิษสบายใจ

เพราะกฎหมายนี้จะเก็บเฉพาะ ผู้ก่อมลพิษที่ไม่ยอมปรับตัว แต่ที่พยายามปรับตัว และมุ่งสู่อากาศสะอาดจะได้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขด้วยซ้ำไป เพื่อให้สามารถเปลี่ยนผ่านได้
ที่สำคัญ รศ.วิษณุ ชี้ว่า ผู้ได้รับผลกระทบ จากปัญหามลพิษทางอากาศ ปัจจุบันแทบไม่มีมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม เวลาเกิดวิกฤตมลพิษทางอากาศ ใครมีเครื่องฟอกอากาศ มีเครื่องกรองฝุ่นก็ได้ชีวิตปกติ แต่ใครที่มีสถานะทางเศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์ป้องกันก็ต้องรับสภาพอากาศที่แย่เข้าไป
“นี่คือสิ่งที่เราคิดว่าต้องปรับ แล้วถ้ามันถูกตัดออกในประเด็นที่รัฐมนตรีก็พูด (สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ถามว่ากลุ่มเปราะบางตามกฎหมายนี้ คือใคร ตรงส่วนนี้ผมคิดว่ากลุ่มเปราะบางจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ แต่แน่นอนว่าไม่ได้ช่วยทุกคนเป็นวงกว้าง ต้องช่วยเหลืออย่างมีหลักการ โดยมีกฎหมายลูกที่ลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่าใครคือผู้เหมาะสมจะได้รับการช่วยเหลือ”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
ที่สำคัญ กองทุนอากาศสะอาด จะทำให้มีกลไกทางการเงิน ที่ช่วยทำให้ผู้ได้รับผลกระทบ มีพลังในการ ต่อสู้ กับผู้ก่อมลพิษได้มากขึ้น
“กองทุนอากาศสะอาด เรามีเงินที่จะให้ชาวบ้านหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบ มีเงินไปจ้างทนายความดี ๆ ไปต่อสู้ในชั้นศาล เพื่อที่จะเรียกร้องสิทธิ์ในการหายใจอากาศสะอาด แต่ถ้าไร้ซึ่งตัวช่วยนี้คำถาม คือ ชาวบ้านตาดำ ๆ จะมีเงินไปจ้างทนายไปวิ่งสู้กับศาลเพื่อที่จะเอาชนะผู้ก่อมลพิษตรงนี้ผมว่ายากมาก”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
อีกโจทย์ที่ถกเถียงไม่แพ้กัน คือ คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด ที่ฝั่ง สว.อยากให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ส่วนร่างที่ผ่านการเห็นชอบจาก สส. นั้นเคาะให้ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) เป็นประธาน ซึ่ง รศ.วิษณุ ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 บรรยากาศการโยกย้ายผู้ว่าฯ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ว่าฯ มีการเปลี่ยนย้ายพื้นที่บ่อย ๆ นั่นทำให้ ผู้ว่าฯ ไม่มีความยึดติดอยู่กับพื้นที่ ผู้ว่าฯ จะแก้ปัญหาสำเร็จหรือไม่ประชาชนก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการที่จะให้คุณให้โทษ เมื่อผู้ว่าฯ ไม่ได้เป็นคนในพื้นที่ ขณะที่ นายก อบจ. เป็นคนในพื้นที่ ผลงานดี หรือไม่ดี ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกให้อยู่หรือไป จะทำให้การแก้ปัญหามีความยั่งยืนและสอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง
“ประเทศไทยมีเป้าหมายในเรื่องของการกระจายอำนาจ แต่เราจะพูดแค่วาทกรรมไม่ได้ เราต้องลงมือปฏิบัติจริงด้วย เพราะการที่ให้อำนาจกับ นายก อบจ.เป็นการสะท้อนถึงการปฏิบัติจริง ว่าเราไม่ได้แค่พูด แต่เราทำจริง และไม่ต้องกังวล เพราะผู้ว่าฯ ก็ยังมีอำนาจในการเป็นที่ปรึกษา ส่วนราชการก็ยังเข้ามาช่วย”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
ส่วนเรื่อง อำนาจของพนักงานอากาศสะอาด ที่ถูกโต้แย้งว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้อำนาจมากเกินไปหรือไม่ ? รศ.วิษณุ อธิบายว่า หนึ่งในปัญหาโครงสร้างที่สำคัญของการแก้ปัญหามลพิษอากาศของประเทศไทย คือ การที่ไม่มีหน่วยงานที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยกตัวอย่าง กรมควบคุมมลพิษ
มีอำนาจข้ามกระทรวงไปจัดการกับรถบรรทุกควันดำได้หรือไม่ ?
มีอำนาจเข้าไปจัดการกับการเผาในภาคเกษตรหรือภาคป่าไม้อย่างไร ?
“พูดถึงในเชิงอำนาจ กรมควบคุมมลพิษ แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย หน้าที่ของท่านก็คือแค่การประสานงานขอความร่วมมือ สุดท้ายในเชิงเศรษฐศาสตร์ผู้ก่อมลพิษมีความน่าจะเป็นน้อยมากที่จะถูกจับ เพราะถ้าเราเป็นโจรหรือเป็นคนที่ทำสิ่งไม่ดี และเรารู้ว่าโอกาสถูกจับเราก็น้อย สุดท้ายเราก็จะทำสิ่งไม่ดีต่อไป มันเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราเองจะต้องมีการปรับ”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
รศ.วิษณุ ย้ำว่า หลักการนี้ไม่ได้คิดมาเอง แต่มีต้นแบบจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ พบว่า ทางที่จะแก้ปัญหาได้ คือ หนึ่งหน่วยงานที่แก้ไขปัญหาต้องมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการแก้ปัญหา
ทั้งนี้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก็ให้อำนาจกับเจ้าพนักงานอากาศสะอาด แต่ไม่ได้ให้อำนาจแบบล้นหลาม เป็นการให้อำนาจอย่างมีขอบเขต จำกัดและมีอำนาจที่จะสามารถบังคับใช้กฎหมายได้จริงจริง
“แทนที่เกิดปัญหาแล้วทำอะไรไม่ได้เลย ต้องรอกระทรวงอื่นเข้ามาแจ้งแก้ไข เจ้าพนักงานอากาศสะอาด สามารถที่จะไปจัดการแก้ไขกับปัญหา ไปตามจับนะผู้ก่อมลพิษได้เลย คำถามคือท่านกังวลอะไร ถ้าท่านไม่ได้ก่อมลพิษ และถ้าท่านมีความตั้งใจในการลดการปล่อย และมุ่งสู่อากาศสะอาดจริงต่อให้มีเจ้าพนักงานอากาศสะอาด”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
อีกสิ่งที่ทำงานร่วมกันกับเจ้าพนักงานอากาศสะอาด ร่างกฎหมายยังออกแบบเรื่อง ระบบฐานข้อมูล Big Data ที่จะมาติดตามตรวจสอบ ดังนั้นทุกอย่างจะมีข้อมูลในการพิสูจน์ จึงไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหน้าที่จะใช้อำนาจเกินกว่าที่ควรจะเป็น
กฎหมายไม่ได้จ้องจะ “ลงโทษ” แต่ให้โอกาส “เปลี่ยนผ่าน”
ขณะที่ บทลงโทษ ที่ถูกกำหนดภายใต้กฎหมายนี้ถูกมองว่า “รุนแรงเกินไปหรือไม่” รศ.วิษณุ บอกว่า กฎหมายก่อนหน้านี้ “มีค่าปรับที่น่ารักมาก” สิ่งที่ทางทีม กมธ.ทำงาน คือเราไปดูว่าธุรกิจในประเทศไทย ตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ มูลค่าหลักล้านถึงหมื่นล้าน เช่น ธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 5,000,000,000 บาท หากต้องถูกปรับ 50,000 บาท ขนหน้าแข้งไม่น่าร่วง ทำให้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่จะลดการปล่อยมลพิษเขายอมจ่ายเพื่อแลกกับผลประโยชน์อีกมหาศาลมากมาย เป็นสิ่งที่กังวลในทางเศรษฐศาสตร์ว่า ถ้าค่าปรับไม่สูงพอ มันก็ไม่สามารถปรับพฤติกรรมของผู้ก่อมลพิษได้
“แต่ต้องไม่ลืมว่า ค่าปรับที่สูงไม่ได้ปรับทุกคน แต่ปรับตามขนาดศักยภาพ และระดับความรุนแรงในการก่อมลพิษด้วย ถ้าท่านเป็นกลุ่มผู้ก่อมลพิษ แล้วท่านไม่ได้ก่อมลพิษสูง ก็จะไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และยังมีค่าลดหย่อน ค่ายกเว้นบางส่วน ที่จะช่วยเหลือถ้าเกิดท่านปรับตัว”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
ส่วนความกังวลของเกษตรกร หรือ ภาคธุรกิจ SMEs รศ.วิษณุ ชี้แจงว่า ในกฎหมายไม่ได้ระบุว่าจะปรับแต่อาจเป็นการเริ่มจากให้ความช่วยเหลือ โดยมีระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่าน และมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
“ผมมั่นใจ ว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไม่ได้ใช้เขี้ยวเล็บ ไปทำร้ายผู้ก่อมลพิษเท่านั้น แต่มองมุมกลับ การมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับนี้ จะช่วยเหลือผู้ก่อมลพิษอย่างเป็นระบบ หน่วยงานจะหันมาดูแลผู้ก่อมลพิษมากขึ้น จะมีงบประมาณช่วยเหลือที่เพียงพอ ต่อเนื่อง และทันการ มาช่วยให้ผู้ก่อมลพิษได้เปลี่ยนผ่านตัวเองไปสู่การผลิตที่มุ่งสู่อากาศสะอาดอย่างเป็นระบบ”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
รศ.วิษณุ ระบุด้วยว่า ถ้าไม่มี พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผู้ก่อมลพิษทุกวันนี้ก็ไม่ได้มีความมั่นคง ทุกอย่างรองบประมาณแผ่นดิน ซึ่งงบฯ ก็อาจไม่สม่ำเสมอในแต่ละปี หน่วยงานก็กระจัดกระจายไม่มีใครที่จะมาดูแลท่านจริงจัง แต่กฎหมายจะกำหนดให้มีหน่วยงานดูแลอย่างจริงจังและเป็นระบบครบวงจร เพื่อให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อากาศสะอาดได้ในที่สุด
ไฟป่า ฝุ่นควันภาคเหนือ ถ้ามีกฎหมายแล้ว จัดการอย่างไร ?
รศ.วิษณุ เล่าถึงเหตุการณ์ไฟป่าภาคเหนือ คือสิ่งที่สะท้อนว่าปัญหาฝุ่น ใหญ่เกินกว่าทรัพยากรที่เรามีอยู่ และสะท้อนต่อภาพงบประมาณที่ไม่ต่อเนื่อง จนไม่ทันต่อการแก้ปัญหา เพราะปัญหาไฟป่าทุกวินาที มันเผาไหม้ไปหมด ถ้ามี พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับที่พิจารณาอยู่เราจะมีเงินที่เพียงพอในการแก้ปัญหา สามารถตอบสนองตอบปัญหาได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เราจะมีเงินในซื้อในการซื้อเทคโนโลยีเพื่อมาติดตามไฟป่า เพื่อดับตั้งแต่ต้นทาง

“รวมถึงผู้ที่เสียชีวิตจากการเข้าไปดับไฟป่า ก็มีคำถามว่าเขาได้รับการชดเชยเยียวยาที่สมเหตุสมผลหรือไม่ หลักประกันชีวิตเขาคืออะไร ชาวบ้านที่มาช่วยดับไฟตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน เราไม่ใช่จิตอาสา ระบบต้องเดินได้”
“เพราะการที่เรามี พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับที่ค้างอยู่ในวุฒิสภา ชาวบ้านหรือคนที่ดูแลป่า เขาจะได้รับค่าตอบแทนในระดับที่คุ้มค่ากับค่าเสียโอกาส มีการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นกลไกการจ่ายค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศ ให้ชาวบ้านได้เงินช่วยเหลือจากการที่เขาดูแลป่า จะทำให้เขามีความตั้งใจอยากจะดูแล ผมเชื่อนะครับว่าถ้าเกิดชาวบ้านได้รับแรงจูงใจที่ดีเพียงพอ เขาจะกดดันกันเองในสังคม พราะสุดท้ายแล้วทุกอย่างเดินด้วยปากท้อง”
รศ.วิษณุ บอกอีกว่า ไฟป่าที่เกิดทุกวันนี้ เป็นเพราะการไม่เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่เข้าใจปัญหาปากท้อง ที่ผ่านมา คือ “สั่งห้ามอย่างเดียว” แต่สุดท้ายชาวบ้านไม่มีกิน ไม่มีเงิน จนท้ายที่สุดเมื่อทุกอย่างเริ่มไม่ไหว เลยเกิดการเผาเกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า มีความไม่พอใจในการแก้ปัญหา
“ถ้าเราใส่ใจ เอาหัวใจของชุมชน การแก้ปัญหาจริง ๆ คือ การช่วยเหลือชาวบ้านต้องมีความยั่งยืน ถ้าชาวบ้านได้รับความช่วยเหลืออย่างเพียงพอ เขาก็รักพื้นที่ อยากจะให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น แต่สุดท้ายพอไม่ได้ช่วยอย่างตั้งใจจริงเขาก็ต้องพึ่งพาตนเอง เขาไม่มีทางเลือกมาก สุดท้ายเขาต้องจบด้วยการเผาเพื่อที่จะหารายได้ เผาเพื่อที่จะจัดการแปลง เพื่อลดต้นทุนในการผลิต”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
จับตากฎหมาย ในวันที่เดินหน้าต่อ
รศ.วิษณุ บอกด้วยว่า เมื่อกฎหมายได้ไปต่อ คาดว่าภายใน 2 เดือน น่าจะได้มีกฎหมายประกาศใช้ แต่สุดท้ายต้องมาดูว่าถูกถอดเขี้ยวเล็บมากน้อยแค่ไหน ?
“ต้องไม่ลืมว่าตอนนี้ถ้าเกิดไปโหวตในสภาฯ รัฐบาลเสียงข้างมากก็ยังคุมเสียงทั้งหมดอยู่ ถ้าเกิดสมมติไม่มีภาคประชาชนด้วย ลองคิดภาพดูนะ การโหวตทางฝั่งรัฐบาลชนะแน่นอน ถ้าเกิดฝั่งรัฐบาลไม่ได้เกรงใจกลุ่มทุน และคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ผมก็มั่นใจว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ยังพอมีเขี้ยวเล็บอยู่บ้าง แต่ถ้าเกิดเกรงใจสุด ๆ แล้วก็อยากจะให้ผู้ก่อมลพิษปล่อยมลพิษต่อไป อันนี้ก็ต้องยอมจำนน ต้องยอมทนกันเรื่องสุขภาพ”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
รศ.วิษณุ ระบุด้วยว่า ต้องมีการหารือกันในชั้น กมธ.สว. ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร หากต้องการตัดส่วนไหนออก โดยจะทำหน้าที่ให้ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลเชิงปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทประเทศไทยจริง ๆ ว่าเกิดประโยชน์กับประเทศไทยอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจและใช้การประนีประนอมระดับหนึ่ง
“ต้องไม่ลืมว่าผลลัพธ์สุดท้าย นั่นคือเราต้องได้อากาศสะอาด ถ้าประนีประนอมแล้วสุดท้ายเราไม่ได้อากาศสะอาดขึ้นมา กฎหมายนี้ก็ไม่มีความหมาย เพราะสิ่งที่กังวล คือ การที่ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ เขาจะล็อบบี้ สว.อย่างหนักผ่านภาคการเมือง สุดท้ายมันทำให้เขี้ยวเล็บของ พ.ร.บ.ถูกตัดออก เราก็จะได้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่ไส้ในเราไม่มีเขี้ยวเล็บอะไรเลยที่จะไปจัดการกับผู้ก่อมลพิษ ปัญหาก็จะแก้ไม่ได้”
รศ.วิษณุ อรรถวานิช
ถึงตรงนี้ รศ.วิษณุ ฝากทิ้งท้ายถึงการพยากรณ์ในปีถัดไป ที่คาดว่าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรง ถึงรุนแรงมาก นั่นหมายความว่า ภัยร้อนและภัยแล้งจะหนักกว่าปีนี้ ดังนั้นหากยังปล่อยให้ปัญหามลพิษ ฝุ่นควันเกิดขึ้น ไม่มีการแก้ไขในเชิงระบบ ปัญหาก็จะยิ่งหนักขึ้น สุดท้ายสุขภาพของประชาชน ก็ต้องรับชะตากรรมเหมือนเดิม

