จากเส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่คาดการณ์ว่า จะสามารถประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ได้ในช่วงปี 2572 โดยจะมีการทำประชามติครั้งที่ 2 เพื่อเห็นชอบ “วิธีการ” และ “เนื้อหา” ซึ่งคาดจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2570
แต่ทว่าความคืบหน้าล่าสุดยังอยู่ระหว่างยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาสู่การพิจารณาของรัฐสภาหลายฉบับจากทั้ง ภาคประชาชน สว. และจากหลายพรรคการเมือง ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์
แม้หลายฝ่ายจะมีเป้าหมายเดียวกันที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กลับมีความแตกต่างในเนื้อหา โดยเฉพาะหลักการได้มาของ สสร.
ภาคประชาชน: กำลังเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยเสนอให้ สสร. 300 คนมาจากการเลือกตั้ง 100%
- ครม. และ พรรคภูมิใจไทย: เสนอร่างแก้ไขโดยให้มี สสร.จำนวน 100 คน สำรอง 300 คน มาจากการคัดเลือกโดยรัฐสภา จากผู้สมัครผ่าน กกต. ซึ่งไม่มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน
- พรรคเพื่อไทย: เสนอให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดเลือก สสร. เบื้องต้น แล้วให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาเลือกในขั้นตอนสุดท้ายจำนวน 152 คน หรือตามสัดส่วนที่เคยเสนอแบบเลือกตั้งแบ่งเขต 100%
- พรรคประชาชน: มี 2 ร่าง โดยมีหลักการให้มี สสร. ที่มาจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งโดยตรงในคูหา
- พรรคประชาธิปัตย์: ยื่น 2 ฉบับ สสร. 100 คน ผ่านระบบหยั่งเสียงแบบอิเล็กทรอนิกส์
ความแตกต่างนี้ทำให้เกิดความกังวลว่าบางร่างอาจไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาฯ เพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ต้องได้เสียงเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และต้องมีเสียง สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 67 คน
แต่ก็มีการประเมินว่า ร่างของพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสมากที่สุดที่จะผ่านวาระรับหลักการ เนื่องจากจำนวน สส. และ สว. ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น
พรรคการเมืองเสียงแตก ที่มา สสร.
เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐสภา จัดเวที “ดวลร่าง เปิดทางรัฐธรรมนูญใหม่”
เพื่อเป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลากหลายภาคส่วนทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคการเมือง วุฒิสภา นักวิชาการ และภาคประชาสังคม และประเมินความเป็นไปได้ในการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ สสร. มาจากประชาชนและสะท้อนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง
พรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน
หลักการและที่มาของ สสร. ที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มการเมือง นำไปสู่การปะทะกันทางวาทกรรมระหว่างแนวทางที่เน้น “ความเป็นไปได้จริงภายใต้กรอบกติกาเดิม” ของพรรคภูมิใจไทย กับแนวทาง “ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยสูงสุดและผลักดันเพดานความเป็นไปได้” ของพรรคประชาชน
นิกร จำนง พรรคภูมิใจไทย ได้เริ่มตั้งคำถามต่อความสับสนในแนวทางของพรรคประชาชนที่มีการเสนอหลายร่าง โดยระบุว่าพรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนชัดเจนร่างเดียวตามหลักการที่ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่าคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่ารัฐสภาไม่สามารถให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรงทั้งหมด และการกระทำใดๆ ต้องยึดตามคำวินิจฉัยอย่างเคร่งครัด
นิกร เตือนว่า หากสมาชิกรัฐสภาลงชื่อเสนอร่างที่เสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ อาจถือได้ว่าละเมิดมาตรฐานจริยธรรม เป็นเรื่องที่ร้ายแรงและมีผลทางคดี อาจถูกร้องเรียนถอดถอนได้
ทางด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน ได้ชี้แจงเพื่อคลายความเข้าใจผิดว่า การยื่นร่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือร่างแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (แก้หมวด 15/1) และร่างแก้ไขรายมาตราคู่ขนานเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยในส่วนของหมวด 15/1
พรรคได้ยื่นร่าง A (ประชาชนเลือก สสร. 150 คนแล้วให้รัฐสภารับรองทั้งคณะ) และร่าง B (ประชาชนเลือก 300 คนแล้วให้รัฐสภาคัดเหลือ 150 คน) เป็นแผนสำรองเพราะกังวลเรื่องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในอดีต
แต่ภายหลังเมื่อได้เข้าหารือร่วมกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 19 มิ.ย. 69 ได้รับความกระจ่างว่า คำวินิจฉัยนั้นไม่ได้ห้ามประชาชนเลือก สสร. โดยตรง พรรคประชาชนจึงยืนหยัดกลับมาผลักดัน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100%
ข้อถกเถียงเรื่องอำนาจ สว. และ ความเป็นไปได้ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ
มากไปกว่านั้น พริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ตั้งคำถามสำคัญกลับไปยังพรรคภูมิใจไทย ถึงเงื่อนไขพิเศษที่กำหนดให้ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 หรือสัดส่วนเฉพาะในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนนำไปทำประชามติ โดยเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่หากรัฐสภาไม่เห็นชอบ ร่างนั้นจะถูกส่งไปให้ประชาชนตัดสินชี้ขาดผ่านการทำประชามติโดยตรง ไม่ได้ถูกตีตกไปในทันที
ดังนั้นการให้สิทธิ สว. ซึ่งมีที่มาทางอ้อมและมีข้อกังขาเรื่องการฮั้วในการคัดเลือกมาเป็นผู้มีอำนาจยับยั้ง จึงขัดกับหลักการอำนาจอธิปไตยของประชาชน
ขณะที่ ชูศักดิ์ ศิรินิล พรรคเพื่อไทย ได้ชี้แจงว่า พรรคเพื่อไทยยังคงมีเจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 และ 2560 ล้วนมีที่มาจากการรัฐประหารและพุ่งเป้าทำลายพรรคเพื่อไทย ทว่าในความเป็นจริงทางนิติบัญญัติ พรรคเพื่อไทยตกเป็นเสียงข้างน้อยในระบบรัฐสภา และไม่เคยได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. ถึงเกณฑ์ 1 ใน 3 จึงจำเป็นต้องปรับแก้สูตรการได้มาซึ่ง สสร. เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าได้จริง
นอกจากนี้ ยังเผยถึงความกังวลของสมาชิกรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีที่มีต่อการถูกดำเนินคดีเรื่อง “การฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม” หากถูกกล่าวหาว่าเสนอร่างที่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แม้ในทางหลักการตนจะเชื่อมั่นว่าการเสนอร่างกฎหมายเป็นเอกสิทธิ์และอำนาจอธิปไตยของสมาชิกรัฐสภา แต่แรงกดดันนี้ทำให้สมาชิกรัฐสภาจำนวนมากเกิดความกลัวจนไม่กล้าลงมติสนับสนุนร่างที่มีความเสี่ยง
เสียงจากภาคประชาชนถึงจุดยืน สสร. เลือกตั้ง 100%
ณัชปกร นามเมือง ตัวแทนเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) ได้สะท้อนความกังวลของภาคประชาชนว่า หากใช้สูตรที่ให้ สว. ร่วมคัดเลือก สสร. ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ใช่ตัวแทนที่ยึดโยงกับประชาชนหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่แท้จริง แต่จะเป็นบุคคลที่กลุ่มอำนาจควบคุมได้
การผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่จะสำเร็จได้ เมื่อเกิดสภาวะสุกงอมทางสังคม ซึ่งเคยเริ่มก่อตัวขึ้นในปี 2563 และการเลือกตั้งปี 2566 แต่ถูกกลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 สกัดกั้นไว้ ดังนั้น รัฐบาลและรัฐสภาต้องร่วมกันสร้างความพร้อมและแสดงความจริงใจ
โดยเปิดรับทุกร่างเข้าสู่การพิจารณาในสภา พร้อมทั้งเสนอให้เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราควบคู่กันไป เช่น การปลดล็อกเงื่อนไขอำนาจ สว. และการตรวจสอบองค์กรอิสระ เพื่อไม่ให้กระบวนการปฏิรูปประเทศต้องตกอยู่ในภาวะชะงักงัน
ณัชปกร ได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญว่า การถูกวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีผลเพียงทำให้ร่างตกไปเท่านั้น ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่หรือตัดสิทธิทางการเมืองของผู้แทนราษฎร
พร้อมทั้งเรียกร้องให้พรรคการเมืองหลักอย่างภูมิใจไทยและเพื่อไทยทำข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ในการเปิดรับทุกร่างเข้าสู่สภาฯ และไม่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเพื่อเตะถ่วงกระบวนการ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าต่อไปได้อย่างแท้จริง
ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ของพรรคประชาธิปัตย์
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันว่าสถาบันทางการเมืองไทยกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง เนื่องจากฝ่ายบริหาร วุฒิสภา และองค์กรอิสระ ถูกมองว่าเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันจนครบวงจร สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความเร็ว แต่คือความเสี่ยงที่จะเกิดการแทรกแซงหรือจัดตั้ง สสร. ในลักษณะเดียวกับการคัดเลือก สว.
อภิสิทธิ์ ชี้ว่า ในทางคณิตศาสตร์การเมืองและการปฏิบัติจริง สังคมมองเห็นชัดเจนว่าโครงสร้างอำนาจในรัฐสภาปัจจุบันไม่ได้ประกอบด้วยเสียง สส. ฝ่ายรัฐบาลเพียง 190 เสียง แต่มีเสียง สว. ที่เกาะกลุ่มเหนียวแน่นอีกเกือบ 160 เสียง รวมกันเป็นเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาอย่างเบ็ดเสร็จ
พร้อมทั้งเสนอแนะถึงการจัดตั้ง สสร. ตามนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ควรใช้ระบบการ “หยั่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์” หรือการเลือกตั้งทางอ้อมที่ไม่ผูกขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ สสร. กลายเป็น “สภาคู่แฝด” ของพรรคการเมือง และเตือนว่าอย่าประมาทว่าประชาชนจะยอมรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสมอไป หากเนื้อหาที่ออกมาแย่กว่าเดิม ประชาชนก็อาจคว่ำร่างในชั้นประชามติได้
ดังนั้น กระบวนการได้มาซึ่ง สสร. ต้องมีกลไกที่ให้ประชาชนเป็นผู้ “คัดกรองชั้นแรก” ก่อนเสมอ ไม่ว่าจะผ่านคูหาเลือกตั้งหรือระบบหยั่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการส่งคนของฝ่ายการเมืองเข้ามาสมัครแล้วให้สภาฯ เลือกกันเองในลักษณะจัดตั้ง
รัฐธรรมนูญ 2540 แม้ สสร. จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง 100% และไม่ได้ผ่านการทำประชามติ แต่กลับได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านการทำประชามติ แต่สังคมกลับไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของร่วมเท่ากับปี 2540
พร้อมทั้งเตือนให้ระมัดระวังการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่อาจถูกชี้นำด้วยคำถามที่บิดเบือน โดยยกตัวอย่างข้อกำหนดวุฒิการศึกษาปริญญาตรีของ สส. ในรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเกิดจากการตั้งคำถามนำจนกลายเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิทางการเมืองของประชาชนในอดีต
การตัดอำนาจ Veto ของรัฐสภา
ทางด้าน นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงสถานะตนเองที่เป็น สว. เสียงข้างน้อย โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าการโน้มน้าว สว. ส่วนใหญ่ว่า แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะดึงเสียง สว. ให้มาเห็นชอบกับแนวทางประชาธิปไตยได้เกินกว่า 20 เสียง
เนื่องจากโครงสร้างและที่มาของ สว. ไม่ได้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ที่ควรจะเป็น ด้วยเหตุนี้ ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นายนรเศรษฐ์ร่วมออกแบบ จึงเลือกที่จะตัดอำนาจของรัฐสภาในการยับยั้ง (Veto) ร่างรัฐธรรมนูญของ สสร. ออกไปทั้งหมด
เพื่อไม่ให้ สว. หรือพรรคการเมืองเข้ามาเป็นอุปสรรคขวางกั้น แล้วส่งร่างของ สสร. ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดผ่านการทำประชามติโดยตรง
นรเศรษฐ์ ยังได้แสดงความกังวลต่อแนวคิดที่มุ่งเน้นเพียงการทำให้กระบวนการเดินหน้าไปก่อน โดยชี้ว่าหากจุดเริ่มต้นขาดความชอบธรรม ย่อมส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ในบั้นปลาย
เขาชี้ว่ากลุ่มผู้มีอำนาจคุมกติกาอาจมองว่าการที่ร่างไม่ผ่านประชามติในขั้นตอนสุดท้ายเป็นผลดีต่อฝ่ายตนด้วยซ้ำ การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงต้องยืนอยู่บนมาตรฐานที่แท้จริงและสร้างความชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้ประชาชนยอมรับตั้งแต่ต้นจนจบ
Winner Takes All
จีรนุช เปรมชัยพร เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL)ได้ตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยว่าเข้าข่ายลักษณะ “Winner Takes All” หรือฝ่ายเสียงข้างมากกินรวบทั้งหมด โดยใช้เสียงข้างมากในรัฐสภาที่มีความสนิทสนมกับ สว. เข้าไปเลือกและผูกขาด สสร. ได้
อย่างไรก็ตาม นิกร จำนง พรรคภูมิใจไทย ได้ชี้แจงปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง Winner Takes All อย่างหนักแน่น โดยอธิบายว่าการออกแบบร่างของพรรคไม่ได้มีเจตนาให้ฝ่ายใดกินรวบ แต่ยึดหลักการจัดสรรตามสัดส่วนของรัฐสภา และเปิดพื้นที่ให้เสียงข้างน้อยได้มีตัวแทนเสมอ พร้อมทั้งยืนยันว่าการร่างกติกาต้องยึดโยงกับระบบรัฐสภาตามความเป็นจริง
พร้อมเพิ่มเติมว่า กลไกการคัดเลือก สสร. จะต้องไปตกลงในชั้นกรรมาธิการเพื่อกระจายตัวแทนให้ครอบคลุม และร่างนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พรรคใดพรรคหนึ่งเป็นการเฉพาะ เพราะหากมีการเลือกตั้งใหม่แล้วพรรคอื่นได้เสียงข้างมาก พรรคนั้นก็จะได้สัดส่วนตามความเป็นจริง
บทบาทของประชาชนและอำนาจยับยั้งของ สว.
ณัชปกร ยังคงเน้นย้ำถึงหลักการพื้นฐานของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า เงื่อนไขที่ขาดไม่ได้คือการสร้างกระบวนการที่ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
ปัญหาหรือความต้องการของประชาชนต้องสามารถถูกนำเข้ามาในระบบได้ ไม่ว่าจะผ่านการเลือกตั้งตัวแทนหรือการมีส่วนร่วมโดยตรง ในขณะเดียวกัน เขาได้ชี้ให้เห็นถึงเงื่อนไขที่ไม่ควรมีอยู่อย่างยิ่ง คือการให้อำนาจ สว. คว่ำร่างรัฐธรรมนูญได้ด้วยเสียง 1 ใน 3 ซึ่งมองว่าเป็นเผด็จการเสียงข้างน้อย และย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า
“อำนาจ สว. จะ 1 ใน 5, 1 ใน 4, 1 ใน 3 จะ 1 ใน 10 ก็ไม่ควรมี ไม่ต้องลดเศษส่วนให้ผม มันไม่ควรมีเลย เพื่อไม่ให้มีกลไกใดมาแทรกแซงอำนาจที่ควรยึดโยงกับสภาผู้แทนราษฎร”
ที่มาของ สสร. ถือเป็นหัวใจของการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส. พรรคประชาชน และ เลขานุการคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้สรุปถึงรัฐธรรมนูญว่า มิใช่เพียงตัวบทกฎหมายทั่วไป แต่เป็นกติกาหลักที่กำหนดทิศทางการปกครองและหลักประกันสิทธิของประชาชน
ดังนั้น การขับเคลื่อนเพื่อเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อทบทวนว่าโครงสร้างและหลักประกันสิทธิเดิม ยังทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการของสังคมได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางบริบทความตื่นตัวของประชาชนที่ต้องการเห็นกติกาที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น
ดังนั้นข้อถกเถียงสำคัญที่สุดของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ คือแนวทาง ที่มา และสัดส่วนของตัวแทนผู้มีอำนาจร่างกฎหมายสูงสุด ซึ่งได้เน้นย้ำถึงประเด็นนี้ว่า
“ในสภาวการณ์ปัจจุบัน มีประเด็นการหารือเกี่ยวกับแนวทาง กระบวนการ และกรอบ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการได้มาซึ่งหน้าตา และโครงสร้าง ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคต”
ที่มาของ สสร. คือตัวแปรชี้ขาดว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะสะท้อนเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ หรือถูกครอบงำโดยกลุ่มชนชั้นนำ หากกลไกการคัดสรร สสร. เปิดกว้างและยึดโยงกับประชาชน หน้าตาของรัฐธรรมนูญย่อมเป็นประชาธิปไตย แต่หากมีกลไกปิดกั้น ผลลัพธ์ก็อาจเป็นเพียงการสืบทอดอำนาจในรูปแบบใหม่
การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการประนีประนอมและสร้างฉันทามติ มากกว่าการใช้เสียงข้างมากหักหาญเพียงอย่างเดียว เวทีวิชาการที่เปิดรับฟังรอบด้านจึงเป็นบันไดขั้นสำคัญในการคลายปมความขัดแย้งและกำหนดทิศทางอนาคตทางการเมืองร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

