ชาติพันธุ์ : ผลิต ดูแล สร้างสมดุลธรรมชาติ ผ่านโอกาสการเดินทาง ตามกลิ่น-รส ‘กาแฟ’

กาแฟ ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือพืชเศรษฐกิจที่เชื่อมโลกด้วย รสชาติ และ กลิ่นหอม จากเมล็ดกาแฟแต่ละเมล็ดที่มีเบื้องหลัง คือ ผืนป่า พื้นที่สูง และแรงงานของคนตัวเล็กตัวน้อยจำนวนมาก

มีเจ้าของร้านกาแฟคนหนึ่งบอกกับเราว่า กาแฟทั่วโลกไม่ใช่แค่เมืองไทยกว่า 80% อยู่ในการดูแลหรือว่าการผลิตของคนตัวเล็กตัวน้อยเกิน 40 – 50% อยู่ในชุมชนของชาติพันธุ์ โดยเฉพาะในเมืองไทย เกิน 60% อยู่ในมือของเกษตรกรที่เป็นชาติพันธุ์

บ่งบอกว่า กาแฟไม่ได้เติบโตจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวแต่หยั่งรากลึกอยู่กับชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่า และพึ่งพาระบบนิเวศมาอย่างยาวนาน

กาแฟ ยังเป็นพืชที่ต้องการความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมต้องการดิน น้ำ ป่า และร่มเงา หากธรรมชาติไม่สมดุล กาแฟก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ เงื่อนไขนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีวิธีคิด วิธีจัดการ และองค์ความรู้ในการดูแลทรัพยากรที่สอดคล้องกับธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้คำว่า อนุรักษ์ ในความหมายสมัยใหม่

กาแฟ จึงกลายเป็นกระจกบานหนึ่งที่ทำให้สังคมเมืองเริ่มมองเห็นศักยภาพของชุมชนชาติพันธุ์ทั้งในฐานะผู้ผลิตอาหาร ผู้ดูแลป่า และผู้สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม

คำถาม คือ กาแฟสามารถทำหน้าที่เช่นนั้นได้จริงหรือไม่ ? และคนที่อยู่กับกาแฟในชีวิตประจำวัน มองเรื่องนี้อย่างไร ?

เพื่อหาคำตอบนี้เราจึงเดินทางขึ้นเหนือ ผ่านเรื่องราวการกลับบ้านของคนรุ่นใหม่ 2 คนจาก 2 กลุ่มชาติพันธุ์ พะฉู่ – กิตติพันธ์ กอแก้ว หนุ่มปกาเกอะญอ วัย 30 ปี จากบ้านห้วยตองก๊อ จ.แม่ฮ่องสอน และ ลี – อายุ จือปา หนุ่มชาวอาข่า จาก อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ผู้ใช้กาแฟเป็นภาษาสื่อสารกับโลก

“ตอนนี้ผมเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ อยู่ที่แม่ฮ่องสอน ในร้านมีทั้งกาแฟ มีชา มีงานผ้าจากหลายพื้นที่ แต่หลัก ๆ จะมาจากตองก๊อแฟมิลี่ ซึ่งเป็นบ้าน หมู่บ้านของผม” 

พะฉู่ บอกกับเราหลังจากไม่ได้เจอกันนานกว่า 2 ปี เขาเรียนจบครู แต่เลือกไม่เดินตามเส้นทางวิชาชีพที่สังคมคาดหวัง และตัดสินใจกลับบ้าน ไม่ใช่เพราะล้มเหลวแต่เพราะไม่เคยเชื่อว่าการออกจากบ้านคือคำตอบเดียวของชีวิต

ร้านกาแฟเล็ก ๆ ในเมืองแม่ฮ่องสอนของพะฉู่ พยายามเชื่อมโยงตรงกลับไปยังหมู่บ้านบนพื้นที่สูง ผ่าน ตองก๊อแฟมิลี่ สิ่งที่พะฉู่เปรียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในร้านกาแฟ LO-LA GALLER ของเขา เพื่อยืนยันว่ากาแฟไม่ได้มาจากเขาคนเดียวแต่มาจากครอบครัว จากชุมชน และจากผืนป่าเดียวกัน

พะฉู่ – กิตติพันธ์ กอแก้ว

“ผมคนป่า อยากอยู่กับป่าแบบที่เคยอยู่”

การออกไปเรียนในเมืองเป็นผลจากเงื่อนไขทางการศึกษา และมายาคติที่บอกคนรุ่นใหม่ในพื้นที่สูงว่า หากอยากมีอนาคต ต้องออกไปหาจากที่อื่น แต่เมื่อเรียนจบ พะฉู่เลือกกลับมาพร้อมคำถามว่าต้นทุนที่ชุมชนมีอยู่ จะกลายเป็นโอกาสได้อย่างไร

ผ้า กาแฟ และเด็ก ๆ คือ 3 สิ่งที่ดึงเขาไว้กับบ้านเกิด เขาเริ่มทำงานกับชุมชนผ่านผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ทั้งที่ทอผ้าไม่เป็น ปักผ้าไม่ได้ จึงต้องทำงานกับผู้คนในชุมชนด้วยวิถีชีวิตอย่างเรียบง่าย

“ตอนนั้นผมทำเรื่องเยาวชนทำเรื่องเกี่ยวกับกิจกรรมผ้าหลายอย่าง จนหมดแพชชั่นเพราะเราทำผ้าไม่เป็น เราไปสุดกับมันไม่ได้มันหมดไอเดียแล้ว แต่ถามว่าเราอยากทำอยู่ไหม ก็ยังมีแพชชั่นที่อยากทำงานกับชุมชนอยู่”

พะฉู่ ย้อนเรื่องราว

กระทั่งเขาค้นพบ สิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นอีกครั้ง นั่นคือ กาแฟ 

เช้าวันหนึ่งที่พะฉู่ เห็นการดริปกาแฟของเพื่อน กลิ่นของกาแฟ และท่าทางการดริปกาแฟที่ดูมั่นคงแน่วแน่ ทำให้พะฉู่นึกขึ้นได้ว่า “บ้านเราก็มีกาแฟ”จากความคิดฟุ้งซ่าน สู่การเขียนขอทุนจากความตั้งใจของคนคนเดียว เพื่อหวังพาชาวบ้านออกไปเห็นโลกภายนอก

พะฉู่ ยอมรับว่า ช่วงแรกชาวบ้านไม่ได้ฟังเขาจริง ๆ เขาเหมือนคนบ้า เพ้อฝัน เล่าภาพความสำเร็จที่ชาวบ้านแทบคิดไม่ออกว่า ต้นกาแฟที่ปลูกตามบ้าน และไร่จะทำเงินได้อย่างไร ? แต่เมื่อพาออกไปเห็นว่า กาแฟสามารถแปรรูป สร้างมูลค่าและเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวได้ แม้จะยังไม่เชื่อทั้งหมด แต่เมล็ดของความเป็นไปได้ถูกหว่านลงแล้ว

วันนี้พะฉู่ไม่ได้เป็นเพียงเจ้าของร้านกาแฟแต่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองของการทำงานท่องเที่ยวโดยชุมชนที่เชื่อมโยงหลายชุมชนชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

จากการทำงานเพื่อตัวเองกลายเป็นการทำงานเพื่อผู้อื่นมากขึ้น ทีมงานขยายความรับผิดชอบเพิ่มแต่สิ่งที่เขาได้กลับมา คือความรู้สึกว่าเขาไม่ได้เติบโตเพียงลำพัง

“เราโตไปพร้อมหมู่บ้าน”

คือประโยคที่อธิบายการเดินทางตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของพะฉู่ได้ชัดเจนที่สุด การทำงานกับชุมชนไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องใช้เวลา ต้องอดทน และต้องเข้าใจว่าแต่ละคนมีจังหวะของตัวเอง สำหรับชุมชนชาติพันธุ์เรื่องสิทธิในที่ดินและทรัพยากร คือโจทย์ใหญ่ แม่ฮ่องสอนกว่า 90% เป็นพื้นที่ป่า เอกสารสิทธิ์ เป็นข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

การทำกาแฟจึงไม่ใช่แค่เรื่องการผลิต แต่เป็นการตั้งคำถามว่าจะอยู่กับป่าอย่างไร ? จะพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ทำลายฐานทรัพยากรได้อย่างไร ?

“หลัก ๆ ของผมในการทำกระแส หรือการทำหลายอย่าง ผมทำในสเต็ปของคำสอนบรรพบุรุษปกาเกอะญอ “

พะฉู่ ขยายความ

“เอาะทีเกอตอที เอาะกอเกอตอกอ” ประโยคนี้ให้ความหมายว่า ได้ประโยชน์จากอะไรก็ควรจะเก็บรักษา ไม่ว่าจะน้ำ ป่า ดิน มากกว่านั้นคือดูแล ให้กับคนรุ่นต่อไป ไม่ใช่กินทุกอย่างแล้วไม่เหลืออะไรให้คนรุ่นต่อไป 

นอกจากตัวของชุมชนแล้ว การทำงานกับเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ธุรกิจ ก็ถือว่าสำคัญไม่แพ้กัน แต่ต้องเป็นเครือข่ายที่มีความชัดเจนในเรื่องที่ทำ เพราะหากทำไม่เหมือนกันก็อาจทำงานกันยาก

การออกมาเปิดร้านข้างนอกคือหนึ่งในโอกาสที่จะเปิดเวทีให้คนในชุมชนได้โชว์สิ่งที่มี พะฉู่ ต้องการบอกว่า โอกาสของเด็กรุ่นใหม่ในแม่ฮ่องสอนน้อยมาก หลายพื้นที่โดนกีดกันด้วยหลายอย่าง ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีอะไรบ้าง กฎหมาย การเมือง การศึกษา เด็กไม่สามารถอยากทำในสิ่งที่เขาต้องการได้

“กาแฟให้อะไรกับชุมชนอันนี้ผมไม่รู้เลยต้องกลับไปถามที่ชุมชนนะ แต่สิ่งที่ผมเห็นจากชุมชน ที่เป็นประจักษ์เป็นรูปธรรมเลย คือกาแฟเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งในชุมชน ซึ่งต่างชาติชอบมากการเดินดูสวน คั่วกาแฟ อีกหนึ่งสิ่งที่เห็นคือทุกบ้านอยากปลูกกาแฟมากขึ้น จากความคิดที่ว่ากาแฟไม่สามารถออกแบบหมู่บ้านเขาได้พอวันนึงเค้าเห็นโอกาสกาแฟกลายเป็นอนาคตให้หมู่บ้านได้และสามารถเป็นงานหรือว่าทางเลือกหนึ่งให้คนรุ่นใหม่อยากกลับมาอยู่บ้านก็ได้” 

พะฉู่ บอกอย่างภูมิใจ

แล้วพอยิ่งมาเจอสังคมที่เขาทำกาแฟ อย่างพี่ลี (อายุ จือปา) ก็ยิ่งสร้างความชัดเจนในความรู้สึกของเขามากขึ้น เขาทำให้เห็นว่ามีคนทำกาแฟกับเรื่องสิ่งแวดล้อม 

“โชคดีมาก หลังจากนั้นมีโครงการอะไรมา เราก็ใช้กาแฟนี่แหละเป็นตัวนำ”

พะฉู่ อธิบาย

อย่างไรก็ดี พะฉู่ เล่าว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ กฎหมาย มีส่วนทำให้ชุมชนชาติพันธุ์พัฒนาขึ้น ในช่วง 2-3 ปี ก่อนหน้านี้เขายอมรับว่า แทบไม่เห็นคนรุ่นใหม่กล้าออกมาพูดเรื่องสิทธิ์ของตัวเอง แต่ตอนนี้ได้เห็นการเติบโตของคนรุ่นใหม่ที่เขากล้าเรียกร้องสิทธิ์ที่เขาควรจะมี

นอกจากนี้กฎหมายก็เข้ามาเป็นพื้นที่ปลอดภัยเรื่องของวิถีชีวิตภูมิปัญญากลุ่มชาติพันธ์ที่กำลังจะเลือนหาย กฎหมายจะเป็นอีกหนึ่งความชัดเจนให้กับคนรุ่นใหม่ว่าเขาสามารถกลับไปทำงานที่บ้านได้ แต่สิ่งนี้ก็จะต้องถูกทำความเข้าใจกับคนเฒ่าคนแก่ในชุมชนด้วย  คนรุ่นใหม่คือแรงขับเคลื่อนของชุมชนและกฎหมายจะเป็นแรงผลัก

กาแฟ ‘วิถีชีวิต ตัวตนชาติพันธุ์’ และการยืนอยู่ในโลกกว้าง

จากคำบอกเล่าของ ลี-อายุ จือปา เจ้าของร้านกาแฟ อาข่า อ่ามา คนเดียวกันกับที่พะฉู่กล่าวถึง เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนทำงานกับกาแฟ ที่ไม่ได้มองกาแฟเป็นเพียงผลผลิตแต่ใช้กาแฟเป็นภาษาหนึ่งในการสื่อสารคุณค่าของชุมชนออกไปสู่โลกภายนอก

ลี – อายุ จือปา

สิ่งที่ ลี เห็นชัดจากการทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือการเปลี่ยนผ่านด้าน ตัวตน จากการถูกมองว่าเป็นคนชายขอบไปสู่การยอมรับและกล้าแสดงตัวตนของตนเองในฐานะผู้มีสิทธิ มีเสียง และมีศักยภาพ

การได้ยืนอยู่กับสิ่งที่ตัวเองเป็นการบอกกับสังคมว่า “ฉันก็สามารถเป็นพลเมืองโลกได้” ไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับคนรุ่นใหม่ในชุมชนชาติพันธุ์ เพราะสิ่งเหล่านี้คือรากฐานของความภาคภูมิใจและเป็นหลักยึดที่ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องเหมือนใครเพื่อจะมีที่ยืนในสังคม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นคนรุ่นใหม่จากหลายกลุ่มชาติพันธุ์เรียนรู้ที่จะนิยามตัวเองมากขึ้นไม่ใช่ในฐานะ คนที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ แต่ในฐานะผู้ร่วมออกแบบอนาคตของสังคม

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของชุมชนไม่อาจเกิดขึ้นในกรอบแคบชุมชนจำเป็นต้องมีความเป็นพหุภาคีเพราะเมื่อคนรุ่นใหม่ก้าวออกจากหมู่บ้านพวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้โลกภายนอกทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป

คำถามสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ใช่แค่ว่า “จะทำอาชีพอะไร” แต่คือ “จะมีตัวตนอย่างไร” ทั้งในโลกของการทำงานและในชุมชนที่ตนเองเติบโตมา

การกลับบ้านจึงไม่ใช่แค่การกลับพื้นที่ทางกายภาพ แต่คือการกลับไปตอบคำถามกับตัวเองว่าจะอยู่อย่างไรให้มีความสุขทั้งกายและใจ ท่ามกลางความคาดหวังของครอบครัว ชุมชน และสังคมในมุมมองของ ลี และคนทำงานกับชุมชน กาแฟไม่ได้เข้ามาแทนที่ไร่หมุนเวียนและไม่ได้เป็นภัยต่อวิถีดั้งเดิมอย่างที่หลายคนกังวล

ตรงกันข้ามสภาพแวดล้อมที่ต้นกาแฟเติบโตได้ดีคือระบบนิเวศที่มีความหลากหลายมีการเกื้อหนุนกันของพืชพรรณ ดิน น้ำ และป่าซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับแนวคิดและการปฏิบัติของไร่หมุนเวียนมาแต่เดิม

สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า คือการเข้ามาของอุตสาหกรรมอื่นที่ไม่เข้าใจบริบทท้องถิ่นและค่อย ๆ ทำลายความเชื่อ วิธีคิด และองค์ความรู้ดั้งเดิมของชุมชน โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่ว่า “จะปลูกกาแฟหรือไม่” แต่คือจะทำอย่างไรให้สังคมมองเห็นว่าการทำกาแฟสามารถทำให้ป่าสมบูรณ์ได้สามารถเป็นอาชีพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสามารถสร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันระหว่างคนกับธรรมชาติ

เมื่อการรับรู้เช่นนี้เกิดขึ้นไม่ว่าจะในกลุ่มชาติพันธุ์หรือไม่ใช่ชาติพันธุ์ วิถีชีวิตและคุณภาพชีวิตแม้ศักยภาพของชุมชนจะมีอยู่มากแต่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างยังคงเป็นโจทย์ใหญ่พื้นที่ของเกษตรกรชาติพันธุ์จำนวนมากยังอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิส่งผลต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินรวมถึงโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรและการสนับสนุนจากภายนอก

นอกจากนี้องค์ความรู้ในระบบการศึกษาที่ยังไม่เพียงพอและการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานเช่น ไฟฟ้า ถนน หรือสาธารณูปโภคยังเป็นอุปสรรคที่หลายชุมชนต้องเผชิญ

ลี ยังเล่าว่า ชุมชนของเขาเองก็ยังไม่มีไฟฟ้าแต่สิ่งที่ทำให้สามารถเชื่อมโยงกับโลกภายนอกได้คือโอกาสในการสื่อสาร และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

การพัฒนาจึงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับถนนหรือเสาไฟเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการไม่จำกัดตัวเองและการใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แม้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจะต้องใช้เวลาและเป็นเรื่องของนโยบายระดับรัฐ คำถามสำคัญคือเราจะต้องรออีกกี่ปีและเรามีเวลามากพอที่จะรอหรือไม่

เมื่อการรอคอยไม่ใช่คำตอบเดียวชุมชนจึงต้องลุกขึ้นมาออกแบบชีวิตของตัวเองหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้า จะใช้พลังงานทางเลือกได้หรือไม่ ?ถนนไม่ดีจะซ่อมแซมกันเองอย่างไร ? เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าโครงสร้างพื้นฐานใด ๆ คือ พลังของคน ที่อยู่ข้างใน พลังที่เมื่อถูกปลดล็อกสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล

“ในภาวะโลกร้อนวิถีของชาติพันธุ์ไม่เคยแยกขาดจากธรรมชาติ เพราะธรรมชาติไม่ใช่เพียงแหล่งทรัพยากรแต่คืออาชีพ วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ”

ลี ย้ำความสำคัญ

สำหรับ ลี กาแฟจึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสินค้าเกษตรหรือเครื่องมือสร้างรายได้ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถอยู่ร่วมกับอาหารผลไม้และสมุนไพรในระบบเกษตรที่มีความหลากหลายสูง สวนกาแฟในหลายชุมชนเต็มไปด้วยพืชพรรณนานาชนิดจนแทบไม่อาจนับได้ว่ามีกี่อย่างความหลากหลายทางชีวภาพเช่นนี้ช่วยหล่อเลี้ยงระบบนิเวศให้มีความอุดมสมบูรณ์

ต้นกาแฟเป็นไม้เย็นปลูกครั้งหนึ่งสามารถอยู่ได้นาน 70 – 80 ปีหากดูแลดี ก็แทบไม่ต้องรบกวนดินหรือธรรมชาติสิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ ไร่กาแฟเชิงเดี่ยว แต่เป็นสวนที่มีชีวิตซึ่งบางครั้งมีความหลากหลายมากกว่าสวนป่าเสียอีก นี่คือการถอดแบบจากองค์ความรู้ของชาติพันธุ์เพียงแต่อยู่ในรูปแบบของเกษตรร่วมสมัยที่ยังคงฝังรากอยู่ในวัฒนธรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือจากวันที่ไม่เคยมีพิธีกรรมเกี่ยวกับกาแฟ วันนี้บางชุมชนเริ่มทำบุญให้ไร่กาแฟให้เจ้าป่าเจ้าเขาให้พระแม่คงคาและให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองผืนดิน

เรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านมุมคิด และการลงมือทำของคนรุ่นใหม่ทั้ง 2 คน ตอกย้ำชัดว่า กาแฟไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ หรือกระแสเครื่องดื่มแต่เป็นตัวเชื่อมระหว่างวัฒนธรรมเดิมกับโลกสมัยใหม่จากชุมชนเล็ก ๆ สู่ระดับสากลและในภาพสะท้อนนั้นกาแฟกำลังบอกเล่าเรื่องราวของคนป่าและความเป็นไปได้ของสังคมที่สมดุลมากกว่าที่เคยเป็นมา